Masuk
ตอนที่ 1 เกิดใหม่1
ใจกลางเมืองใหญ่พลุกพล่านไปด้วยมนุษย์เงินเดือนคนทำงานที่ล้วนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหาเงิน รถราสัญจรไปมาจนเห็นแสงไฟแดงฉานในความมืด เวลาเร่งรีบยามพลบค่ำของผู้คนเป็นเพียงเพราะท้องฟ้าเบื้องบนที่กำลังกึกก้องคำรามส่องแสงสีเงินแปลบปลาบน่าหวาดหวั่น คาดว่าอีกไม่นานฝนห่าใหญ่คงตกลงมา
ในรถยนต์คันหนึ่งท่ามกลางบรรดารถยนต์มากมายที่กำลังจอดนิ่งอยู่บนสะพานใหญ่ หญิงสาวด้านในกำลังเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยเศร้าสร้อยราวกับโลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน เพียงกะพริบตาน้ำตาหยดเล็กก็ไหลออกมาจนแก้มขาวเปียกชุ่ม
มือเล็กบอบบางลูบไล้ปกหนังสือบนตักซึ่งเป็นหนังสือนิยายเล่มสุดท้ายที่เธอมอบให้คนสำคัญที่สุดในชีวิต ทั้งๆที่เธอมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าอีกไม่นานจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านหลังอุ่น แต่โชคชะตากลับไม่ยินยอมให้เธอมีความสุข
‘คุณย่าจากไปแล้ว ญาติเพียงคนเดียวของฉันจากไปแล้ว’
ความเสียใจที่ไม่อาจสกัดกั้นอยู่เพียงในอก ยามนี้พังทลายออกมาจนอาบแก้ม ช่วงเวลาที่จัดงานไว้อาลัยให้กับคุณย่า เธอไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง แต่เมื่อทุกอย่างมลายหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า เธอกลับไม่อาจทำใจได้อีกแล้ว
“แม่หนูอย่าร้องไห้ไปเลย ‘ทุกสิ่งในโลกมีเกิดก็ต้องมีดับ’ เป็นธรรมดาของโลกใบนี้” ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอ่ยขึ้น เมื่อเขาได้ยินเสียงร่ำไห้จากด้านหลัง ซึ่งเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวในวันนี้ของเขา
มือเล็กรีบปาดน้ำตาก่อนจะหันไปมองคนขับรถที่ไม่เหลือบแลมาทางด้านหลัง เพียงมองไปด้านหน้าที่รถติดแน่น ดวงตากลมโตมองสงสัยว่าอีกฝ่ายทราบได้ยังไงว่าเธอเพิ่งสูญเสียคนสำคัญไป
“ฉันก็แค่คาดเดาเท่านั้น แม่หนูถือห่อผ้าใหญ่ด้านในคงเป็นโถอัฐิ แล้วยังสวมชุดสีดำอีกด้วย” ได้ยินแบบนั้นหลังที่ตั้งตรงของเธอก็ผ่อนลง
“ค่ะ ฉันเพิ่งเสียญาติเพียงคนเดียวไป” ทั้งๆที่เธอเป็นแพทย์หญิงพ่วงตำแหน่งนักวิจัยยาที่อยู่ระดับแนวหน้าของวงการ แต่กลับช้าไปเพียงก้าวเดียว ยาที่สามารถรักษาโรคของคุณย่ากำลังจะสำเร็จแล้วแท้ๆ หากว่า...
