LOGINฮ่องเต้ลืมพระเนตร
หลังเซียวจื่อเหิงมีคำสั่งปิดตำหนักใหญ่ บรรยากาศภายในวัง
ฮ่องเต้ลืมพระเนตรหลังเซียวจื่อเหิงมีคำสั่งปิดตำหนักใหญ่ บรรยากาศภายในวังก็เปลี่ยนไปทันทีไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้นำยา อาหาร น้ำ หรือภาชนะออกจากเขตตำหนักโดยไม่ผ่านการตรวจ คนที่เคยเข้าออกห้องพระโอสถทั้งหมดถูกเรียกมาลงชื่อ หมอหลวงต้องตรวจบัญชีย้อนหลังทีละฉบับ ขณะที่ถ้วยยา หม้อยา กากสมุนไพร และวัตถุดิบทุกชนิดถูกแยกเก็บเป็นหลักฐานอย่างเป็นระบบตามที่เยว่หลิงเสนอแต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานั้นไม่ใช่การหาคนผิด คือการรักษาชีวิตฮ่องเต้ก่อน เยว่หลิงไม่คิดว่าการถอนสิ่งต้องสงสัยออกจากตำรับแล้วพระองค์จะฟื้นทันที ร่างกายได้รับสารบางชนิดสะสมมาหลายเดือน ต่อให้หยุดแหล่งที่รับเข้าสู่ร่างกายแล้ว อวัยวะภายในก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ยิ่งพระองค์อาเจียนต่อเนื่องและแทบเสวยอะไรไม่ได้ ร่างกายยิ่งอ่อนแอ นางจึงเสนอให้ลดการใช้ยาทุกอย่างที่ไม่จำเป็นลงก่อน“หยุดหมด?” หมอหลวงกัวถามอย่างไม่เห็นด้วย“ไม่ใช่หยุดทุกอย่าง” เยว่หลิงตอบ“หยุดเฉพาะตำรับที่มีส่วนผสมซ้ำหรือยังตรวจไม่ชัด ส่วนยาที่ใช้ประคับประคองอาการต้องเลือกเท่าที่จำเป็น”หมอหลวงเจิ้งถาม “แล้วเ
“สองเรื่องนี้แยกกันไม่ได้” เขาตอบเรียบ ๆ “ถ้าสิ่งที่ทำให้เสด็จพ่อทรุดอยู่ในยาที่ถวายทุกวัน ต่อให้หมอเก่งเพียงใดก็ไม่มีวันรักษาหาย”เผยจิ้งหรงนิ่ง เซียวจื่อเหิงหันไปหาเยว่หลิง“เจ้ามีข้อเสนออะไร”“หยุดตำรับที่มีส่วนผสมต้องสงสัยทั้งหมดชั่วคราว”“กี่ชนิด”“อย่างน้อยสามตำรับนี้”“แล้วรักษาอย่างไร”“ประคับประคองก่อน ให้หมอหลวงดูแลเรื่องน้ำ อาหารอ่อน อาการอาเจียน และพระชีพจร ใช้เฉพาะยาที่ตรวจแล้วว่าไม่มีส่วนผสมซ้ำกับสิ่งต้องสงสัย”หมอหลวงกัวถาม “ถ้าฝ่าบาทอ่อนแรงกว่าเดิม?”“เราจะประเมินตามอาการ แต่ตอนนี้การเติมยาบำรุงเข้าไปอีกโดยไม่รู้ว่าสิ่งใดทำร้ายพระองค์อันตรายกว่า”หมอหลวงเจิ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “กระหม่อมเห็นด้วยให้หยุดหนึ่งวันก่อนพ่ะย่ะค่ะ”เผยจิ้งหรงหันไป “หมอหลวงเจิ้ง”“ฮองเฮา พระอาการของฝ่าบาทไม่ตอบสนองต่อการรักษาเดิมจริง กระหม่อมไม่อาจปฏิเสธสิ่งนี้”หมอหลวงอีกคนพยักหน้าตาม“กระหม่อมก็เห็นควรให้ลองหยุดตำรับที่ซ้ำกันชั่วคราว”สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน ฮองเฮาไม่สามารถใช้คำว่าเยว่หล
