LOGINเสิ่นเยว่หลิงในความทรงจำยิ้มอย่างเขินอาย นางยกมือสัมผัสเนื้อผ้าเบา ๆ ก่อนพับเก็บอย่างทะนุถนอม
แม้เซียวเฉิงเยี่ยจะไม่ใช่บุรุษที่แสดงความรักหวานซึ้ง แต่ตลอดหลายปีของการหมั้นหมาย เขาไม่เคยทำให้นางรู้สึกว่าตนเป็นภาระ
อย่างน้อย… นางก็เคยเชื่อเช่นนั้น
เอมี่ซึ่งกำลังรับชมความทรงจำของเจ้าของร่างได้แต่ถอนหายใจ
หญิงสาวคนเดิมไร้เดียงสาเกินไป
การหมั้นหมายในราชวงศ์ไม่ใช่เรื่องของหัวใจ หากเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อใดที่ตระกูลเสิ่นหมดคุณค่า ความสัมพันธ์นี้ก็ย่อมสิ้นสุดลง
ภาพในหัวเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เสียงฆ้องดังสนั่นหน้าจวน
“ราชโองการถึง!”
บ่าวไพร่ทั้งจวนรีบคุกเข่าลง เสนาบดีเสิ่นรีบเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความกังวล
ขันทีหลวงคลี่ม้วนผ้าไหมสีทองออก ก่อนอ่านราชโองการด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เสนาบดีเสิ่นลักลอบติดต่อแม่ทัพชายแดน สมคบคิดก่อการกบฏ มีหลักฐานชัดเจน จึงให้จับกุมทั้งตระกูล ริบทรัพย์สิน และรอการสอบสวน”
ทันทีที่คำว่า “ก่อการกบฏ” ดังขึ้น คนทั้งจวนราวกับถูกฟ้าผ่า ฮูหยินร้องไห้โฮ บ่าวหลายคนรีบหนี ทหารหลวงกรูกันเข้ามาค้นทุกเรือนอย่างไม่ไว้หน้า เสิ่นเยว่หลิงยืนตัวแข็งอยู่กลางลาน นางมองบิดาที่ถูกสวมโซ่ตรวนด้วยสายตาสั่นไหว
“พ่อ…”
เสนาบดีเสิ่นหันมายิ้มให้นางทั้งที่มือถูกพันธนาการ
“อย่ากลัว เยว่หลิง พ่อไม่ได้ทำ”
นั่นคือประโยคสุดท้ายก่อนเขาจะถูกพาตัวออกจากจวน ภาพตัดมาที่เรือนด้านใน ฮูหยินแม่เลี้ยงกำลังเดินวนด้วยสีหน้าร้อนรน ข้างกายนางคือบุตรสาวคนโต เสิ่นเยี่ยนหรู ผู้ซึ่งงดงามไม่แพ้เยว่หลิง แต่ทะเยอทะยานยิ่งกว่า
“ท่านแม่ ทำอย่างไรดีเพคะ”
เยี่ยนหรูถามทั้งน้ำตา ฮูหยินกลับไม่ได้ร้องไห้เหมือนก่อนหน้านี้ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยการคำนวณ
“ต้องรีบตัดตัวเองออกจากคดี”
“แต่พวกเราเป็นคนตระกูลเสิ่น”
“หากเสิ่นเยว่หลิงยังแต่งกับองค์ชายรองได้ ตระกูลเรายังมีหวัง”
ประโยคนั้นทำให้เอมี่ในปัจจุบันขมวดคิ้ว ฮูหยินไม่ได้เป็นห่วงสามีเลย นางเป็นห่วงเพียงตำแหน่งพระ ชายาของบุตรสาว ไม่นานนัก สาวใช้คนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“ฮูหยินเจ้าคะ! มีคนจากตำหนักองค์ชายรองมา!”