“ทุกอย่างล้วนแล้วแต่โชคชะตา คนบางคนมีโชคชะตาเป็นของตัวเอง ไม่ว่าใครก็ล้วนหลีกหนีไม่พ้น” ประโยคที่เจียงหว่านหนิงไม่ค่อยเข้าใจว่าเกี่ยวกับเธอยังไง ทำให้คิ้วทั้งสองแทบจะชนกัน แต่ไม่ทันที่เธอจะได้ถามสิ่งใดก็มีบางสิ่งถูกโยนมาอยู่บนตักของเธอ
มือเล็กหยิบมันขึ้นมามองดูอย่างสงสัย และเงยหน้าขึ้นเตรียมจะถามชายวัยกลางคนที่โยนสิ่งของมาให้เธอ ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์ใด
‘จะบังคับให้ฉันซื้อสิ่งนี้นะเหรอ พวกหยกพกมันล้าสมัยไปแล้ว อีกอย่างของพวกนี้ฉันก็ไม่สนใจด้วย’ เจียงหว่านหนิงเริ่มไม่พอใจชายคนขับรถที่ทั้งพูดจาแปลกประหลาดแล้วยังยัดเยียดขายของ
“นี่ลุง! หยกอะไรนี่ฉันไม่เอาหรอกนะ ลุงส่งถึงฉันถึงที่หมายก็พอ” เสียงขุ่นพูดขึ้น ใบหน้ามีริ้วรอยความไม่พอใจ
“รับไว้เถอะ ฉันไม่คิดเงินแม่หนูหรอก” เสียงหัวเราะเบาๆจะคนด้านหน้ายิ่งทำให้เจียงหว่านหนิงรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
“ฉันไม่รับของใครฟรีๆหรอก ลุงเอาคืนไปเถอะ” เจียงหว่านหนิงยื่นหยกพกสีเขียวใสไปด้านหน้า ยืนกรานไม่รับของจากคนแปลกหน้า แม้จะให้ฟรีๆก็ตาม
ชายวัยกลางคนยกยิ้มบางเบาแต่ก็ไม่ได้ยื่นมือไปรับหยกนั้นกลับคืน
“ของที่ฉันให้ไปแล้ว ไม่เคยรับคืน” เสียงเย็นของคนขับรถทำให้เจียงหว่านหนิงขนลุกซู่จนมือที่ยืนออกไปต้องชะงักเก็บกลับมา ในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด สัญชาตญาณบอกเธอว่า...ไม่ปลอดภัย!
“ขะ...ขอบคุณลุงมาก” เจียงหว่านหนิงจำยอมต้องเก็บหยกชิ้นนั้นมาแล้วขอบคุณอีกฝ่ายเสียงเบา
ดวงตากลมโตหันซ้ายหันขวามองหาทางหนีทีไล่ แต่บนสะพานเช่นนี้ไม่อาจออกไปเดินได้ มิหนำซ้ำบนถนนฝั่งนี้รถยังติดแน่น คาดว่าคงใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงจากสะพานได้
แปร๊น แปร๊น แปร๊น แปร๊น
เสียงบีบแตรสนั่นก็รถใหญ่ดังขึ้นเป็นเสียงยาว เรียกความสนใจจากเจียงหว่านหนิงให้หันไปมอง แสงไฟจากถนนอีกฝั่งสว่างจ้าคาดว่าจะเป็นรถบรรทุกใหญ่
“เกิดสิ่งใดขึ้นกัน” เธอพึมพำขึ้นมาและมองสถานการณ์ที่ตอนนี้มีฝั่งที่เธออยู่หลายคันด้านหน้ากำลังขยับเลื่อนให้ชิดเข้ามาราวกับแหวกทางให้กว้างขึ้น
เจียงหว่านหนิงมองสนใจแต่แล้วหางตาของเธอก็เห็นเด็กคนหนึ่งวิ่งอยู่บนถนนอีกฝั่งที่กำลังมีเสียงบีบแตรของรถบรรทุก ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นหัวรถบรรทุกโผล่ขึ้นมาและกำลังตรงไปยังร่างเล็กที่หยุดนิ่งตื่นตกใจ เสียงผู้คนกรีดร้องจากในรถดังขึ้น
มือบางกอบกุมหยกในมือแน่นพร้อมกับยกหนังสือนิยายในมือแนบอก
แปร๊น!!!!!! เอี๊ยด!!!!!
