บทที่ 7
ข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์
“อ๋อ... สหายไป๋บอกว่า เป็นเพราะสหายเหรินพยายามทำร้ายร่างกายของสหายเซี่ย ดังนั้นด้วยความที่สหายไป๋ทนเห็นคนรักของตัวเองถูกทำร้ายไม่ได้ จึงพุ่งตรงเข้าไปบีบคอสหายเหรินรุ่ยหลินจนตาย! นอกจากนี้ในระหว่างที่สหายเหรินกำลังจะหมดลมหายใจ เธอยังข่วนเข้าที่แขนของสหายไป๋เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดพ้นอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ฉันกับคนอื่นๆ ไปพบเธอช้าเกินไป หลังจากนั้นสหายเซี่ยก็อุ้มร่างของสหายเหรินไปทิ้งไว้บริเวณอื่นแทน เพราะหวังว่าร่างของเธอจะถูกสัตว์ป่ากัดกินเพื่อทำลายหลักฐาน และสุดท้ายจะได้ไม่มีใครล่วงรู้ถึงเรื่องราวอันชั่วช้าเลวทรามที่พวกเธอสองคนร่วมมือกันก่อขึ้น!”
“ไม่จริง! รุ่ยหลินเป็นเพื่อนรักของฉัน ทำไมฉันต้องลงมือทำร้ายเธอจนตายด้วย หัวหน้าหมู่บ้าน... คุณจะใส่ร้ายฉันแบบนี้ไม่ได้นะ!”
ไป๋อี้หนิงไม่มีทางยอมรับข้อกล่าวหานี้เด็ดขาด เพราะถ้าหากเธอยอมรับว่าลงมือฆ่าเหรินรุ่ยหลิน อนาคตของเธอคงต้องดับวูบลงอย่างแน่นอน รวมไปถึงสถานะการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยก็คงต้องจบสิ้นลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นไป๋อี้หนิงจึงรีบเอ่ยปากปฏิเสธคำกล่าวหาของหัวหน้าหมู่บ้านออกไปในทันที
“ผมก็ไม่ยอมรับเหมือนกัน รุ่ยหลินเป็นคนรักของผมมาโดยตลอด แล้วทำไมผมกับอี้หนิงจะต้องร่วมมือกันฆ่าเธอด้วยล่ะ”
เซี่ยเหว่ยกวงปฏิเสธข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกับไป๋อี้หนิง เขาไม่เชื่อว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะบังเอิญมาเห็นตอนที่เขาและไป๋อี้หนิงกำลังลงมือจัดการกับเหรินรุ่ยหลิน เซี่ยเหว่ยกวงคิดเพียงว่าที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้น เป็นเพราะต้องการที่จะใส่ร้ายเขากับไป๋อี้หนิงเสียมากกว่า เนื่องจากหัวหน้าหมู่บ้านคนนี้ไม่ได้ชื่นชอบบ้านเซี่ยของเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเซี่ยเหว่ยกวงจึงยังคงยืนกรานคำพูดของตัวเอง ถึงแม้ว่าภายในใจของเขาจะเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้างก็ตาม
“จะใส่ร้ายหรือไม่ใส่ร้าย อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะได้รู้กัน เพียงแค่ให้ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงไปตรวจสอบร่างกายของสหายไป๋ก็รู้ผลแล้ว เพราะถ้าหากเธอมีรอยขีดข่วนบนร่างกาย ก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ในเมื่อหลักฐานทุกอย่างมันบ่งชี้ไปที่ตัวเธอซะขนาดนั้น”
