บทที่ 6
หลักฐานในกำมือ
เมื่อโจวหยางเฉิงเห็นว่าชาวบ้านเริ่มเงียบเสียงลงอีกครั้ง เขาจึงหันไปพยักหน้าขอบคุณกงหมิงเหยี่ยน ก่อนที่เขาจะกวาดสายตาคมกริบมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่กำลังยืนรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“นอกจากนี้... ผมยังพบเบาะแสสำคัญบางอย่างในมือของสหายเหรินอีกด้วย” น้ำเสียงของโจวหยางเฉิงเข้มขึ้นเล็กน้อย “ดังนั้นผมจึงอยากจะสอบถามสหายทุกคนว่ามีใครคุ้นเคยกับของสิ่งนี้หรือไม่ และมันเป็นของสหายเหรินหรือว่าเป็นของสหายคนอื่นกันแน่ ซึ่งแน่นอนว่าผมคงต้องขอสอบปากคำหัวหน้าหมู่บ้านและสหายทั้งสามคนที่ไปพบศพเป็นคนแรกด้วย”
ก่อนหน้านี้โจวหยางเฉิงได้ตกลงกับกงหมิงเหยี่ยนและสหายทั้งสามคนที่ไปพบศพด้วยกันแล้วว่า เขาจะขอให้อีกฝ่ายทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างสร้อยข้อมือเส้นนี้ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านคนอื่นคิดว่าพวกเขาจงใจใส่ร้ายเจ้าของสร้อยข้อมือตัวจริง เพราะหลังจากที่โจวหยางเฉิงได้ฟังกงหมิงเหยี่ยนเล่าถึงคนบ้านเซี่ย เขาก็คิดว่าถ้าหากให้กงหมิงเหยี่ยนเป็นคนออกหน้า ทางครอบครัวของผู้ต้องสงสัยจะต้องคิดว่ากงหมิงเหยี่ยนจงใจใส่ร้ายลูกหลานของตัวเองแน่นอน เพราะถึงอย่างไรคนบ้านเซี่ยก็ไม่ค่อยจะถูกชะตากับคนในหมู่บ้านนี้สักเท่าไหร่
“สร้อยข้อมือเส้นนี้ถูกกำเอาไว้ในมือของสหายเหรินอย่างแน่นหนา จนต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะนำมันออกมาจากมือของเธอได้ ดังนั้นขอให้สหายทุกคนช่วยกันดูให้ดี ว่าสร้อยข้อมือเส้นนี้เป็นของสหายเหรินหรือเปล่า”
ทันทีที่ฉู่เถิงเยว่เห็นสร้อยข้อมือที่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งกำลังเดินนำมาให้ชาวบ้านดูอย่างใกล้ชิด เธอก็รีบหันไปมองไป๋อี้หนิงในทันที เพราะฉู่เถิงเยว่จำได้ดีว่าไป๋อี้หนิงมักจะอวดสร้อยข้อมือเส้นนี้อยู่เป็นประจำ อีกทั้งเธอยังเคยบอกกับทุกคนด้วยว่า สร้อยข้อมือเส้นนี้มีราคาแพงและเป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักศึกษาที่ปักกิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นงานสั่งทำตามความชื่นชอบของแต่ละคน ดังนั้นจึงเป็นสร้อยข้อมือที่มีเส้นเดียวเท่านั้น
“สหายไป๋ สร้อยข้อมือเส้นนี้เป็นของเธอไม่ใช่เหรอ”
เถียนหว่านซีรู้สึกไม่พอใจที่ฉู่เถิงเยว่หันมาเพ่งเล็งไป๋อี้หนิงแบบนั้น อีกทั้งในตอนนี้หญิงสาวที่ตัวเองเอ็นดูกำลังไม่สบายอยู่ ดังนั้นเถียนหว่านซีจึงยิ่งรู้สึกเป็นห่วงไป๋อี้หนิงมากขึ้นไปอีก
“ฉู่เถิงเยว่ แกอย่ามาใส่ร้ายอี้หนิงนะ! สร้อยข้อมือแบบนี้ใครๆ ก็ซื้อได้ทั้งนั้น จะมาเหมารวมว่าเป็นของอี้หนิงคนเดียวได้ยังไง ถ้าแกกล้าใส่ร้ายอี้หนิงอีกครั้งละก็ ฉันจะเข้าไปตบแกให้ฟันร่วงหมดปากเลยคอยดู!”