“กรี๊ด!!!!!!!” เจียงหว่านหนิงกรีดร้องดังลั่น เมื่อหัวรถบรรทุกหักหลบร่างเด็กน้อยแต่กลับพุ่งมายังรถยนต์ที่เธอกำลังนั่ง
เสียงทุกอย่างคล้ายจะดังกึกก้องพร้อมกับความเจ็บปวดมากมายที่ถาโถมเข้ามา ร่างกายของเธอเหมือนจะแหลกละเอียด แต่เพียงครู่เดียวก็บางเบาราวกับปุยนุ่น
โลหิตอุ่นมากมายหลั่งรินออกมาจากบาดแผล เธอนอนนิ่งอยู่บนสะพานกว้าง รถทั้งคันกลายเป็นเพียงเศษเหล็กเกลื่อนกระจาย ดวงตาทั้งสองปรือช้าๆ ม่านตามีแต่ความแดงฉาน มือเล็กสัมผัสกับความเย็นหนึ่ง เธอขยับศีรษะเอียงมองก็พบว่าเป็นหยกอันเล็กอันนั้นที่คนขับรถให้เธอมา
ส่วนมืออีกข้างยังคงกอดหนังสือเล่มสุดท้ายของผู้เป็นย่า ที่ตอนนี้คงกำลังรอเธออยู่บนสวรรค์และอีกไม่นานก็จะได้พบกัน
‘ฉันกำลังจะตายแล้วซินะ ความรู้สึกก่อนตายเป็นเช่นนี้นี่เอง’ ดวงตาหรี่ปรือค่อยๆหลับลง พร้อมกับลมหายใจแผ่วเบา
ชีวิตหนึ่งชีวิตก็จบสิ้นเพียงเท่านี้เองหรือ....
ตอนพิเศษ5“คิดอะไรแบบนั้น...ต่อให้ไม่มีฝันนั้น ผมก็สามารถรักคุณได้และเราก็จะมีครอบครัวที่อบอุ่นเช่นกัน” เซี่ยหนิงเฉิงมีหรือจะสามารถเห็นภรรยาหม่นหมองได้ เขาโยกกายเพื่อปลอบประโลมคนในอ้อมแขน“คุณพ่อครับ ครอบครัวคุณอามากันแล้ว” เซี่ยเฉิงเฟิงเอ่ยขัดจังหวะหวานของพ่อแม่ ซึ่งตั้งแต่จำความได้ก็เป็นเช่นนี้ทุกวัน“คุณไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปช่วยคุณแม่ห่อเกี๊ยวจะได้เริ่มทานกันก่อนค่ำ” เจียงหว่านหนิงผละสามีออก และยิ้มกับท่าทางอิดออดนั้น เธอจึงตีแขนเขาเบาๆไปครั้งหนึ่ง “ไปได้แล้วค่ะท่านประธานเซี่ย”“ก็ได้...แต่คืนนี้ต้องชดเชยให้ผมนะ” เซี่ยหนิงเฉิงพูดจบก็หอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ ก่อนจะยิ้มกริ่มจากไปไม่รอว่าภรรยาจะตอบรับหรือปฏิเสธ“แก่แล้วยังหื่นอยู่อีก” เจียงหว่านหนิงใบหน้าแดงระเรื่อ มองแผ่นหลังที่ปรี่ออกไปเร็วรี่ ก่อนจะส่ายศีรษะกับความรวบรัดหน้ามึนของสามี แต่กระนั้นเธอก็ยังตามใจเขาไม่เคยขัด“คุณแม่น่าจะชินได้แล้วนะครับ” เซี่ยเฉิงเฟิงตามองหน้าจอสี่เหลี่ยมในมือแ
ตอนพิเศษ4 และแล้ว.... สิ่งที่เธอคิด...ก็เป็นความจริง! ประธานกลุ่มเซี่ยกรุ๊ปกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของสตรีทั่วเมือง เธอในฐานะเจ้าสาวกำลังยิ้มอย่างงงวยอยู่บนแท่นพิธีการ ซึ่งมีพ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นประธานในพิธี และทั้งสองก็ยังเหมือนบุคคลในความฝันของเธอ ‘เซี่ยเทียนหมิงและสวียวี๋จวน’ ไท่ซ่างหวงตี้กับไทเฮาแห่งแคว้นต้าฉิน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีบิดามารดาของเธอในความฝันที่ยืนอยู่ในฐานะอากับอาสะใภ้ของเจ้าบ่าว ‘ฉู่อวี่ซวนและเว่ยฮุ่ยเหมย’ ฮ่องเต้กับฮองเฮาของแคว้นฉู่ ยังไม่หมดเมื่อเจ้าบ่าวมีลูกพี่ลูกน้องสุดหล่อที่ใบห