หมอหลวงกัวถาม“แล้วมันเป็นพิษอย่างไร”เยว่หลิงหยิบตำรับยาทั้งสามฉบับมาวางข้างกัน“ต้องดูจากสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว ไม่ใช่จากถ้วยนี้เพียงอย่างเดียว”นางชี้ส่วนประกอบ“แร่ชนิดนี้ในปริมาณเล็กน้อยถูกใช้ในตำรับมาแต่เดิม ข้าไม่เถียง แต่ปัญหาคือฝ่าบาทได้รับจากหลายตำรับพร้อมกัน”นิ้วของนางเลื่อนไปตามวันที่“ยาบำรุงกำลังทุกวัน ยาสงบพระทัยในเวลากลางคืน และบางช่วงมียาบำรุงพระหทัยเพิ่มอีก”จากนั้นชี้บันทึกพระอาการ“ช่วงที่ใช้เพียงหนึ่งตำรับ พระอาการอ่อนแรงแต่ยังไม่หนัก”เลื่อนไปอีกช่วง“เมื่อเพิ่มตำรับที่สอง เริ่มมีคลื่นไส้ มือสั่น และชาปลายพระหัตถ์”จากนั้นอีกช่วง“เมื่อเพิ่มตำรับที่สาม พระอาการทรุดเร็วขึ้น”หมอหลวงเจิ้งเพ่งเอกสารเขาเริ่มเห็นรูปแบบตามที่นางบอก“แต่เราไม่อาจรู้ว่าพระอาการหนักเพราะยา หรือเพราะโรคกำเริบ”“ถูกต้อง”เยว่หลิงไม่เถียง“ดังนั้นต้องมีอีกอย่าง”“อะไร”“ช่วงที่หยุดยา”นางหยิบบันทึกอีกหน้าออกมา“ตรงนี้ ฝ่าบาทอาเจีย
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าอย่างไร”เยว่หลิงหันไปทางโต๊ะที่วางตำรับยา“ขอให้ทุกคนคิดเสียว่ามียาสามถ้วย แต่ละถ้วยมีส่วนผสมชนิดหนึ่งในปริมาณน้อย หากใช้แยกกันอาจไม่ทำอันตรายในทันที ทว่าหากคนไข้ดื่มทั้งสามถ้วยในวันเดียวกันทุกวัน ปริมาณรวมอาจสูงกว่าที่ผู้ปรุงแต่ละตำรับคิด”หมอหลวงกัวขมวดคิ้ว“เจ้ากำลังบอกว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่ตำรับ แต่อยู่ที่การใช้ร่วมกัน?”“อาจเป็นเช่นนั้น”“แล้วพิสูจน์ได้หรือ”“ได้บางส่วน”คำตอบทำให้ทุกคนหันมามอง เซียวจื่อเหิงถามทันที “เจ้าต้องการอะไร”เยว่หลิงมองรอบห้อง“น้ำสะอาด ถ้วยกระเบื้องสีขาวหลายใบ ผ้ากรอง ถ่านจากไม้เนื้อแข็ง น้ำส้มที่มีรสเปรี้ยวจัด น้ำด่างอ่อนจากเถ้าไม้ และตัวอย่างยาทุกชนิดที่ฝ่าบาททรงใช้ช่วงสองสามวันนี้”หมอหลวงคนหนึ่งทำหน้าไม่เข้าใจ “เจ้าจะปรุงยาใหม่?”“ไม่ ข้าจะลองแยกสิ่งที่อยู่ในยา”เผยจิ้งหรงถามทันที“ด้วยของพวกนี้?”“เพคะ”“เจ้าเคยทำมาก่อน?”คำถามนี้ทำให้เยว่หลิงชะงักเพียงเล็กน้อย ในโลกเดิม นางเคยทำการทดสอบทางเคมีที่แม่นยำก