โจวเหมี่ยวอี๋ปล่อยมือที่กำลังประคองลูกสะใภ้ทันที ก่อนที่เธอจะก้าวออกมายืนอยู่ด้านหน้าของอีกฝ่าย เพื่อปกป้องลูกสะใภ้ของตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับชี้นิ้วไปทางเถียนหว่านซีด้วยความไม่พอใจ อีกทั้งเธอเองก็เคยเห็นไป๋อี้หนิงสวมสร้อยข้อมือเส้นนี้ รวมไปถึงชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็เคยเห็นเช่นเดียวกัน เนื่องจากไป๋อี้หนิงมักจะนำมาโอ้อวดให้หญิงสาวในหมู่บ้านอิจฉาอยู่เป็นประจำ
“แล้วเธอจะบอกว่าสร้อยข้อมือเส้นนี้ไม่ใช่ของสหายไป๋เหรอ ในเมื่อพวกเราทุกคนในหมู่บ้านต่างก็เคยเห็นสร้อยข้อมือเส้นนี้จากเธอด้วยกันทั้งนั้น อีกอย่างสหายไป๋ยังเคยบอกกับทุกคนด้วยว่ามันเป็นของที่สั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ และไม่มีทางที่ใครจะมาทำสร้อยข้อมือซ้ำกับเธอได้”
“ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน!”
อวี้ชูเยว่เป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะถูกไป๋อี้หนิงโอ้อวดใส่อยู่เสมอ เนื่องจากเธอเป็นยุวชนเช่นเดียวกับอีกฝ่าย เพียงแต่เธอตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่กับสามีในหมู่บ้านเลี่ยงหวงต่อไป แทนที่จะเดินทางกลับไปหาครอบครัวที่เหอเป่ย
แน่นอนว่าอวี้ชูเยว่ไม่คิดที่จะกลับไปหาครอบครัวที่ไม่เคยแม้แต่จะสนใจใยดีเธอสักนิดเดียวอย่างบ้านอวี้ เพราะหลังจากที่เธอถูกส่งมาเป็นยุวชนแทนพี่ชายที่พ่อแม่ทำใจส่งมาลำบากไม่ได้ อวี้ชูเยว่ก็ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากคนบ้านอวี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
หนำซ้ำครอบครัวของเธอยังเคยส่งจดหมายมาหาอยู่บ่อยครั้ง เพื่อขอให้เธอส่งข้าวของกลับไปให้พวกเขาอีกด้วย ซึ่งทำให้อวี้ชูเยว่รู้สึกน้อยอกน้อยใจเป็นอย่างมาก แถมพี่น้องคนอื่นๆ ของเธอ ก็ไม่เคยคิดที่จะปลอบโยนหรือให้ความช่วยเหลือเธอแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นอวี้ชูเยว่จึงตัดสินใจที่จะตัดขาดกับบ้านอวี้ โดยแลกกับการที่เธอจะส่งสิ่งของกลับไปให้จนกว่าเธอจะแต่งงาน
ในตอนแรกครอบครัวของเธอก็ไม่ยินยอม เพราะว่าพวกเขาไม่อาจตัดใจจากข้าวของที่ได้รับจากอวี้ชูเยว่ไปได้ แต่เธอก็ได้ข่มขู่อีกฝ่ายกลับไป ว่าถ้าหากไม่ยอมรับข้อตกลงของเธอ อวี้ชูเยว่จะไปแจ้งความจับพี่ชายของตัวเอง ซึ่งพี่ชายของเธอนั้นเป็นผีพนันตัวยง อีกฝ่ายจึงมักจะชอบขโมยเงินภายในบ้านไปเล่นพนันในบ่อนเถื่อนอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าหากอวี้ชูเยว่แจ้งเรื่องเหล่านี้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รับรองได้เลยว่าพี่ชายของเธอจะต้องหมดอนาคตอย่างแน่นอน อีกทั้งเจ้าของบ่อนถูกจับและสืบรู้ว่าต้นเหตุมาจากพี่ชายของเธอ เมื่อถึงเวลานั้นพวกนักเลงคุมบ่อนต้องไม่ยอมปล่อยพี่ชายของเธอและคนบ้านอวี้ไปง่ายๆ แน่ ส่วนตัวเธอก็เป็นเพียงลูกสาวที่อยู่ห่างไกลเท่านั้น เรื่องวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อตัวเธอ
