Masuk6
ฝันอันยาวนาน
ฝันนี้ยาวนานนัก...คิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ตื่นเสียแล้ว
ซ่งผิงซื่อเมียงมองออกไปนอกหน้าต่าง ยามนี้ย่างเข้าสู่เหมันตฤดูแล้ว ทั้งลานกว้างหน้าเรือนพักของนางจึงเต็มไปด้วยหิมะที่จับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากบ้างน้อยบ้างในแต่ละวัน
บรรดาสาวใช้นับสิบในจวนกำลังเร่งมือทำความสะอาดด้วยท่านเสนาบดีผู้เป็นเจ้าของจวนนั้นเป็นผู้เข้มงวดและเน้นหนักในเรื่องความเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
ซ่งผิงซื่อเพ่งสมาธิอยู่กับการชงชา นางเลือกที่จะใส่ใบชาลงไปไม่มากนักเพราะโดยปกตินางชอบเครื่องดื่มอย่างอื่นมากกว่า
คิดถึงชาเขียวปั่นจังเลย...
ซ่งผิงซื่อทอดถอนใจ ขณะรอให้ชาที่ต้มอยู่เริ่มเดือดจึงรินน้ำชาที่มีเพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ลงในถ้วยกระเบี้องเคลือบเนื้อดี จิบเพียงเล็กน้อยก็ต้องวางเพราะมีสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มนางหนึ่งเดินมาหา
สตรีนางนี้มีหน้าตาจิ้มลิ้มและยิ้มแย้มมาแต่ไกล ทำให้บรรยากาศอึมครึมในความรู้สึกของซ่งผิงซื่อผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม
“จั๋วชิง สีหน้าของเจ้าสดใสยิ่งนัก มีข่าวดีอันใดกันหรือ” ผู้เป็นนายสาวเอ่ยเย้า
“ทหารคุ้มกันล่วงหน้ามาแจ้งข่าวว่านายท่านกำลังจะกลับมาจากเถียนโจวแล้วเจ้าค่ะ”
‘นายท่าน’ ที่จั๋วชิงกล่าวถึงแน่นอนว่าคือซ่งซีอัน บิดาของคุณหนูซ่งผิงซื่อ ก่อนหน้านี้เขาถูกส่งไปเป็นตัวแทนจักรพรรดิเพื่อปลอบขวัญประชาเรื่องอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย
ทว่าหลังจากบิดาของนางจากไปครึ่งปี บัดนี้เขากำลังจะเดินทางกลับมาแล้ว แต่ซ่งผิงซื่อในช่วงหกเดือนที่ผ่านมานี้กลับเปี่ยมไปด้วยความเปลี่ยนแปลง จนทุกคนในจวนต่างพากันตั้งข้อสังเกตอย่างเงียบๆ
การล้มป่วยด้วยอาการไข้ป่าของคุณหนูคนงามในตอนที่ติดตามองค์จักรพรรดิไปยังเขตล่าสัตว์หลวงเมื่อหลายเดือนก่อน ทำให้คุณหนูนอนซมอยู่เป็นเดือน และหลังจากฟื้นฟูร่างกายจนแข็งแรงขึ้นมาได้ ท่าทีของคุณหนูก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ
แม้แต่ตัวของซ่งผิงซื่อเองก็เกือบจะไม่รู้จักตนเองไปเสียแล้ว เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับนางเมื่อราวห้าเดือนก่อนเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
ในครานั้น...นางแทบไม่อยากเชื่อว่าวิญญาณของตนที่คิดว่าแตกดับแล้วของตนจะถูกนำพาในเข้ามาอยู่ในช่วงเวลาในประวัตศาสตร์ที่มีส่วนคล้ายคลึงกับนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ตนเองยืมมาจากห้องสมุดของโรงเรียนที่ตนเองเป็นครูอยู่ที่นั่น
เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ของปี 2025...
ความรักของสตรีนางหนึ่ง นำพามาซึ่งความวิบัติแห่งแคว้นเว่ย...พระชายาเอกนางนี้กลายเป็นสตรีที่ถูกคนทั่วแคว้นก่นด่าถึงความโหดเหี้ยมของนาง...
