Masukลู่เสียนได้ขอพื้นที่ส่วนตัวเพื่อที่จะต้มยา ฮ่องเต้จึงยกตำหนักรับรองให้เพื่อเหว่ยอ๋องและทุกคนจะได้พักด้วย ลู่เสียนนำสิ่งของออกมามากมาย จากนั้นก็ให้ทหารไปเรียกหมอหลวงมา เพื่อฟังนางอธิบายถึงโรคระบาดว่าต้องทำอย่างไร หมอหลวงทุกคนตั้งใจฟังนางเป็นอย่างดีและทำตามอย่างเคร่งครัด
ลู่เสียนให้ทุกคนใส่ผ้าปิดจมูก สอนวิธีล้างมืออย่างถูกวิธี จากนั้นทาเจลฆ่าเชื้อ ส่วนยาพาราเซตามอล นางอธิบายว่าใช้กินเพื่อลดไข้บรรเทาอาการปวด และนางยังสอนการวัดไข้ให้กับหมอหลวงอีกด้วย และแนะนำให้พวกเขาแบ่งผู้ป่วยตามระดับไข้ ซึ่งพอนางอธิบายหมอหลวงก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว สร้างความพอใจให้กับลู่เสียนเป็นอย่างมาก ส่วนน้ำที่นางต้มเป็นยารักษาโรคระบาด นางให้นำไปตั้งหน้าวังแจกจ่ายให้ทุกคนดื่ม พร้อมทั้งแจกผ้าปิดจมูก สบู่ล้างมือ เจลฆ่าเชื้อ และด้านหน้าวังยังทำเป็นจุดตรวจโรคและจ่ายยา ลู่เสียนเสนอให้ทางการทำโรงทานแจกโจ๊กให้กับทุกคนด้วย เพื่อที่ทุกคนจะได้กินอาหารและกินยา บางครอบครัวป่วยกันทั้งครอบครัว อีกทั้งยากจนการมีอาหารแจกจึงจำเป็นมาก ลู่เสียนยังคงต้มน้ำกระเจี๊ยบไปเรื่อย ๆ เมื่อต้มเสร็จก็เทใส่ถังแล้วต้มใหม่ ตอนที่มีเตาทั้งหมด10เตา นางคิดว่าต้มสามวันก็น่าจะเพียงพอ เหว่ยอ๋องเดินเข้ามาเช็ดเหงื่อให้นางอย่างอ่อนโยน มองใบหน้างามที่เต็มไปด้วยเหงื่อก็อดสงสารไม่ได้ “เหนื่อยมากหรือไม่?” “เหนื่อยมากแต่ก็พอทนไหวเพคะ อีกอย่างหม่อมฉันรู้สึกดีมาก ๆ ที่มีส่วนช่วยให้ทุกคนปลอดภัย” เขาได้ฟังก็รู้สึกภูมิใจในตัวนางขึ้นมาจึงยกมือมาลูบศีรษะอย่างรักใคร่เอ็นดู “เมื่อทุกอย่างจบลงเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที” ลู่เสียนหันมายิ้มให้เขาก่อนจะจูงมือเขาไปนั่ง ก่อนจะนั่งลงบนตักของเขาแล้วจุ๊บแก้มเขาไปหนึ่งทีด้วยความรักใคร่ “ไม่รู้ว่าทางแคว้นโจวจะเป็นอย่างไรกันบ้าง หากไม่เกิดโรคระบาดแต่ละแคว้นคงไม่อยากเป็นพันธมิตร ถือว่าในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง” เหว่ยอ๋องยกยิ้มกอดเอวนางเอาไว้ ก่อนจะวางปลายคางบนไหล่ของนางอย่างผ่อนคลาย “ท่านอ๋องฮ่องเต้ขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ” จางไห่รีบเข้ามารายงาน เหว่ยอ๋องพยักหน้าอนุญาต ก่อนจะจับลู่เสียนให้ลุกขึ้นเพื่อเตรียมต้อนรับตามมารยาท “ขอโทษที่ข้ามารบกวนนั่งลงเถิดไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้เอ่ยจบก็ตรงมานั่ง เหว่ยอ๋องและลู่เสียนจึงนั่งลง “ข้าอยากมาขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่ให้ความช่วยเหลือราษฎรชาวแคว้นเจิน บุญคุณในครั้งนี้ข้าในฐานะตัวแทนของทุกคนจะจดจำไปตลอดชั่วชีวิต” “พระองค์อย่าทรงได้กังวลพระทัยเลยเพคะ หม่อมฉันเต็มใจและไม่ได้โกรธจนไม่รู้จักแยกแยะ ในเมื่อพระองค์มาแล้วเช่นนั้น หม่อมฉันจะอธิบายสิ่งที่เหว่ยอ๋องและหม่อมฉันคิดจะทำเพคะ” “ได้ว่ามาเถิด” “การชดเชยความผิดหม่อมฉันคิดว่า แคว้นเจินทำไร่นาเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นก็ให้จ่ายเป็นข้าวปีละ2000กระสอบเป็นเวลา10ปี แคว้นอื่นส่งทองคำมาเพื่อขอความช่วยเหลือเป็นทองคำ50หีบ แคว้นเจินก็ต้องทำเช่นเดียวกัน อีกเรื่องท่านอ๋องจะให้ทางแคว้นโจวประกาศให้แคว้นเจินเป็นเมืองขึ้นของแคว้นโจว