หัวใจของเสิ่นเยว่หลิงในอดีตเต้นแรงทันที นางคิดว่าเซียวเฉิงเยี่ยต้องมาช่วย เขาเป็นองค์ชาย เป็นพระโอรสของฮ่องเต้ เพียงเอ่ยคำเดียวก็น่าจะช่วยชะลอคดีได้ แต่เมื่อเปิดประตูออกไป สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่เจ้าของร่างสูงสง่า มีเพียงขันทีผู้ถือม้วนผ้าไหมสีแดง ขันทีค้อมศีรษะเล็กน้อย
“คุณหนูเสิ่น”
เยว่หลิงยิ้มอย่างมีความหวัง “องค์ชายทรงมีรับสั่งหรือ”
ขันทีหลบสายตา
“องค์ชายรองทรงเห็นว่าคดีของตระกูลเสิ่นยังไม่สิ้นสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อราชวงศ์ จึงมีพระประสงค์…”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ขอยกเลิกการหมั้นหมาย”
โลกทั้งใบของเสิ่นเยว่หลิงหยุดหมุน นางรับม้วนผ้าไหมมาด้วยมือสั่น ก่อนคลี่ออก ทุกตัวอักษรเขียนด้วยลายมือของเซียวเฉิงเยี่ย ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีคำว่าขอโทษ มีเพียงประโยคสั้น ๆ
“ตั้งแต่วันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายรองกับคุณหนูเสิ่นสิ้นสุดลง ขอให้ต่างฝ่ายต่างเดินคนละทาง”
เยว่หลิงยืนมองกระดาษอยู่นาน นางไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย เพียงถามขันทีเบา ๆ
“พระองค์… ไม่คิดจะพบข้าสักครั้งหรือ”
ขันทีเม้มปากแน่น ก่อนตอบด้วยความลำบากใจ “องค์ชายรับสั่งว่า ไม่จำเป็น”
เพียงสี่คำ หัวใจของหญิงสาวคนหนึ่งก็แตกสลายอย่างสมบูรณ์ ภาพในความทรงจำพร่าเลือนไปด้วยหยดน้ำตา เอมี่รู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นราวกับเป็นของตนเอง มันไม่ใช่เพราะเสิ่นเยว่หลิงรักเซียวเฉิงเยี่ยมากมาย แต่เพราะนางเพิ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์นี้ไม่เคยมีค่าพอให้เขาเสี่ยงแม้แต่นิดเดียว
ภาพถัดมาทำให้เยว่หลิงในปัจจุบันกำหมัดแน่น กลางดึกของวันเดียวกัน เสนาบดีเสิ่นถูกนำตัวออกจากเมืองหลวง ส่วนคนในจวนถูกแยกกันสอบสวน หัวหน้าพ่อบ้านรีบพาเสิ่นเยว่หลิงออกทางประตูหลัง
“คุณหนู รีบไป!”
“แล้วพ่อเล่า”
“ท่านเสนาบดีสั่งไว้ ต่อให้ตัวเองตาย ก็ต้องส่งคุณหนูออกจากเมืองให้ได้”
เยว่หลิงถูกผลักขึ้นรถม้า คนขับม้าฟาดแส้เต็มแรง รถม้าวิ่งฝ่าความมืดออกจากเมืองหลวง ในรถมีเพียงเยว่หลิง สาวใช้สองคน และองครักษ์สามนาย
“เราจะไปไหน”
“หัวเมืองทางใต้เจ้าค่ะ ท่านเสนาบดีมีสหายเก่าอยู่ที่นั่น”
รถม้าวิ่งตลอดทั้งคืน ทุกคนคิดว่าหลุดพ้นแล้ว จนกระทั่งรุ่งสาง องครักษ์คนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาในรถ สีหน้าซีดเผือด
“คุณหนู มีคนตามมา!”
“ข้ามารบกวนหรือ”“หากพระองค์มีธุระก็เชิญตรัสได้เพคะ”น้ำเสียงสุภาพ แต่ห่างเหิน ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้าม“เจ้าเปลี่ยนไปมาก”เยว่หลิงได้ยินประโยคนี้มาหลายครั้งแล้ว นางจึงตอบสั้น ๆ“คนที่เกือบตายย่อมเปลี่ยนไปบ้างเพคะ”เซียวเฉิงเยี่ยชะงัก เขาคงนึกถึงเรื่องรถม้าตกเขา “เรื่องนั้น ข้าเพิ่งรู้รายละเอียดไม่นาน”“เพคะ”“ข้าไม่คิดว่าจะมีคนตามฆ่าเจ้า”เยว่หลิงมองเขา “พระองค์ไม่รู้จริงหรือ”คำถามตรงทำให้เขาขมวดคิ้ว “เจ้าสงสัยข้า?”“ข้าสงสัยทุกคนที่มีเหตุผลจะไม่อยากให้ข้ากลับเมืองหลวง”“รวมถึงข้า?”“รวมถึงทุกคนเพคะ”เซียวเฉิงเยี่ยนิ่งไป อาจเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสิ่นเยว่หลิงพูดกับตนเช่นนี้ ในความทรงจำของเขา นางควรเป็นหญิงสาวที่เพียงได้พบหน้าเขาก็หลบสายตาและพูดเบากว่าปกติ ไม่ใช่คนที่มองตรงเข้ามาเหมือนกำลังพิจารณาว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยหรือไม่“ข้าไม่เคยคิดฆ่าเจ้า” เขาพูดชัดเจน เยว่หลิงพยักหน้า“ข้ารับรู้คำยืนยันของพระองค์ไว้เพคะ”“แค่นั้น?”“ตอนนี้
“เช่นนั้นข้าก็ต้องทำให้เขาเสียมือเสียก่อน”“เยว่หลิง”น้ำเสียงเตือนดังขึ้น นางจึงผ่อนลมหายใจ“ข้ารู้ว่าพระองค์เป็นห่วง”ซูเหวินหลันชะงักเล็กน้อย“แต่ข้าจะไม่บุกไปกล่าวหาฮองเฮาโดยไม่มีหลักฐาน”“ข้าจะไม่พูดเรื่องสายตาที่เห็นกับใครอีก”“และข้าจะไม่สืบสิ่งที่ยังไม่มีทางตรวจสอบ”พระนางจึงถาม “แล้วเจ้าจะทำอะไร”เยว่หลิงตอบ “เริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ ศพจ้าวเหวินฉาง คลังตระกูลหลัว เสบียงที่หาย ราชโองการปลอม ยาของฮ่องเต้ ทุกอย่างที่พิสูจน์ได้ทีละชิ้น”ซูเหวินหลันพยักหน้าช้า ๆ “นั่นยังพอฟังได้”“แต่หากสิ่งเหล่านั้นสุดท้ายพาไปถึงคนที่อยู่หลังม่านจริง ข้าก็จะไม่หยุด”พระนางมองนางอยู่ครู่ใหญ่ “มีอีกเรื่อง”“เพคะ”“อย่าไว้ใจองค์รัชทายาทมากเกินไป”เยว่หลิงขมวดคิ้ว “ทำไม”“ข้าไม่ได้บอกว่าเขาจะทำร้ายเจ้า” ซูเหวินหลันตอบ “แต่เขาเป็นองค์รัชทายาท ทุกการตัดสินใจของเขาเกี่ยวกับบัลลังก์ บางวันสิ่งที่เขาต้องเลือกอาจไม่ใช่เจ้า”เยว่หลิงเงียบไป คำเตือนนี้มีเหตุผล ต่อให้เซียวจื่อเหิงปฏิบัติ
“ข้าจะไปคลังด้วยตนเอง”“ข้าจะไปด้วย”“ไม่ได้”เยว่หลิงมองทันที “เหตุใด”“เจ้าเพิ่งตรวจศพทั้งคืนและดูแลเสด็จพ่อมาตลอดหลายวัน”“นั่นไม่ใช่เหตุผล”“อีกอย่าง ที่นั่นเป็นเขตของตระกูลหลัว”“ยิ่งเป็นเหตุผลที่ข้าควรไป เพราะข้าจำเศษวัสดุจากศพได้”เซียวจื่อเหิงมองนางอย่างรู้ทัน“เจ้าจะไปอยู่ดีใช่ไหม”“ใช่”“ถึงข้าห้าม?”“ข้าจะหาวิธี”ชายหนุ่มหลุดหัวเราะอย่างหมดหนทาง “เสิ่นเยว่หลิง เจ้าดื้อกว่าที่ข้าคิด”“พระองค์เพิ่งรู้หรือ”เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ไปได้ แต่ต้องอยู่ในระยะที่องครักษ์คุ้มกัน”“ตกลง”“และห้ามแยกตัว”“ตกลง”“ถ้าข้าสั่งให้ออก ต้องออกทันที”เยว่หลิงนิ่งคิด “ข้าจะพยายาม”“นั่นไม่เรียกว่าตกลง”นางยิ้มบาง ๆ ก่อนทั้งคู่จะแยกกัน ซูเหวินหลันก็ส่งคนมาเรียกเยว่หลิงกลับตำหนัก เยว่หลิงจึงต้องพักเรื่องคลังไว้ก่อน เมื่อนางกลับถึงตำหนักซู ซูกุ้ยเฟยนั่งรออยู่แล้ว ทันทีที่เยว่หลิงเข้ามา นางก็สั่งให้คนรับใช้ออกไปทั้งหมด เหลือเพียงหลันชิ
หลัวเฉิงกวงก้มศีรษะ“กระหม่อมขอทูลลา”เขาเดินออกไปโดยไม่หันกลับ เยว่หลิงไม่ได้พูดทันที นางมองตามร่างสูงนั้นจนลับประตู จากนั้นจึงหันกลับไปทางฮองเฮา เผยจิ้งหรงกำลังถามพระอาการฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทุกอย่างดูปกติ ปกติเกินไปเซียวจื่อเหิงขยับเข้ามายืนใกล้นาง “เจ้ามองอะไร”เยว่หลิงตอบเบามากจนมีเพียงเขาได้ยิน “ยังไม่มีหลักฐาน”“เรื่องอะไร”นางไม่ได้ตอบทันที