นั่นคือเนื้อความในย่อหน้าสุดท้ายของเรื่องราวในองก์แรกของนิยายที่กำลังถูกเปิดอ่านอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคนอ่านก็กำลังรู้สึกเศร้าจนรับไม่ได้
“จบเศร้าเกินไปไหมแบบนี้ ไม่อยากอ่านต่อเลยแฮะ”
ซ่งผิงซื่อที่เปิดไอแพดค้างไว้ที่หน้าเดิมสูดน้ำมูกแรงๆ เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้ายขององก์แรกของเนื้อหาในเล่มที่หนึ่งของนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่หญิงสาวโหลดจากระบบของห้องสมุดประจำโรงเรียนมาอ่าน
หญิงสาวสูดน้ำมูกแรงๆ ขณะดึงทิชชู่มาซับน้ำตาเสียหลายแผ่น เมื่อได้อ่านถึงเรื่องราวของนางร้ายในนิยายเรื่องนั้นที่มีชื่อเดียวกับตนเอง
แรกทีเดียวซ่งผิงซื่อก็มิได้ใส่ใจที่จะอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์มากนัก เนื่องด้วยเธอไม่ได้ชื่นชอบเรื่องราวของยุคสมัยโบราณสักเท่าไรนัก ทว่ามันมีเหตุผลที่ทำให้จู่ๆ เธอก็เกิดใส่ใจมันขึ้นมา
เมื่อราวสามเดือนก่อนหน้านี้ หญิงสาวได้พานักเรียนชั้นประถม
ที่ตนเองเป็นครูประจำชั้นอยู่ไปทัศนศึกษาที่เมืองเถียนซ่ง ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางต้อนเหนือของจีน ซึ่งที่นั่นเดิมทีก็เป็นศูนย์กลางของแคว้นเถียนในอดีต และแม้แต่นามของเมืองก็มาจากชื่อของแคว้นเถียนผสมกับนามของสกุลขุนนางที่มีความสำคัญในยุคหนึ่งของแคว้นเถียนอย่างสกุลซ่งจะว่าไปแล้วแซ่ของนางก็พ้องกับคำว่าซ่งนั่นพอดี...
แรกทีเดียวซ่งผิงซื่อก็มิได้ใส่ใจใดๆ หรอก เนื่องจากผู้คนบนแผ่นดินใหญ่มักมีแซ่ซ้ำกันเป็นจำนวนมาก ทว่าในคืนแรกที่เธอมาพักที่โรงแรมขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่มีการตกแต่งแบบเรียบง่าย เน้นให้ผู้คนที่มาเที่ยวชมซึมซับวิถีโบราณอันเก่าแก่ให้มากทีที่สุด หญิงสาวก็ต้องตกใจตั้งแต่ตัวสถานที่ของโรงแรมที่มีการออกแบบตกแต่งให้คล้ายจวนขุนนางในยุคโบราณ มิหนำซ้ำบรรดาพนักงานในโรงแรมต่างก็แต่งกายแบบย้อนยุค
ความรู้สึกคุ้นเคยสายหนึ่งทำให้ซ่งผิงซื่อรู้สึกขนลุกเล็กๆ ตอนนั้นเธอทั้งขำ ทั้งกลัวในความเข้มขลัง ทว่าต่อมาก็ใจชื้นขึ้นเนื่องจากห้องพักที่เธอได้เข้าพักนั้นได้นอนร่วมกับเพื่อนครูอีกคนที่สนิทสนมกัน
อย่างน้อยถ้ามีผีหลอก...เธอก็คงไม่ต้องนอนกลัวคนเดียว
ซ่งผิงซื่อคิดอย่างอุ่นใจ และเริ่มลงมือจัดข้าวของให้เป็นระเบียบเมื่อเข้าห้องพัก ทว่าเธอก็ไม่มีเวลาที่จะสนใจตัวเองนานนัก เนื่องจากจำต้องไปสมทบกับครูคนอื่นๆ ที่ต้องไปประชุมความพร้อมในการดูแลนักเรียนกว่าร้อยคนที่มาทัศนศึกษาในคราวนี้
“ผิงซื่อ...เธออยากจะเปลี่ยนชุดก่อนหรือเปล่า ฉันจะขออาบน้ำสักหน่อยน่ะ” เพื่อนครูเอ่ยขึ้นหลังจากจัดข้าวของของตนเองแล้ว
“จั๋วชิง เธอใช้ห้องน้ำก่อนได้เลยนะ ฉันอยากจะออกไปดูเด็กๆ หน่อย ไม่รู้ว่ามีใครซุกซนออกไปจากห้องอาหารหรือเปล่า”
“เธอนี่นะเป็นคุณครูตัวอย่างจริงๆ เลย”
จั๋วชิงเอ่ยแซวเพื่อน ซ่งผิงซื่อกับจั๋วชิงรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ทำให้ทั้งสองสนิทกันมากๆ ขนาดตอนที่เลือกมาสอบเป็นครูก็ยังเลือกที่จะมาสอบเข้าที่โรงเรียนเดียวกัน ซึ่งนี่ก็เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่พวกเธอมาเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้