“รัชทายาท เจ้าให้นางเข้าถึงเอกสารพระโอสถมากเกินไปแล้ว”เขาหันไป “เสด็จพ่อประชวรมาหลายเดือน ถ้าเอกสารพวกนี้ช่วยหาสาเหตุได้ เหตุใดต้องปิด”คำถามนั้นทำให้ฮองเฮาไม่อาจคัดค้านตรง ๆ ไม่นานบันทึกหลายชุดถูกนำมา เยว่หลิงใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วยามไล่ดูอย่างละเอียด นางไม่ได้อ่านทุกอย่างแบบหมอจีน แต่มองรูปแบบ วันไหนใช้ตำรับที่มีแร่ชนิดนี้ วันไหนใช้ซ้ำสองตำรับ วันไหนเพิ่มยาบำรุงใหม่จากนั้นให้ขันทีนำบันทึกพระอาการมาเทียบ ความผิดปกติเริ่มปรากฏ ช่วงที่หยุดยาบางตำรับ อาการดีขึ้นเล็กน้อย ช่วงที่กลับมาใช้พร้อมกัน อาการทรุด วันที่เพิ่มยาบำรุงใหม่ ความถี่ของอาเจียนและมือสั่นมากขึ้นในสองถึงสามวันถัดมา มันยังไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาด แต่ชัดพอจะทำให้เยว่หลิงเปลี่ยนจากสงสัยเป็นเชื่ออย่างมีเหตุผล“หยุดยาบำรุงนี้ทันที”หมอหลวงกัวลุกขึ้น “ไม่ได้ ฝ่าบาททรงอ่อนพระกำลัง หากหยุด…”“ยิ่งอ่อนเพราะยานี้ก็เป็นไปได้”“เจ้ากำลังกล่าวว่าตำรับของสำนักหมอหลวงเป็นพิษ?”“ข้ากำลังบอกว่ามีส่วนประกอบซ้ำมากเกินไป และพระอาการสอดคล้องกับการได้รับมันสะสม”เผยจิ้งหรงถาม “เจ้
หมอหลวงผู้หนึ่งหันมาทันที“เหตุใด”“กลิ่นรบกวนการตรวจ”เผยจิ้งหรงถาม“เครื่องหอมนี้ใช้มานานแล้ว”“ยิ่งเป็นสิ่งที่ใช้ประจำ ยิ่งควรแยกออกชั่วคราวเพคะ ไม่ได้หมายความว่ามีปัญหา แต่หม่อมฉันต้องลดสิ่งรบกวน”เซียวจื่อเหิงพยักหน้า ขันทีจึงนำกระถางเครื่องหอมออกไป เยว่หลิงเดินเข้าใกล้พระแท่น เมื่อเห็นฮ่องเต้ชัดเจน สีหน้าของนางก็เคร่งขึ้น พระพักตร์ซีดจนเห็นได้ชัด ริมพระโอษฐ์แห้ง พระเนตรปิดสนิท ลมหายใจไม่สม่ำเสมอ บางช่วงเร็ว บางช่วงช้าลง หมอหลวงเจิ้งกล่าว“เมื่อครู่ฝ่าบาทเพิ่งหมดพระสติไปอีกครั้ง”“ก่อนหน้านั้นอาเจียน?”“ใช่”“กี่ครั้ง”“ตั้งแต่เมื่อคืนรวมสี่ครั้ง”“มีเลือดหรือไม่”“ไม่มี”“พระบังคน?”คำถามทำให้คนรอบข้างชะงัก เพราะไม่ค่อยมีใครคาดว่าหญิงสาวจะถามตรงขนาดนี้ หมอหลวงเจิ้งกลับตอบ“ไม่ปกติ บางวันถ่ายเหลว บางช่วงท้องผูก”เยว่หลิงพยักหน้า“ขอจับชีพจร”หมอหลวงอีกคนมองฮองเฮา เผยจิ้งหรงไม่ตอบ เซียวจื่อเหิงกล่าว“ให้นางตรวจ”เยว่หลิงจึงนั่งข้างพระ