“ฉันเห็นด้วยกับสหายฉู่ เพราะฉันก็เคยได้ยินสหายไป๋พูดแบบนั้นเหมือนกัน”
ลั่วเสิ่นหยูรู้สึกไม่ชื่นชอบไป๋อี้หนิงตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายมักจะแวะมาหาญาติของตัวเองในหมู่บ้านเลี่ยงหวงแล้ว เพราะเธอเคยบังเอิญไปเห็นนิสัยที่แท้จริงของอีกฝ่ายเข้า แน่นอนว่าลั่วเสิ่นหยูไม่คิดที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปบอกกับคนอื่น เพราะเธอรู้ดีว่าคงจะไม่มีใครเชื่อเธอแน่ เนื่องจากปกติไป๋อี้หนิงมักจะแสดงท่าทีอ่อนหวานและชอบช่วยเหลือชาวบ้านรวมถึงยุวชนคนอื่นๆ อยู่เสมอ ซึ่งครั้งหนึ่งลั่วเสิ่นหยูเคยหลุดปากพูดออกไปว่าอีกฝ่ายเสแสร้งแกล้งทำหรือเปล่า สุดท้ายกลับกลายมาเป็นตัวเธอเองที่ถูกชาวบ้านและยุวชนรุมต่อว่า
เถียนหว่านซีรู้สึกโมโหบรรดาชาวบ้านและยุวชนเป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายต่างก็พากันจ้องจะใส่ร้ายว่าที่ลูกสะใภ้ของเธอ ทั้งที่ไป๋อี้หนิงกำลังไม่สบายอยู่แท้ๆ แต่คนเหล่านี้กลับไม่คิดที่จะเห็นอกเห็นใจเลยแม้นิดเดียว
“แล้วยังไง! ไม่แน่ว่าเหรินรุ่ยหลินอาจจะขโมยสร้อยข้อมือของอี้หนิงไปก็ได้ ถึงยังไงอี้หนิงก็ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับการตายของนังนั่นเด็ดขาด!”
คำพูดของเถียนหว่านซีต่างก็ทำให้ชาวบ้านรู้สึกงุนงงไปตามๆ กัน เนื่องจากว่าพวกเขารับรู้มาโดยตลอดว่าเหรินรุ่ยหลินคือคนรักของเซี่ยเหว่ยกวงลูกชายของเถียนหว่านซี ทว่าอีกฝ่ายกลับดูไม่สนใจใยดีกับการตายของเหรินรุ่ยหลินเลยสักนิด ซ้ำยังไปห่วงใยไป๋อี้หนิงที่เป็นเพียงเพื่อนสนิทของคนรักลูกชายแทน
“แหมๆ ฉันละไม่อยากจะพูดเลยจริงๆ แต่ดูเหมือนป้าหว่านซีจะเป็นห่วงเป็นใยสหายไป๋มากกว่าคนรักของลูกชายตัวเองอีกนะ เพราะถ้าเป็นฉัน... หากรู้ว่าคนที่ตายคือคนรักของลูกชาย ฉันคงทำทุกวิธีทางเพื่อให้เรื่องราวมันกระจ่างไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าใครบางคนจะไม่คิดแบบนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าที่เป็นแบบนี้ เพราะมีลับลมคมในอะไรกันหรือเปล่า”
ชิงหลี่เจี๋ยหัวเราะออกมาเบาๆ ที่ในท้ายที่สุดเถียนหวานซีก็ถูกเปิดโปงความสัมพันธ์กับไป๋อี้หนิงต่อหน้าคนอื่นเสียที แน่นอนว่าซิงหลี่เจี๋ยรู้สึกไม่ชอบอีกฝ่ายมาตั้งแต่ที่เถียนหว่านซีพยายามจะจับคู่หลานสาวของเธอให้แต่งงานกับน้องชายของสามีอีกฝ่ายแล้ว ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่าเซี่ยเส้าเฟิงคนนี้เป็นพวกไม่เอาไหนที่สุด เนื่องจากว่าอีกฝ่ายเป็นลูกหลงของครอบครัว ดังนั้นพ่อแม่ของเซี่ยเส้าเฟิงจึงรักใคร่และคอยประคบประหงมลูกชายคนนี้ราวกับสมบัติล้ำค่าเลยก็ว่าได้
พอบ้านอู๋ของเธอปฏิเสธงานแต่งนี้ออกไป เถียนหว่านซีก็เอาบ้านอู๋ของเธอไปนินทาว่าร้ายจนไม่มีชิ้นดี แต่ถึงอย่างชิงหลี่เจี๋ยก็ไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเล่นงานอยู่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นเธอจึงได้พาคนบ้านอู๋และบ้านเดิมของเธอไปตบตีกับคนบ้านเซี่ยถึงที่ ท้ายที่สุดครอบครัวของเธอก็เป็นฝ่ายชนะ แถมเธอยังได้ตบตีอีกฝ่ายจนหนำใจเลยทีเดียว หลังจากนั้นเป็นต้นมา เถียนหว่านซีก็มักจะหลีกเลี่ยงการนินทาครอบครัวเธอมาโดยตลอด