แม้จั๋วชิงจะมีฐานะดีกว่า เธอก็ไม่เคยรังเกียจเพื่อนคนนี้เลย เพราะซ่งผิงซื่อเป็นคนที่ขยันและสู้งานหนักสารพัด ตอนที่พวกเธอรู้จักกันตอนปีหนึ่ง จั๋วชิงก็เห็นว่าซ่งผิงซื่อต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อส่งเสียตัวเองเรียน เนื่องจากตัวเธอสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุยังน้อย
แม้ว่าหญิงสาวจะมีญาติห่างๆ ทางฝั่งแม่คอยดูแล แต่ความเป็นอยู่
ก็ไม่ได้สุขสบายเท่าที่ควร เพราะฐานะทางบ้านนั้นก็ใช่ว่าจะดีสักเท่าไร อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ทำให้ซ่งผิงซื่อต้องออกมาเช่าห้องอยู่ตามลำพังก็เมื่อลูกชายของบ้านนั้นพยายามจะเข้ามาข่มเหงเธอในตอนที่เขาเมาขาดสติด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องราวเลวร้ายกับตนเอง ทำให้ซ่งผิงซื่อตัดสินใจออกมาเช่าหอพักอยู่ ซึ่งโชคดีที่จั๋วชิงอยู่ในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ และเปิดหอพักให้เช่าอยู่แล้ว เธอจึงไปขอร้องให้พ่อกับแม่ช่วยเหลือเพื่อนสนิท
ตอนแรกพวกท่านจะให้ซ่งผิงซื่ออยู่ฟรีๆ จนกว่าจะเรียนจบ เพราะเห็นแก่ความมุมานะของเธอที่แบ่งเวลาทั้งเรื่องเรียน และทำงานพิเศษหารายได้ด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี
ทว่าหญิงสาวยืนกรานขอจ่ายเงินเพราะไม่อยากรบกวนบ้านของ
จั๋วชิงเกินไป สุดท้ายเธอจึงสามารถเช่าห้องพักได้ในราคาย่อมเยา โดยแลกกับการช่วยจั๋วชิงดูแลเรื่องการเก็บค่าเช่าของคนในหอพักนั้น รวมถึงจัดการเรื่องต่างๆ ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการคอนโดไปด้วยกลายๆพอนึกย้อนถึงตอนสมัยเรียน ซ่งผิงซื่อก็รู้สึกขอบคุณจั่วชิงกับครอบครัวเป็นอย่างมาก หากไม่มีพวกเขาคอยเมตตาเอ็นดูเธอ เชื่อว่าเธอคงไม่อาจมีวันที่สดใสเช่นนี้ได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาจวบจนวันนี้ เธอจึงพยายามตอบแทนและช่วยเหลือจั๋วชิงในทุกทางเท่าที่จะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะช่วยติวหนังสือ หรือคอยดูแลเธอในเรื่องจิปาถะต่างๆ ราวกับตนเองเป็นพี่สาวของจั๋วชิงก็ไม่ปาน
“ฉันไปล่ะนะ เธอก็รีบตามไปนะ”
“ค่าคุณแม่ รีบไปไป๊ ฉันจะไปอาบน้ำละ” จั๋วชิงเอ่ยปากไล่ ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำ ซ่งผิงซื่อมองตามเพื่อนรักไปด้วยความขบขัน ก่อนจะเดินออกไปจากห้องพักเพื่อไปตรวจดูความเรียบร้อยของนักเรียนที่เธอต้องดูแล
แม้ว่าตอนนี้ทางโรงแรมจะจัดการให้เด็กๆ กินอาหารกลางวันกันอยู่ที่ห้องอาหาร แต่เธอก็ยังคงไม่วางใจอยู่ดี จึงอยากไปดูแลความเรียบร้อยด้วยตนเองมากกว่า