เพื่อป้องกันการโจมตีของแคว้นอื่น เพราะข่าวการแพร่ระบาดของโรคมาจากแคว้นเจิน อาจสร้างความไม่พอใจให้กับแคว้นอื่น ๆ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็รู้สึกเต็มตื้นขึ้นมา เขาลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย หากแคว้นอื่นรู้ว่าโรคระบาดมาจากแคว้นเจินคงโกรธแค้นมากเป็นแน่ หากเป็นเมืองขึ้นของแคว้นโจว แคว้นอื่นก็คงไม่กล้าทำอะไร พวกเขาคิดได้รอบคอบมากจริง ๆ “หม่อมฉันจะทิ้งยาและของใช้อย่างอื่นไว้ให้ หม่อมฉันได้อธิบายกับหมอหลวงเรียบร้อยแล้วเพคะ ส่วนเรื่องประหารชีวิตคนทำผิด ฝ่าบาทก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจเช่นกันเพคะ ทำผิดก็ต้องได้รับโทษเราต้องแยกแยะให้ชัดเจนเพคะ” “ได้ ข้าเข้าใจแล้ว” วันต่อมาทางราชสำนักได้ออกมาประกาศความผิดของ หยวนอ๋อง องค์หญิง ปรมาจารย์แพทย์พิษ และโทษคือการประหารชีวิต ซึ่งลานประหารจัดเตรียมขึ้นที่ตรงใจกลางเมือง และคุณหนูใหญ่จะเป็นคนลงมือด้วยตนเอง ราษฏรรับรู้ข่าวด้วยความตกใจ และไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้ โชคดีที่แคว้นโจวเอาผิดเพียงแค่คนที่ทำผิดไม่ยกทัพมาโจมตีทั้งแคว้น มิเช่นนั้นคงเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า แล้วไหนจะไม่ถือเอาความโกรธมาเป็นที่ตั้ง ยอมมาช่วยรักษาโรคระบาด ทั้งที่เป็นองค์หญิงกระทำขึ้นมาอย่างโง่เขลาเบาปัญญาที่สุด คราแรกทุกคนตกใจเมื่อเห็นข่าว แต่พอฟังรายละเอียดทั้งหมดก็คิดไตร่ตรองอย่างมีสติ และยอมรับอย่างมีเหตุผล ไม่ได้เข้าข้างหยวนอ๋องและองค์หญิงแต่อย่างใด ชาวแคว้นเจินยืนมองภาพหยวนอ๋อง องค์หญิงไป๋อวี่ ปรมาจารย์แพทย์พิษ กลางลานประหารอย่างสงบนิ่ง กษัตริย์ทำผิดมีโทษเทียบสามัญชน คนของราชวงศ์ทำผิดก็ต้องรับโทษเช่นกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมอาญาออกมาอ่านความผิดของพวกเขาให้ทุกคนได้รับรู้อีกครั้ง เมื่อกรมอาญาอ่านจบลู่เสียนก็ลุกจากเก้าอี้ จู่ ๆ ท้องฟ้าที่สว่างสดใสกลับกลายเป็นมืดครึ้มคล้ายจะมีลมพายุ เสียงฟ้าร้องดังสนั่น ก่อนจะมีแสงฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่วบริเวณ ก่อนสายฟ้าจะฟาดลงมาที่ร่างของลู่เสียนดังสนั่น จนผู้คนถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ จากนั้นดาบคมกริบที่ส่องประกายวิบวับก็มาอยู่ในมือของลู่เสียน ผู้คนถึงกับตาเบิกกว้าง สายฟ้าฟาดลงมาแต่นางกลับไม่เป็นอะไร ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วนางเป็นคนหรือปีศาจกันแน่ ลู่เสียนกำดาบในมือแล้วเดินลากดาบไปรอบ ๆ พวกเขาอย่างช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ทุกชีวิตเกิดมาล้วนมีค่า เราทุกคนควรมอบความรักความเมตตาให้กันและกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ความโลภความเกลียดชังเข้ามาครอบงำจิตใจ จนทำร้ายผู้อื่นจนไม่สนถูกผิด ข้าเกิดมาเป็นคนแคว้นโจวย่อมจงรักภักดีต่อแคว้นโจว การที่ตระกูลของข้าสนับสนุนเสบียงให้กับกองทัพในยามศึกสงคราม กลับกลายเป็นว่าทำให้ผู้อื่นเคียดแค้นเพราะแพ้สงคราม จนอยากทำลายตระกูลลู่และทำร้ายข้าไม่ให้มีชีวิต แต่ข้าขอบอกเอาไว้ตรงนี้ ข้าคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ ไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ” “ฉึบ!” ดาบคบกริบตวัดลงบนลำคอของปรมาจารย์แพทย์พิษอย่างรวดเร็ว เลือดสด ๆ สาดกระเด็นไปทั่วบริเวณ ศีรษะของเขาหลุดขาดกระเด็ดออกจากลำคอ ลู่เสียนมองด้วยสายตาเย็นชา ปลายดาบที่นางถือยังคงมีเลือดหยุดลงพื้นไม่หยุด “เป็นถึงปรมาจารย์แพทย์แต่กลับไม่ใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลับวางแผนชั่วทำร้ายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ชีวิตเจ้ามันช่างไร้ค่านัก!” “ฉึบ!” ดาบคมกริบตวัดลงบนลำคอขององค์หญิง ฮ่องเต้พระวรกายแข็งค้างตาเบิกกว้าง “ลูกหญิง!!” “ส่วนท่านหยวนอ๋องร่วมมือกับคนแคว้นโจว วางเพลิงโรงเตี๊ยมของข้า ส่งนักฆ่ามาสังหารข้าและท่านอ๋องครั้งแล้วครั้งเล่า ที่จริงข้าก็อยากยึดแคว้นของท่านไปเสีย แต่ข้าเป็นคนมีมนุษยธรรมเลยไม่ทำอย่างนั้น สงสารก็แต่บิดาของท่าน ที่ต้องมารับกรรมที่พวกท่านก่อเอาไว้ ข้าวที่ต้องส่งแคว้นโจว2000กระสอบต่อปีเป็นเวลา10ปี ทองคำอีก50หีบเป็นค่าตอบแทนที่ข้ามาช่วยรักษาโรค ที่น้องสาวของท่านสร้างขึ้น” หยวนอ๋องได้ฟังก็รู้สึกเจ็บปวดใจเหลือจะกล่าว เขามันสมควรตาย “เสด็จพ่อลูกขอโทษ”เขากล่าวออกมาได้เพียงเท่านั้น “ฉึบ!” “หยวนอ๋อง!!” ฮ่องเต้ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดพระทัย น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่สามารถกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป ความเข้มแข็งอดทนอดกลั้นพังทลาย เขารีบถลามากอดร่างของเหว่ยอ๋องที่ไร้ศีรษะโดยไม่สนใจว่าตัวเขาจะเปื้อนเลือด “ลูกพ่อขอให้ไปสู่ภพที่ดีนะ” ราษฎรที่มาดูการประหารชีวิตก็รีบคุกเข่าลงเพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่เหว่ยอ๋องกลับลุกขึ้นแล้วก้าวเข้ามาคว้ามือของลู่เสียนแล้วสะบัดชายเสื้อเดินจากไปทันทีอย่างไม่ใส่ใจ ตามด้วยรองแม่ทัพฉือ เหล่าองครักษ์และทหารที่ติดตามจื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู
ลู่เสียนได้ขอพื้นที่ส่วนตัวเพื่อที่จะต้มยา ฮ่องเต้จึงยกตำหนักรับรองให้เพื่อเหว่ยอ๋องและทุกคนจะได้พักด้วย ลู่เสียนนำสิ่งของออกมามากมาย จากนั้นก็ให้ทหารไปเรียกหมอหลวงมา เพื่อฟังนางอธิบายถึงโรคระบาดว่าต้องทำอย่างไร หมอหลวงทุกคนตั้งใจฟังนางเป็นอย่างดีและทำตามอย่างเคร่งครัดลู่เสียนให้ทุกคนใส่ผ้าปิดจมูก สอนวิธีล้างมืออย่างถูกวิธี จากนั้นทาเจลฆ่าเชื้อ ส่วนยาพาราเซตามอล นางอธิบายว่าใช้กินเพื่อลดไข้บรรเทาอาการปวด และนางยังสอนการวัดไข้ให้กับหมอหลวงอีกด้วย และแนะนำให้พวกเขาแบ่งผู้ป่วยตามระดับไข้ ซึ่งพอนางอธิบายหมอหลวงก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว สร้างความพอใจให้กับลู่เสียนเป็นอย่างมาก ส่วนน้ำที่นางต้มเป็นยารักษาโรคระบาด นางให้นำไปตั้งหน้าวังแจกจ่ายให้ทุกคนดื่ม พร้อมทั้งแจกผ้าปิดจมูก สบู่ล้างมือ เจลฆ่าเชื้อ และด้านหน้าวังยังทำเป็นจุดตรวจโรคและจ่ายยาลู่เสียนเสนอให้ทางการทำโรงทานแจกโจ๊กให้กับทุกคนด้วย เพื่อที่ทุกคนจะได้กินอาหารและกินยา บางครอบครัวป่วยกันทั้งครอบครัว อีกทั้งยากจนการมีอาหารแจกจึงจำเป็นมาก ลู่เสียนยังคงต้มน้ำกระเจี๊ยบไปเรื่อย ๆ เมื่อต้มเสร็จก็เทใส่ถังแล้วต้มใหม่ ตอนที่มีเตาทั้งหมด10เตา น