ฉู่เถิงเยว่ซึ่งยังคงถูกย่าของสามีประคองตัวเอาไว้ เอ่ยขึ้นด้วยความเจ็บปวด ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สามารถตรวจสอบร่างกายของไป๋อี้หนิงได้ แต่ฉู่เถิงเยว่ก็เชื่อว่าพวกเขาสองคนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเหรินรุ่ยหลินอย่างแน่นอน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะเห็นความสนิทสนมเกินพอดีของไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงอยู่บ่อยครั้ง
แต่ถึงแม้ว่าเธอจะเคยเอ่ยเตือนเหรินรุ่ยหลินด้วยความเป็นห่วง แต่อีกฝ่ายกลับไม่เคยเก็บคำเตือนเหล่านั้นมาใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเหรินรุ่ยหลินมักจะบอกกับเธอเสมอว่า ที่ไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงสนิทสนมกันเป็นเพราะทั้งคู่เรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แถมไป๋อี้หนิงยังเป็นคนคอยเชื่อมความสัมพันธ์ให้เธอกับเซี่ยเหว่ยกวงอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเหรินรุ่ยหลินจึงไม่ยอมเชื่อคำเตือนของเธอเลย
ซึ่งแน่นอนว่าฉู่เถิงเยว่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเหรินรุ่ยหลินตัดสินใจที่จะเชื่อเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงไปแล้ว เธอที่เป็นคนนอกจึงทำได้เพียงยืนมองและคอยให้กำลังใจอีกฝ่ายอยู่ห่างๆ เท่านั้น
“โจวเหมี่ยวอี๋! แกพาลูกสะใภ้ของแกกลับไปสั่งสอนให้ดีๆ เลยนะ กล้าดียังไงมาพูดจาว่าร้ายอี้หนิงกับลูกชายของฉัน คอยดูเถอะ ฉันจะตบมันให้ฟันหลุดหมดปากเลยทีเดียว!”
เถียนหว่านซีรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของฉู่เถิงเยว่ หากไม่มีสามีของเธอคอยดึงรั้งตัวเอาไว้ รับรองได้เลยว่าเธอคงจะพุ่งเข้าไปตบอีกฝ่ายให้ไม่กล้าพูดจาร้ายกาจแบบนี้ออกมาได้อีก นอกจากนี้ เถียนหว่านซียังรู้สึกเกลียดชังเหรินรุ่ยหลินเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะว่าการตายของอีกฝ่ายทำให้ลูกชายและว่าที่ลูกสะใภ้ของเธอต่างก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยของทุกคนแบบนี้
‘นังรุ่ยหลิน! ทำไมแกถึงไม่ตายไปเงียบๆ ฉันขอสาปแช่งให้แกตายไปแล้วก็ไม่มีความสุข ขอให้แกฉิบหายวายวอดไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!’
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว! อีกอย่างที่สหายฉู่พูดมาก็มีเหตุผล ถ้าหากบริสุทธิ์ใจจริงก็แค่ให้ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงเข้าไปตรวจสอบร่องรอยบาดแผลเสียหน่อย”
กงหมิงเหยี่ยนเอ่ยปรามเถียนหว่านซีและโจวเหมี่ยวอี๋ ก่อนที่คนทั้งคู่จะทะเลาะเบาะแว้งกันไปมากกว่านี้ นอกจากนี้กงหมิงเหยี่ยนยังต้องเอ่ยห้ามปรามคนบ้านเซี่ยและชาวบ้านคนอื่นๆ อีกด้วย เพราะถ้าหากปล่อยเอาไว้แบบนี้ มีหวังว่าทั้งสองฝ่ายคงได้ลงไม้ลงมือกันอย่างแน่นอน
“หัวหน้าหมู่บ้าน คุณก็พูดได้นะสิ! ในเมื่อคนที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่คนในครอบครัวของคุณ แต่เป็นคนในบ้านเซี่ยของฉัน และฉันจะไม่มีวันยอมให้อี้หนิงและลูกชายของฉันต้องไปตรวจร่างกงร่างกายอะไรนั่นเด็ดขาด!”