บทส่งท้าย ชาตินี้ขอมีเพียงเจ้าความรักระหว่างเขากับซ่งผิงซื่อ คงไม่ต่างจากความฝันในวัยเด็กที่ยากจะตื่นได้ ดังนั้นต่อให้มีสตรีงดงามทั่วทั้งใต้หล้ามายืนเรียงให้เลือกเฟ้น ใจเขาก็ยังคงเลือกแค่เพียงนาง ในความทรงจำของเขา นับตั้งแต่ได้พานพบนางในตอนที่อีกฝ่ายมีอายุสิบสามหนาว องค์หญิงตัวน้อยจากต่างแคว้นก็ได้มาสร้างที่พำนักอยู่ในใจของเขาแล้ว เมื่อเวลาผ่านพ้น จนสองคนหลอมรวมเป็นหนึ่ง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเขารักนางอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นชายหนุ่มจึงแทบไม่เสียเวลาคิดเลย เมื่อองค์จักรพรรดิกล่าวว่าจะมอบสมรสพระราชทานให้กับเขา ทว่าการแต่งงานครั้งนี้ ย่อมหมายถึงการต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปหลายสิ่ง รวมถึงในอนาคตยังต้องทำหน้าที่ปกครองแคว้นเว่ยที่เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะต้องทำมาก่อนด้วย แต่เพื่อสตรีที่รักแล้ว...ไม่ว่าอะไรเขาก็ยอมแลกทั้งนั้น ขอเพียงให้ได้อยู่กับนางเป็นพอ “ท่านยินดีแต่งกับข้า ทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะต้องสูญเสียความเป็นอิสระอย่างนั้นหรือ” ซ่งผิงซื่อเอ่ยถามขณะเดินกุมมือกับอีกฝ่ายไปด้วยกันในอุทยานหลวง ยามนี้นางกับเขาสามารถแสดงความรักที่มีต่อกันได
40 ชีวิตคนไม่จีรังชีวิตคนเราไม่จีรัง เช่นเดียวกับอำนาจที่เพียงพริบตาก็มลายหายไปราวกับหมอกควันสายหนึ่ง... ซ่งผิงซื่อกับเว่ยว่านคุนได้พาอันหลี่จิ้งมาพบกับองค์รัชทายาทถึง ในคุกหลวง แม้เขาจะได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดี แต่ให้อย่างไรที่นี่ก็คือที่คุมขังที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน บรรยากาศอับชื้นนี้ ทำให้ซ่งผิงซื่อนิ่วหน้าด้วยความไม่ชอบใจ ซ้ำยังรู้สึกวิงเวียนตลอดเวลา “พี่ว่านคุน ข้ารู้สึกเวียนหัว และเหมือนจะอาเจียนเลย ข้าขอไปรอข้างนอกนะเจ้าคะ” “เจ้ารีบให้จั๋วชิงพาออกไปก่อน เดี๋ยวอีกครู่ พี่จะตามไปนะ” “เจ้าค่ะ” นางขานรับและรีบหมุนกายกลับออกไป โดยมีจั๋วชิงเข้ามาประคอง ทางด้านอันหลี่จิ้งเห็นว่าองค์หญิงไม่ค่อยสบายก็เอ่ยกับองค์ชายใหญ่เพียงว่า “องค์ชายส่งหม่อมฉันตรงนี้ก็ได้เพคะ” “ได้ ก่อนไปข้ามีสิ่งนี้มอบให้เจ้า ฮองเฮาฝากมาบอกว่าให้ข้านำมันมาให้องค์รัชทายาท แต่ข้ามาคิดๆ ดูแล้ว เขาคงไม่อยากพบหน้าข้านักหรอก เจ้าเอาไปให้เองเถอะ” “ได้เพคะ ขอบคุณองค์ชายใหญ่ยิ่งนักที่เมตตา หม่อมฉันคงได้แต่ตอบแทนท่านในวันหน้าแล้ว” อันหลี่จิ้งยอบกายล
39 รักแท้มีจริงหรือไรออกเรือนกับบุรุษไม่จริงใจ ไฉนเลยจะได้รักแท้ไปครอบครอง... อันหลี่จิ้งเพิ่งประจักษ์ในคำกล่าวที่ว่าก็ในคืนนั้นนั่นเอง เนื่องจากเว่ยว่านชางได้ลอบเข้ามาในเรือนพักของภรรยา ทว่าสิ่งแรกที่เขาถามกับนางก็คือคำถามที่ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงหรือไม่ อันหลี่จิ้งไม่รั้งรอที่จะเข้าไปสวมกอด พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้สามีได้รับรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงๆ ทว่าไม่เพียงเว่ยว่านชางจะไม่มีสีหน้าที่ยินดี เขากลับมีโทสะจนผลักหญิงสาวลงไปกองกับพื้นพรม “ชั่วช้านัก! เหตุใดเจ้าจึงปล่อยให้มารหัวขนเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะต้องทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่ง” “องค์รัชทายาทเพคะ ทำไม...” “เจ้านี่มันช่างโง่เง่านัก แม้ว่าข้าจะรักเจ้าเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางสำคัญไปกว่าตำแหน่งรัชทายาทของข้า ตำแหน่งนี้กว่าข้าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย เจ้าคิดหรือว่าข้าจะยอมสูญเสียมันไป” เว่ยว่านชางระบายความอัดอั้นตันใจออกมาจนหมด ที่ผ่านมาเขาต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้ตำแหน่งนี้มาครอง แต่กลับต้องมาสูญเสียไปเพราะมารหัวขนที่ตัวเขาเองไม่ต้องการ
38 เชื่อมั่นในบุพเพฮองเฮาปรึกษากับองค์จักรพรรดิถึงเรื่องของโอรส ด้วยพวกเขาไม่รู้ว่าเรื่องนี้เว่ยว่านชางจะรับทราบด้วยหรือไม่ “ฝ่าบาท เรื่องนี้เราควรทำเช่นไรดีเพคะ หากสิ่งที่องค์หญิง เถียนเอ๋อร์กล่าวเป็นความจริง ไม่เท่ากับว่าความพยายามของเราที่ผ่านมาสูญเปล่าหรือ” “หากว่านชางทำตัวเหลวไหล เห็นทีว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นอาจต้องเปลี่ยนแปลง” “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” ฮองเฮากล่าวอย่างเข้าใจ พลางเอื้อมมือไปสัมผัสมือขององค์จักรพรรดิ ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใด เพราะเข้าใจกันดีว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะเห็นแก่ครอบครัวเพียงอย่างเดียวได้ เนื่องจากแคว้นเว่ยกับแคว้นเถียน ในยามนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีริ้วคลื่นแห่งความแก่งแย่งเกิดขึ้น เพราะขุนนางบางส่วนในแคว้นต่างสนับสนุนให้แคว้นเว่ยหาทางผนวกรวมแคว้นเถียนเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้องค์หญิงเถียนเอ๋อร์เป็นหมากชน ทว่าการศึกย่อมต้องวางแผน และใช้เวลาหลายปี ดังนั้นหากการแต่งงานครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่อาจยื้อเวลาให้แคว้นเว่ยสั่งสมไพร่พล เพื่อเตรียมการรับศึกได้ เว่ยว่านชางที่ตั้งใจมาปรึกษาเรื่องนี้กับบิด
37 นางช่างดื้อรั้นเสียจริงหลายวันต่อมา... เว่ยว่านคุนกลับมาจัดการเรื่องของซ่งผิงซื่อ ซึ่งหายตัวไประหว่างการเดินทางมาเยือนแคว้นเว่ย ด้วยการสร้างหลักฐานเท็จจากความร่วมมือของซ่งซีอัน ทุกคนในวังหลวงแคว้นเว่ยจึงได้รับทราบว่า หญิงสาวเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงรถม้าหน้าผา จนตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ ทว่าในตอนที่เว่ยว่านชางทราบข่าว ตัวเขาดูมีท่าทีที่สงบนิ่งไม่มีความตื่นตระหนกตกใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังกล่าวว่าในเมื่อคนตายไปแล้วก็ให้มันจบไปเถิด ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้อันหลี่จิ้งรู้สึกยินดีกับเรื่องที่ได้รับทราบมา ไม่น้อย หญิงสาวจึงหมายมาดว่าหลังจากนี้คงเหลือเพียงนางกับลูกเท่านั้นที่จะได้เป็นหนึ่ง ส่วนทางด้านเว่ยว่านคุน เมื่อเห็นว่าทางวังหลวงไม่เกิดความสงสัย ชายหนุ่มก็ตั้งใจจะหาเวลาสนทนากับองค์จักรพรรดิเพื่อขอออกเดินทาง แต่ยังไม่ทันจะได้จัดการเรื่องนั้นได้ดังใจ ปิ่นเฉียนก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในหอหมื่นอักษร “ปิ่นเฉียน เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่” เว่ยว่านคุนถามขึ้นมา ก่อนจะมีสีหน้าตื่นตกใจเพราะคิดไปไกลว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีกับภรรยาของตน “ข้าสั