ตอนพิเศษ3 เปลือกตาทั้งสองข้างของเจียงหว่านหนิงหนักอึ้งราวกับมีหินมาถ่วงเอาไว้ แม้เธอพยายามลืมตาเพียงใดก็ลืมได้เพียงเห็นภาพเล็กน้อยเท่านั้น ใบหน้าคมหล่อเหลาราวกับนายแบบหนุ่มคล้ายจะอยู่ตรงหน้าเธอห่างออกไปเท่าฝ่ามือกั้น แต่เหมือนร่างกายเธอจะไม่ต่อต้านเลย ‘เจียงหว่านหนิงตรงหน้าเธอคือคนที่เพิ่งรู้จักกันนะ ตื่นเดี๋ยวนี้!’ ร่างกายไม่ฟังคำสั่งการของสมองเสียแล้ว “หว่านหนิง...ในที่สุดผมก็หาคุณจนเจอ” ประตูอีกด้านของห้องรับรองถูกเปิดออก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม เขาโค้งกายให้กับชายหนุ่มด้านในที่ตอนนี้กำลังช้อนแขนอุ้มร่างบอบบางในชุดเดรสสูทตัวยาวรัดรูป ใบหน้านั้นไม่ได้ทำให้เลขาหนุ่มแปลกใจ เพราะรูปเหมือนของเธอมีมากมายในห้องทำงานของประธานเซี่ย&n
ตอนพิเศษ2 เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นดังขึ้นเรียกสายตาคนให้หันไปมองยังต้นเสียง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หลายคนต้องมองอย่างตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าหญิงสาวที่ขึ้นหน้านิตยสารและเว็บไซต์ทางการแพทย์ไม่นานมานี้กลับกลายเป็นผู้หญิงที่สวยงามไม่ต่างจากดาราเลย เพียงย่างเท้าเข้ามาในงาน...เจ้าของงานวันนี้ก็ออกมาต้อนรับทันที ราวกับกำลังรอเธออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว หญิงสาวยิ้มให้กับชายวัยกลางคนที่เป็นบุคคลสำคัญของวงการแพทย์คนหนึ่ง “ต้องขอโทษด้วยนะคะ...ดิฉันติดเคสผ่าตัดด่วนจึงมาสายไปเล็กน้อย” “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ชายวัยกลางคนไม่เพียงไม่ตำหนิยังออกปากชมที่เธอทำหน้าที่แพทย์ได้เป็นอย่างดี “เข้าไปในงานกันเถอะ มีคนสำคัญหลายคนอยากพูดคุยกับคุณหมอเจียง” เจียงหว่านหนิงพยักหน้ารับ และเดินเข้าไปนั่งยังโต๊ะที
ตอนพิเศษ1 ห้วงฝันหนึ่งตื่นยากจะลืมเลือนคงเป็นความรู้สึกของคนที่เพิ่งฟื้นคืนสติขึ้นมา...เพดานสีขาวกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลทั่วไป ดวงตาดอกท้อกลมโตลืมขึ้นกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนจะรู้สึกเจ็บตามร่างกาย มือบางถูกยกขึ้นก็พบว่าข้างหนึ่งมีสายห้อยระโยงระยาง เสียงติ๊ดๆของเครื่องมือการแพทย์ดังตลอดเวลา ใบหน้าเรียวเล็กหันซ้ายหันขวาอย่างช้าๆ อาการมึนงงเหมือนจะยังไม่กลับเข้าที่เข้าทาง แต่แล้วไม่นานก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามา เธอจึงหันไปมองยังต้นเสียง แอด.... นางฟ้าวงการแพทย์เดินถือบางอย่างเข้ามา เมื่อเห็นคนบนเตียงกำลังจ้องมองมาก็มีแววตายินดี “คุณหมอเจียงฟื้นแล้ว!” เสียงของพยาบาลดังขึ้น พร้อมด้วยร่างบางที่เปิดประตูออกไ
