Masukแคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน
ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู่ทุกคนก็ต่างตื่นเต้นดีใจ ที่จะได้ต้อนรับการกลับมาของลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เพราะพวกเขาจากไปราว ๆ สามสัปดาห์ แต่ความรู้สึกของทุกคนนั้น เหมือนวันเวลาช่างยาวนาน เพราะความเป็นห่วงและกังวลถึงความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อรับรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยและเดินใกล้จะถึงก็ต่างดีใจจนระงับไม่อยู่ ลู่หลินอาสาทำอาหารเอง วันนี้นางสั่งหมูหันมาทั้งหมดห้าตัว ให้ย่างหน้าจวนกันไปเลย เพราะนางจะแจกให้ทุกคนในเมืองได้กินด้วย ลู่หลินคิดว่าหมูหันทั้งมันและเลี่ยน ควรจะกินคู่กับซุปร้อน ๆ ล้างปากถึงจะดี นางจึงคิดว่าจะทำเกี๊ยวน้ำและซาลาเปาใส่ผักเพิ่มด้วย เครื่องดื่มนางได้ขนมาจากร้านค้าในมิติ นั่นก็คือเซจูรับรองเมาหัวทิ่มแน่นอน “พี่หญิงกลับมาเสียทีข้าดีใจมากเลย” ลู่อันที่ยืนช่วยห่อเกี๊ยวเอ่ยมาอย่างอารมณ์ดี “ใช่พี่ใหญ่ไม่อยู่จวนเหมือนขาดบางอย่างไป” ลู่เจินเอ่ยขึ้นมาบ้าง “ข้าว่าพี่ลู่เจินคงคิดถึงรองแม่ทัพฉือเสียมากกว่าทำเป็นอ้างพี่หญิงเชอะ!” ลู่หลินที่กำลังผัดผักเพื่อทำไส้ซาลาเปาหันมาเหน็บลู่เจินอย่างรู้ทัน ลู่เจินเมื่อถูกน้องสาวรู้ทันก็หน้าแดงระเรื่อขึ้นมา ก่อนจะเสหันไปมองอย่างอื่นอย่างเขินอาย นางก็คิดถึงเขาจริง ๆนั่นแหละ เวลาสามสัปดาห์นางรู้สึกว่าเหมือนสามปีเลยทีเดียว “พี่ลู่หลินผัดไส้ซาลาเปาเสร็จหรือยัง?” ลู่เจียวเมื่อก้าวเข้ามา ก็ร้องถามขึ้นมาทันทีพร้อมถือชามใบใหญ่มารับไส้ซาลาเปาที่ผัดเสร็จแล้วไปห่อต่อ “เสร็จแล้ว ๆ มาเอาไปได้เลย” ลู่หลินรีบตักผักที่ผัดเสร็จแล้วใส่ชามที่ลู่เจียวถือมา วันนี้นางให้บ่าวทุกคนในจวนมาช่วยกันทำซาลาเปาและห่อเกี๊ยว เพราะนางตั้งใจจะแจกให้ทุกคนได้กินด้วย ถือเสียว่าทำบุญทำทานเอาฤกษ์เอาชัยที่พี่หญิงใหญ่กลับมาอย่างปลอดภัย “กลิ่นของน้ำซุปหอมมากเลยข้าเริ่มจะหิวแล้ว นอกจากห่อเกี๊ยวมีอย่างอื่นที่ต้องทำอีกหรือไม่?” ลู่หลินพอได้ยินคำถามก็ครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหัว “ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ เสร็จจากห่อเกี๊ยวพวกท่านก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลยเจ้าค่ะ ข้าเสร็จจากตรงนี้ก็จะไปอาบน้ำเหมือนกัน พวกเขาก็คงใกล้จะถึงแล้ว” “ถ้าเช่นนั้นพวกข้าก็ไปก่อนนะ” เมื่อรถม้าของเหว่ยอ๋องแล่นผ่านประตูเมืองเข้ามา เสียงโห่ร้องอย่างยินดีของผู้คนก็ดังขึ้น ก่อนเสียงตีกลองจะดังขึ้นมาอย่างฮึกเหิม ตึง! ตึง! ตึง! จากนั้นขบวนเชิดสิงโตก็เริ่มออกมาเชิดนำหน้ารถม้าของเหว่ยอ๋อง ตามด้วยคณะเต้นรำที่พากันเต้นอย่างสนุกสนาน ด้านหน้ารถม้ามีรองแม่ทัพฉือและองครักษ์จางไห่ขี่ม้าอยู่ด้านหน้า ด้านหลังมีองครักษ์ขี่ม้าคอยคุ้มครองอีกห้าคน ส่วนทหารอีก100นายเหว่ยอ๋องได้สั่งให้แยกย้ายไปพักผ่อน