เถียนหว่านซียกมือชี้หน้ากงหมิงเหยี่ยนด้วยความขุ่นเคือง รวมไปถึงชาวบ้านรอบๆ ที่กำลังจ้องมองมาที่เธอและคนบ้านเซี่ยด้วยความไม่พอใจ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ชาวบ้านที่รู้สึกไม่พอใจ แต่เถียนหว่านซีเองก็รู้สึกขุ่นเคืองและโมโหชาวบ้านเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ที่กล้ามาใส่ร้ายว่าที่ลูกสะใภ้และลูกชายของเธอแบบนี้
“คอยดูเถอะ ฉันจะเข้าเมืองไปร้องทุกข์ ว่าหัวหน้าหมู่บ้านเลี่ยงหวงมีอคติและคิดใส่ร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัย!”
โจวหยางเฉิงต้องรีบเดินลงมาจากเวทีเพื่อห้ามปรามชาวบ้านที่กำลังทะเลาะกัน “หยุดเดี๋ยวนี้! ถ้าหากสหายไป๋ไม่ยอมแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการให้ตรวจดูร่องรอยบนร่างกาย ผมจะถือว่าเธอขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในการขัดขวางการตรวจร่างกายครั้งนี้ ผมก็จะจับกุมตัวไปสอบสวนให้หมด!”
“สหายตำรวจ ทำอย่างนี้มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ แบบนี้มันทำให้อี้หนิงและลูกชายของผมเสื่อมเสียชื่อเสียงได้เลยนะครับ” เซี่ยเกาติงอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา เพราะหากเพื่อนนักศึกษาของลูกชายเขาและไป๋อี้หนิงล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา เห็นทีชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของคนทั้งคู่คงจะถูกติฉินนินทาไปอีกหลายปีเลยทีเดียว
โจวหยางเฉิงกวาดสายตามองคนบ้านเซี่ยเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะใส่ร้ายเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิง แต่ด้วยหลักฐานและเบาะแสทั้งหมดกลับชี้ชัดไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่อาจละเลยได้ ดังนั้นโจวหยางเฉิงจึงต้องการให้อีกฝ่ายแสดงความบริสุทธิ์ใจออกมา ไม่ใช่เอาแต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“ผมเข้าใจว่าสหายไม่ต้องการให้คนทั้งคู่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ยิ่งสหายไป๋ไม่แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการตรวจสอบร่องรอยขีดข่วนบนร่างกาย ก็จะยิ่งทำให้ทุกคนคลางแคลงใจ สุดท้ายเรื่องราวก็จะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะชาวบ้านต่างก็ปักใจเชื่อไปแล้วว่า สหายไป๋เป็นคนทำร้ายสหายเหรินจนตาย ถึงได้ไม่กล้าออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองแบบนี้”
โจวหยางเฉิงหันไปมองเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงอีกครั้ง “สหายทั้งสองไม่ต้องกังวลไป ถ้าหากพวกคุณไม่มีความผิดจริง ผมนี่แหละจะเป็นคนคืนความเป็นธรรมให้กับพวกคุณเอง”
เมื่อคนบ้านเซี่ยได้ยินคำยืนยันหนักแน่นของโจวหยางเฉิง ท่าทางของพวกเขาก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่เซี่ยเกาติงและเถียนหว่านซีก็ไม่ได้ชี้หน้าด่าทอคนอื่นไปทั่วเหมือนอย่างก่อนหน้า ทว่าการกระทำของบ้านเซี่ยที่อ่อนลงนั้น กลับยิ่งทำให้เซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงรู้สึกวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขารู้อยู่แก่ใจดีว่าเป็นพวกเขานั่นแหละที่เป็นต้นเหตุทำให้เหรินรุ่ยหลินต้องตาย ดังนั้นเมื่อไม่มีคนคอยออกหน้าปกป้องเหมือนเดิม ความหวาดหวั่นก็ยิ่งปรากฏบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งแน่นอนว่าโจวหยางเฉิงและหัวหน้าหมู่บ้านที่จับตาดูไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงอยู่ ย่อมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน
หลังจากที่เกลี้ยกล่อมเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงแล้ว โจวหยางเฉิงก็หันกลับไปมองชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบกายของเขาอีกครั้ง
“นอกจากผมจะคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์แล้ว ผมขอสัญญาว่าจะเร่งจับกุมตัวคนร้ายที่ฆ่าสหายเหรินมาลงโทษให้ได้ และผมจะไม่ยอมให้สหายทุกคนในที่นี้ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงแบบนี้ต่อไป!”