เถียนหว่านซีรู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะจ้องเล่นงานเธอและบ้านเซี่ยอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างเถียนหว่านซีก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ เพราะถึงยังไงเหรินรุ่ยหลินก็ได้ตายไปแล้ว ดังนั้นคนที่เธอต้องให้ความสำคัญในตอนนี้มีเพียงไป๋อี้หนิงคนเดียวเท่านั้น
แต่ก่อนที่เถียนหว่านซีจะทันได้อ้าปากด่าทอชาวบ้านเหล่านั้นให้แตกกระเจิง เสียงของหัวหน้าหมู่บ้านก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน ทำให้บรรดาชาวบ้านต่างก็หันกลับไปให้ความสนใจหัวหน้าหมู่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้พวกเขาต่างก็รู้สึกประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าคนที่ก้าวเท้าออกมายืนอยู่ด้านหน้ากลับกลายเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของพวกเขาแทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“เรื่องสร้อยข้อมือของสหายไป๋นั้น พวกเราไม่อาจรู้ได้ว่ามันไปอยู่ในมือของสหายเหรินได้ยังไง แต่สิ่งที่ฉัน เสี่ยวจือ อาซุนและอาเซียวสามารถบอกกับทุกคนได้ก็คือ... ใครเป็นคนที่ทำร้ายสหายเหรินจนตาย!”
กงหมิงเหยี่ยนตวัดสายตาจ้องมองไปที่ไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวง
“จริงไหมสหายไป๋ สหายเซี่ย? พวกเธอสองคนคิดว่าจะไม่มีใครรู้เห็นเรื่องชั่วช้าที่พวกเธอทำกับสหายเหรินอย่างนั้นน่ะหรือ! แต่พวกเธอคงลืมไปว่า เดี๋ยวนี้เวรกรรมมันตามสนองกันเร็วกว่าที่คิด ถึงแม้ฉันจะไปทันเห็นแค่ตอนที่สหายไป๋กำลังบีบคอสหายเหรินจนแน่นิ่งไปแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าตอนนั้นสหายไป๋จะพูดว่าอะไรบางอย่างออกมานะ” กงหมิงเหยี่ยนแสร้งทำทีเป็นครุ่นคิดเล็กน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาจดจำทุกถ้อยคำของไป๋อี้หนิงได้อย่างแม่นยำ
“อ๋อ... สหายไป๋บอกว่า เป็นเพราะสหายเหรินพยายามทำร้ายร่างกายของสหายเซี่ย ดังนั้นด้วยความที่สหายไป๋ทนเห็นคนรักของตัวเองถูกทำร้ายไม่ได้ จึงพุ่งตรงเข้าไปบีบคอสหายเหรินรุ่ยหลินจนตาย! นอกจากนี้ในระหว่างที่สหายเหรินกำลังจะหมดลมหายใจ เธอยังข่วนเข้าที่แขนของสหายไป๋เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดพ้นอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ฉันกับคนอื่นๆ ไปพบเธอช้าเกินไป หลังจากนั้นสหายเซี่ยก็อุ้มร่างของสหายเหรินไปทิ้งไว้บริเวณอื่นแทน เพราะหวังว่าร่างของเธอจะถูกสัตว์ป่ากัดกินเพื่อทำลายหลักฐาน และสุดท้ายจะได้ไม่มีใครล่วงรู้ถึงเรื่องราวอันชั่วช้าเลวทรามที่พวกเธอสองคนร่วมมือกันก่อขึ้น!”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++