เพราะสายตาเพียงครั้งเดียวไม่สามารถใช้กล่าวหาใครได้ แต่สิ่งที่นางเห็นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนี้ไม่ธรรมดาอีกต่อไป เยว่หลิงหันมองประตูที่หลัวเฉิงกวงเพิ่งเดินออกไป ก่อนปรายตากลับไปทางเผยจิ้งหรงครั้งแรกนางสงสัยว่าทั้งสองอาจอยู่ฝ่ายเดียวกันทางการเมือง แต่สายตาเมื่อครู่ทำให้นางเริ่มคิดว่า ระหว่างฮองเฮากับอำมาตย์ใหญ่หลัวเฉิงกวง อาจมีความลับที่ลึกกว่าคำว่า “พันธมิตร” มากนัก.ความลับหลังม่านหลังหลัวเฉิงกวงออกจากตำหนักใหญ่ไปแล้ว เยว่หลิงยังคงยืนอยู่ที่เดิมชั่วครู่ สายตาของนางไม่ได้มองตามแผ่นหลังของอำมาตย์ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ย้อนกลับไปคิดถึงวินาทีสั้น
“พยานสำคัญตายในคืนที่ฮ่องเต้สั่งรื้อคดี และร่องรอยบนตัวเขาพาไปยังคลังของท่าน ข้าคิดว่าความระมัดระวังยังไม่ถือว่าเกินไป”“พระองค์กล่าวถูก”หลัวเฉิงกวงตอบทันที ไม่โกรธ ไม่เถียงต่อ กลับประสานมือ“หากฝ่าบาททรงมีพระบัญชา กระหม่อมยินดีเปิดคลังทุกแห่งให้ตรวจ”คำตอบทำให้คนในห้องเงียบลง ฮ่องเต้ถาม“เจ้าจะไม่คัดค้าน?”“เหตุใดต้องคัดค้านพ่ะย่ะค่ะ หากการตรวจช่วยพิสูจน์ว่าตระกูลหลัวไม่เกี่ยวข้องกับการตายของจ้าวเหวินฉาง ก็เป็นเรื่องดีเสียอีก”เซียวจื่อเหิงมองเขา “ท่านมั่นใจมาก”“เพราะกระหม่อมรู้ว่าตนไม่ได้ทำ”ประโยคสั้น ๆ แต่หนักแน่น เยว่หลิงยังไม่กล่าวอะไร คนที่เตรียมตัวมาดี ย่อมกล้าให้ค้น โดยเฉพาะหากของที่ไม่ควรอยู่ถูกย้ายไปก่อนแล้ว นางจึงถามเป็นครั้งแรก“ท่านอำมาตย์ใหญ่ ข้าขอถามสักเรื่องได้หรือไม่”หลัวเฉิงกวงหันมาหา “คุณหนูเสิ่นถามเถิด”“คลังตระกูลหลัวใช้เก็บอะไรเป็นหลัก”“เสบียงแห้ง สมุนไพร วัตถุดิบสำหรับกองทัพ และสินค้าบางชนิดที่ตระกูลหลัวรับเหมาส่งให้ราชการ”“มีห้องสำหรับกักคนหรือไม่”เ
อำมาตย์ใหญ่หลัวเฉิงกวง เช้าวันรุ่งขึ้น พระราชวังเงียบกว่าปกติ แต่ความเงียบนั้นไม่ได้หมายถึงความสงบ ข่าวการเสียชีวิตของจ้าวเหวินฉางยังถูกปิดไว้ในวงแคบ เซียวจื่อเหิงสั่งไม่ให้เจ้าหน้าที่กรมอาญานำเรื่องออกไปประกาศ และให้คนของตนเฝ้าคลังตระกูลหลัวตั้งแต่เมื่อคืนโดยไม่แสดงตัว ไม่มีการบุกค้นทันที เพราะคนที่เป็นเจ้าของคลังไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา เขาคืออำมาตย์ใหญ่หลัวเฉิงกวง ขุนนางผู้มีตำแหน่งสูงจนแม้แต่เสนาบดีหลายกรมยังต้องเกรงใจหลัวเฉิงกวงรับราชการมานานกว่ายี่สิบปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงในราชสำนักมาหลายครั้ง มีลูกศิษย์อยู่ตามหัวเมือง มีขุนนางที่เคยได้รับการสนับสนุนจากเขากระจายอยู่แทบทุกกรม และที่สำคัญ เขามีภาพลักษณ์ของขุนนางผู้สุขุม รอบคอบ ไม่เคยพูดเกินหน้าที่ และไม่เคยเปิดเผยความทะเยอทะยานต่อหน้าผู้ใดเยว่หลิงเคยได้ยินชื่อของเขาจากซูเหวินหลันหลายครั้ง แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่นางจะได้เห็นบุรุษผู้นี้ใกล้ ๆ ฮ่องเต้ยังไม่แข็งแรงพอจะออกว่าราชการตามปกติ จึงมีรับสั่งให้ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับคดีตระกูลเสิ่นเข้าเฝ้าที่ตำหนักด้านในแทน เซียวจื่อเหิงยืนอยู่ด้านข้างพระแท่