ตอนที่ 84 บทส่งท้าย3 “เสด็จแม่มีเรื่องอันใดจะกล่าวกับกระหม่อมหรือพะยะค่ะ” เซี่ยเฉิงเฟิงนอนพิงหลังอยู่บนเตียงเห็นมารดามองอยู่นานแต่กลับมีเพียงรอยยิ้มไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ในใจของเขารู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด “ไม่มีอะไรจ้ะ เรียกท่านแม่เหมือนที่เคยเรียกได้มั้ย...เสี่ยวเป่า” มือบางยกขึ้นแตะแก้มขาวที่ไม่ได้อวบอ้วนอย่างเก่าอีกแล้ว “ท่านแม่” เซี่ยเฉิงเฟิงแม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็ยินดีจะเรียกขานเช่นเก่า ที่จริงเขาก็ชอบจะเรียกเช่นนี้แทนคำราชาศัพท์ที่ดูห่างเหิน ฉู่หว่านหนิงลอบปาดน้ำตาก่อนจะยิ้มหวานละมุนให้กับบุตรชายคนโต “แม่คงใจหายกับการออกเรือนของเสด็จอาเจ้า เอาหล่ะ...เข้านอนเถอะ” นางลุกขึ้นจากเตียงบุตรชาย ยกผ้าห่มขึ้นคลุมให้กับเขา ก่อนจะทำเช่นเดียวกับบุตรฝาแฝด เซี่ยเฉิงเฟิงยกมือขึ้นแตะรอยจุมพิตบนหน้าผาก ใบหน้ามีความเขินอายเล็กน้อย เมื่อคิดว่าเขาโตถึงเพียงนี้แล้วยังจะออดอ้อนเอาจุมพิตจากมารดาเหมือนน้องได้อย่างไร แต่กระนั้นเขากลับมีความสุขมากเหลือเกิน “ฝันดีนะลูกรัก” แม่หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง ฉู่หว่านหนิงลุกขึ้นส่งยิ้มใ
ตอนที่ 3 บ้านใหญ่สกุลหนาน3ทุกวันนี้หากไม่มีเงินที่เจ้ารองส่งกลับมา บ้านสกุลหนานคงไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน หากไล่สตรีแซ่เจียงกับเสี่ยวเป่าออกไป เจ้ารองมารู้เรื่องภายหลังเขาจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงกัน ตราบใดที่เจียงหว่านหนิงยังอยู่บนที่ดินของสกุลหนาน เงินจากเจ้ารองก็ต้องส่งมาบ้านใหญ่ทุกเดือน เขาไม่มีทางปล
ตอนที่ 3 บ้านใหญ่สกุลหนาน2 ริมฝีปากที่ไม่ได้แห้งแตกเหมือนเก่ายกยิ้มเล็กน้อย มองคนที่ยืนกอดอกอยู่นอกรั้วด้วยดวงตาวาวโรจน์ มือบางหยิบไม้ท่อนหนึ่งติดมือไปด้วย เพราะต่อจากนี้คงมีเรื่องให้ต้องใช้อย่างแน่นอน เหลียงหลิงหรี่ตามองตัวเสนียดที่ออกมาแทนเจ้าเด็กเหลือขอด้วยความไม่พอใจ ยืดตัว
ตอนที่ 3 บ้านใหญ่สกุลหนาน1 ข้าวขาวและกับข้าวสองอย่างตั้งอยู่บนโต๊ะ มีทั้งข้าว เนื้อและไข่ เด็กชายมองอาหารบนโต๊ะแล้วกลืนน้ำลาย ตั้งแต่เกิดมาเข้าเคยกินเนื้อแค่สองครั้ง วันปีใหม่ของบ้านใหญ่ที่ผ่านมากับสองเดือนก่อนในเมือง หากไม่ใช่เพราะท่านปู่เขาคงไม่ได้กินเนื้อหนึ่งชิ้นนั้น และหากไม่ใช่เพรา
ตอนที่ 2 กระชับความสัมพันธ์3 สองแม่ลูกกลับมาถึงบ้านก็เกือบเย็นแล้ว เจียงหว่านหนิงเดินเข้าครัวที่ยังไม่เคยย่างกรายเข้าไป แต่เมื่อเข้ามาแล้วถึงกับต้องกุมขมับ เมื่อเครื่องใช้ต่างๆนั้นทั้งเก่าทั้งแตก ไม่มีชิ้นไหนเลยที่พอจะนำมาหุงหาอาหารได้ แม้แต่เตาไฟและการจุดไฟนางก็ทำไม่เป็นเลยสักอย่าง ดังนั