36 บุพเพรักร่วมห้อง เดินทางอีกไม่กี่ลี้ก็จะเข้าสู่เขตแดนแคว้นเว่ยแล้ว... ซ่งผิงซื่อกรีดนิ้วลงบนม่าน ทอดมองทิวทัศน์ที่ยามนี้มีหิมะโปรยปรายลงมาเป็นระยะ มือของนางเอื้อมออกไปนอกชายคารถม้า ปล่อยให้ละอองหิมะเย็นเยียบตกต้องลงบนฝ่ามือ เพียงไม่นานสายลมก็พัดก้อนน้ำแข็ง จนมันละลายกลายเป็นเพียงละอองไอน้ำ ซ่งผิงซื่อพรูลมหายใจอีกคราให้กับความรู้สึกหนักอกอันยากอธิบายยามนี้นางได้ข่าวจากคนของเฉียนฟ่านหลิงมาแจ้งแล้วว่าซู่เฟยตั้งครรภ์แล้ว ทว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ถูกปิดเป็นความลับเอาไว้ ซึ่งหญิงสาวแน่ใจว่า อันหลี่จิ้งย่อมมีแผนการบางอย่างวางไว้แล้ว หรือไม่บางทีก็อาจต้องการรอให้นางไปถึงที่นั่นก่อนจึงค่อยเปิดเผยความจริง แต่ก็ดี...หากความจริงเรื่องนั้นเปิดเผยออกมา แคว้นเถียนก็จะมีเหตุผลมากพอให้ตัดสัมพันธ์กับแคว้นเว่ย จากนั้นก็คงมีการกรีฑาทัพมาบุกยึดตามรายละเอียดในหน้าประวัติศาสตร์อย่างที่ควรจะเป็นไป สงครามใดบ้างยากจะหลีกหนีความสูญเสีย นางคงไม่อาจช่วยได้ทุกคน แต่อย่างน้อยเมื่อนางไปถึงที่แคว้นเว่ย และได้รั้งตำแหน่งพระชายาเอกอาจพอจะต้านความสูญเสียไว้
10 ชีวิตที่ดีล้วนต้องสร้างเองฝึกการแสดง คือหนึ่งในหน้าที่ของนางด้วยหรือ...ซ่งผิงซื่อยืนถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม ขณะเอามือไพล่หลังยืนฟังของนายหญิงลู่เซียง หัวหน้ากองสังคีตแห่งแคว้นเถียนอย่างอ่อนใจ ยามนี้จิตใจยังคงฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย เพราะนี่เป็นวันแรกที่ได้ออกจากจวนหลังจากทะลุมิติแห่งเวลามายังอดีต
9ผู้หวนกลับซ่งซีอันในประวัติศาสตร์มีประวัติให้ศึกษาไม่มาก เนื่องจากเอกสารในสมัยนั้นต่างก็สูญหายไป มีเพียงตำนานเล่าขานว่าเขาเป็นเสนาบดีแห่งยุคที่มีอำนาจเป็นรองเพียงองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเถียนเท่านั้นบัดนี้ซ่งผิงซื่อผู้มาจากอนาคตนั้นแจ้งแก่ใจแล้ว เพราะลักษณะของซ่งซีอันเกรงขามยิ่ง ใบหน้าของเขาในยาม
8ต่างภพความรักของสตรีนางหนึ่ง นำพามาซึ่งความวิบัติแห่งแคว้นเว่ย...พระชายาเอกนางนี้กลายเป็นสตรีที่ถูกคนทั่วแคว้นก่นด่าถึงความโหดเหี้ยมของนาง...นั่นคือเนื้อความในย่อหน้าสุดท้ายของเรื่องราวในองก์แรกของนิยายที่กำลังถูกเปิดอ่านอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคนอ่านก็กำลังรู้สึกเศร้าไม่ต่างจากครั้งแรกที่เคยได้อ่าน
7 เงามืดของความรัก--------------------------ซ่งผิงซื่อออกจากห้องพักมาสักพักแล้ว หญิงสาวจึงได้มานั่งในห้องอาหารและร่วมกินอาหารพร้อมกับเด็กๆ เธอมองดูเด็กนักเรียนของตนกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุข ก่อนจะเหม่อมองออกไปด้านนอก สักพักก็พาหัวใจตนเองดำดิ่งลงไปยังอดีตที่เจ็บช้ำ เพราะเสียงเตือนกำหนดการล่วงห