เสียงประทัดถูกจุดดังขึ้น ทำให้ลู่เสียนต้องยกผ้าม่านขึ้นมองดู เพื่อที่จะได้เห็นบรรยากาศว่าเกิดอะไรขึ้น ลู่เสียนตกใจที่เห็นผู้คนมากมาย มายืนร้องตะโกนอย่างยินดีตลอดแนวถนน แถมพากันจุดประทัดอย่างสนุกสนาน แต่ว่าเล่นใหญ่ขนาดนี้อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของบิดาของนาง ฮ่องเต้คงไม่มีทางทำอะไรแบบนี้แน่ “ท่านปู่ คหบดีลู่เฉิงเผาเงินเล่นอีกแล้ว” นางรีบเอ่ยฟ้องบรรพบุรุษอย่างขบขันกับการกระทำของเขา “เจ้าลูกเต่าหน้าเหม็นนั่นขยันทำแต่เรื่องไร้สาระ อืมข้าว่าเขาคงดีใจที่เห็นเจ้ากลับมา เลยจัดเสียยิ่งใหญ่อย่าไปว่าเขาเลย” ลู่เสียนระบายยิ้มออกมาอย่างตื้นตันใจ จะว่าไปเขาก็เป็นบิดาที่ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว “ท่านอ๋อง” “หืม” เหว่ยอ๋องลืมตาขึ้นมาจากการพักสายตา จากการเดินทางอย่างยาวนาน “เราต้องเขาวังหรือไม่? หรือว่าจะตรงไปที่จวนหม่อมฉันเลยเพคะ” “ไปที่จวนของเจ้าเลย เสด็จพ่อ เสด็จแม่และ ไทเฮา ก็น่าจะมาที่จวนของเจ้าด้วย” “มะ…มากันทั้งวังเลยหรือเพคะ?” เขาเห็นนางทำท่าตกใจก็เคาะไปที่ปลายจมูกของนางอย่างเอ็นดู “ทำไมไม่อยากต้อนรับมารดาของสามี?” “ไม่ใช่ไม่อยากต้อนรับ แต่ว่าท่านอ๋องดูสภาพของหม่อมฉันสิเพคะ ให้เห็นสภาพนี้ขายหน้าแย่” เขายกยิ้มก่อนจะเอ่ยล้อนางออกมา “เจ้าใส่ใจเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อใด คุณหนูใหญ่ที่ข้ารู้จักไม่เคยใส่ใจสายตาใครนี่” ลู่เสียนค้อนให้เขาวงใหญ่ ไม่ใส่ใจก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกนี่นา ช่างเถอะนางถือคติที่ว่า หากจิตใจสะอาดก็ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำ เมื่อรถม้ามาจอดเทียบหน้าจวน เหว่ยอ๋องก็จับมือลู่เสียนเดินลงจากรถม้า แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำเอาทั้งเขาและนางรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมา เมื่อฮ่องเต้และฮองเฮามายืนรอต้อนรับด้วยพระองค์เองตามมาด้วยไทเฮา รัชทายาทจื้อหยวนเซียว องค์หญิงจื้อเหม่ยฮวา ถัดออกไปทางด้านหลัง เป็นลู่เฉิง ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรองและอนุลู่ ยังมีแม่ทัพฉือและฉือฮูหยิน ตระกูลเจียวทั้งครอบครัว ลู่เสียนคิดอย่างอารมณ์ดีสงสัยวันนี้เป็นวันร่วมญาติ “กลับมาอย่างปลอดภัยเช่นนี้ดีจริง ๆ” เหว่ยอ๋องและลู่เสียนรีบทำความเคารพ ฮ่องเต้มีพระพักตร์ยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีและมีความสุขยิ่ง เพราะดูเหมือนปัญหาทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว “ฝ่าบาท ฮองเฮา เชิญด้านในเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เฉิงรีบเอ่ยเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม ฮ่องเต้และฮ่องเฮาจึงก้าวเข้าไปยังข้างในจวน จากนั้นคนอื่น ๆ ก็ทยอยเดินตามเข้าไป เมื่อเข้ามาถึงด้านในก็มีโต๊ะนั่ง