เมื่อโจวหยางเฉิงพูดจบ เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้นมาในทันที ชาวบ้านต่างรู้สึกโล่งใจ เพราะไม่มีใครอยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงเหมือนตอนที่ทางการยังจับกลุ่มโจรบนภูเขาไม่ได้ ช่วงเวลานั้นนับเป็นฝันร้ายที่ยากลำบากของพวกเขาเลยก็ว่าได้ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือหาของป่ามาประทังชีวิตครอบครัวได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือการเดินทางเข้าไปในตำบลเพื่อจับจ่ายซื้ออาหารมาประทังความหิวแทน และนั่นก็ทำให้เงินทองที่อดออมมาตลอดทั้งชีวิตค่อยๆ ร่อยหรอลงไปทีละนิด
แต่ยังโชคดีอยู่บางที่ทางการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วงเวลาที่ยากลำบากของพวกเขาในที่สุดก็จางหายไป และพวกเขาก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เข้ามาจัดการโจรบนภูเขาในตอนนั้น ย่อมต้องมีโจวหยางเฉิงคนนี้รวมอยู่ด้วย
“ถ้าอย่างนั้นพวกลูกก็เข้าไปให้เขาตรวจดูร่องรอยขีดข่วนเสียหน่อยเถอะ ชาวบ้านพวกนั้นจะได้หมดข้อสงสัยซะที”
เถียนหว่านซีย่อมต้องจดจำชาวบ้านเหล่านั้นเอาไว้ เพราะเธอตั้งใจว่าหลังจากที่ไป๋อี้หนิงและลูกชายของเธอตรวจหาร่องรอยเสร็จเรียบร้อยและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้แล้ว เธอจะฟ้องร้องพวกเขากับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที แน่นอนว่าเถียนหว่านซีย่อมต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายก้อนโต เมื่อถึงเวลานั้นบ้านเซี่ยของเธอจะต้องร่ำรวยและมีเงินมากที่สุดในหมู่บ้านเลี่ยงหวงอย่างแน่นอน
“แล้วจะให้ใครเป็นคนตรวจร่างกายของสหายไป๋ล่ะ เพราะยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง คงจะไม่ดีแน่ถ้าจะให้สหายตำรวจอย่างพวกคุณเป็นคนตรวจหาร่องรอยขีดข่วนบนร่างกายของเธอ”
ถึงแม้ว่าเถียนหว่านซีจะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบร่างกายของไป๋อี้หนิงแล้ว แต่เนื่องจากว่าเธอหมายมั่นจะให้อีกฝ่ายมาเป็นลูกสะใภ้ในอนาคต ดังนั้นเถียนหว่านซีจึงไม่มีวันยินยอมให้ผู้ชายคนอื่นมาตรวจดูร่องรอยบนร่างกายของว่าที่ลูกสะใภ้เธอเด็ดขาด
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวให้ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงเข้าไปตรวจสอบก็ได้ เพราะผมรู้ดีถึงข้อจำกัดระหว่างชายหญิง”
หลังจากที่โจวหยางเฉิงตอบกลับคนบ้านเซี่ยเรียบร้อยแล้วนั้น เขาก็หันกลับไปหาชาวบ้านอีกครั้ง เพื่อหาอาสาสมัครที่จะช่วยตรวจสอบร่างกายของไป๋อี้หนิงในครั้งนี้ แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี เนื่องจากแม่ของเซี่ยเหว่ยกวงดูเหมือนจะไม่ไว้วางใจชาวบ้านเลยแม้แต่นิดเดียว และต้องการที่จะเข้าไปตรวจสอบร่างกายของไป๋อี้หนิงด้วยตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นสหายก็เข้าไปพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นก็แล้วกัน”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++