ที่ถูกจัดแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม ลู่เฉิงจัดงานเลี้ยงตรงลานหน้าจวน เพราะกว้างขวางสะดวกในต้อนรับแขก องครักษ์จากวังหลวงมาคุ้มครองฮ่องเต้อยู่รอบจวน และยังมีคนของหน่วยพยัคฆ์อินทรี ที่มาคอยคุ้มครองคนตระกูลลู่อยู่ถึง20คน จวนตระกูลลู่ยามนี้จึงดูเล็กลงไปถนัดตา เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว อาหารก็ถูกลำเลียงนำมาขึ้นโต๊ะรวมทั้งผลไม้ ขนมและเครื่องดื่ม จากนั้นดนตรีก็เริ่มบรรเลงขึ้นอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้รบกวนแขกเหรื่อที่นั่งสนทนากัน เหว่ยอ๋องและลู่เสียนเข้าไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง “ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่?” “เรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ แล้วทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” “ก็เรียบร้อยดี เจ้าพวกคนชั่วพวกนั้นถูกจับขังคุก รอเจ้ากลับมาแล้วค่อยไต่สวน แล้วนั้นคุณหนูสี่ทำอะไร?” ฮ่องเต้เอ่ยถามขึ้น เมื่อเขามองเห็นลู่หลินให้บ่าวยกโต๊ะไปตั้งหน้าจวน ลู่เฉิงจึงรีบเอ่ยอธิบาย “ทูลฝ่าบาทลู่หลินจะนำอาหารไปแจกที่หน้าจวนพ่ะย่ะค่ะ นางคิดว่าวันนี้เป็นวันดีทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัยจึงอยากทำบุญทำทาน เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนสายพระเนตรจะแลเห็น รัชทายาทลุกขึ้นไปช่วยคุณหนูสี่ยกของอย่างคล่องแคล่ว มองดูแล้วช่างเหมาะสมกันยิ่ง สตรีที่มีจิตใจเมตตาและมีความสามารถเช่นนี้ เหมาะสมแล้วที่จะมาเป็นฮองเฮาของแคว้นโจวจื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู
ลู่เสียนได้ขอพื้นที่ส่วนตัวเพื่อที่จะต้มยา ฮ่องเต้จึงยกตำหนักรับรองให้เพื่อเหว่ยอ๋องและทุกคนจะได้พักด้วย ลู่เสียนนำสิ่งของออกมามากมาย จากนั้นก็ให้ทหารไปเรียกหมอหลวงมา เพื่อฟังนางอธิบายถึงโรคระบาดว่าต้องทำอย่างไร หมอหลวงทุกคนตั้งใจฟังนางเป็นอย่างดีและทำตามอย่างเคร่งครัดลู่เสียนให้ทุกคนใส่ผ้าปิดจมูก สอนวิธีล้างมืออย่างถูกวิธี จากนั้นทาเจลฆ่าเชื้อ ส่วนยาพาราเซตามอล นางอธิบายว่าใช้กินเพื่อลดไข้บรรเทาอาการปวด และนางยังสอนการวัดไข้ให้กับหมอหลวงอีกด้วย และแนะนำให้พวกเขาแบ่งผู้ป่วยตามระดับไข้ ซึ่งพอนางอธิบายหมอหลวงก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว สร้างความพอใจให้กับลู่เสียนเป็นอย่างมาก ส่วนน้ำที่นางต้มเป็นยารักษาโรคระบาด นางให้นำไปตั้งหน้าวังแจกจ่ายให้ทุกคนดื่ม พร้อมทั้งแจกผ้าปิดจมูก สบู่ล้างมือ เจลฆ่าเชื้อ และด้านหน้าวังยังทำเป็นจุดตรวจโรคและจ่ายยาลู่เสียนเสนอให้ทางการทำโรงทานแจกโจ๊กให้กับทุกคนด้วย เพื่อที่ทุกคนจะได้กินอาหารและกินยา บางครอบครัวป่วยกันทั้งครอบครัว อีกทั้งยากจนการมีอาหารแจกจึงจำเป็นมาก ลู่เสียนยังคงต้มน้ำกระเจี๊ยบไปเรื่อย ๆ เมื่อต้มเสร็จก็เทใส่ถังแล้วต้มใหม่ ตอนที่มีเตาทั้งหมด10เตา น







