LOGINเธอเลือกเฉพาะสิ่งจำเป็น จากนั้นจึงฉีกชายเสื้อด้านในออกมาพันข้อเท้าเพื่อพยุง แม้ไม่มีอุปกรณ์ครบ แต่ดีกว่าปล่อยให้ข้อเท้าเคลื่อนไหวมากเกินไป หลังจัดการบาดแผล เอมี่นั่งพักชั่วครู่ใต้ต้นไม้ เธอหยิบปิ่นเงินจากสัมภาระขึ้นมามองผิวโลหะที่สะท้อนภาพได้เลือนราง
ใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตรงหน้า เอมี่นิ่งไป หญิงในเงาสะท้อนอายุไม่น่าถึงยี่สิบ ใบหน้าเรียว รูปตางดงาม ผิวขาวซีดเพราะเสียเลือด ริมฝีปากแทบไม่มีสี แม้จะเต็มไปด้วยรอยเปื้อนและบาดแผล แต่ยังมองออกว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างมาก
ไม่ใช่ใบหน้าของเธอ เอมี่แตะแก้มตัวเอง หญิงสาวในเงาสะท้อนทำตาม นิ้วของเธอสั่นเล็กน้อยเป็นครั้งแรก
“เสิ่นเยว่หลิง”
เธอเรียกชื่อนั้น ความรู้สึกบางอย่างสะท้อนกลับมาในอก นี่คือร่างของหญิงสาวคนหนึ่งจริง ๆ หญิงที่กำลังหนีตาย หญิงที่ครอบครัวถูกกล่าวหาเป็นกบฏ หญิงที่ถูกคู่หมั้นทอดทิ้งทันทีเมื่อหมดประโยชน์ และหญิงที่รถม้าตกจากหน้าผาจนควรเสียชีวิตไปแล้ว
เอมี่วางปิ่นลง จากนั้นความคิดหนึ่งทำให้เธอตัวเย็น หากความทรงจำสุดท้ายของเสิ่นเยว่หลิงคือรถม้าตกเขา และเอมี่ตื่นขึ้นมาหลังจากนั้น ก็หมายความว่าเจ้าของร่างเดิมอาจตายไปแล้ว เหมือนกับเอมี่ หยาง ที่ตายจากอุบัติเหตุในอีกโลกหนึ่ง
หญิงสองคน หน้าผาสองแห่ง อุบัติเหตุสองครั้ง และความตายเกิดขึ้นแทบจะในลักษณะเดียวกัน เอมี่เงยหน้ามองท้องฟ้า
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”
ไม่มีใครตอบ เธอเคยเป็นคนเชื่อในวิทยาศาสตร์ เหตุผล หลักฐาน และสิ่งที่พิสูจน์ได้ หากมีคนเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟังเมื่อวาน เธอคงแนะนำให้ไปพบแพทย์ แต่ตอนนี้หลักฐานทั้งหมดอยู่บนตัวเธอ เสื้อผ้า ใบหน้า ความทรงจำ รถม้า และป่าที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับโลกเดิม
เอมี่ก้มมองมือตัวเองอีกครั้ง ความกลัวแล่นผ่านเข้ามา แต่เพียงไม่นานมันก็ถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ถ้าเธอยังมีชีวิต ก็ต้องอยู่ต่อ จะอยู่ในโลกไหนก็ไม่สำคัญ ก่อนอื่นต้องรอดออกจากป่านี้ให้ได้ แต่ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังมาจากเหนือเนินเขา เสียงคน เอมี่รีบหมอบต่ำหลังพุ่มไม้ ไม่นานเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังใกล้เข้ามา
“ค้นให้ทั่ว!”
เสียงผู้ชายตะโกน
“รถตกลงมาตรงนี้ นางต้องอยู่ไม่ไกล!”
เอมี่หรี่ตาลงทันที น้ำเสียงนั้นไม่ได้ฟังเหมือนคนมาตามช่วย อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ถ้าพบคุณหนูเสิ่นล่ะ”
คำตอบตามมาโดยแทบไม่ต้องรอ
“คำสั่งคืออย่าให้นางกลับถึงเมืองหลวง”
เอมี่นิ่งสนิท ความจริงอีกอย่างชัดเจนขึ้นในทันที รถม้าของเสิ่นเยว่หลิงอาจไม่ได้ตกเขาเพราะโชคร้าย มีคนตามฆ่านางจริง ๆ เธอถอยหลังช้า ๆ ไม่ให้กิ่งไม้เกิดเสียง มือข้างหนึ่งกำมีดสั้นที่เพิ่งหยิบจากซากรถม้าแน่น เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ร่างกายนี้อ่อนแอ บาดเจ็บ แทบไม่มีแรง แต่คนที่อยู่ข้างในไม่ใช่เสิ่นเยว่หลิงคนเดิมอีกต่อไป เอมี่ หยาง เคยผ่านการฝึกเอาตัวรอด เคยอยู่ในพื้นที่ที่ศัตรูถืออาวุธ เคยเรียนรู้ว่าหากกำลังน้อยกว่า อย่าปะทะตรง ๆ ใช้พื้นที่ ใช้เวลา และใช้ความคิด
เธอเหลือบมองแนวลำธารด้านล่าง ก่อนตัดสินใจเคลื่อนตัวออกจากจุดนั้นอย่างเงียบที่สุด ขณะก้าวผ่านต้นไม้ ความทรงจำอีกสายหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ใบหน้าของบิดา เสนาบดีเสิ่น ชายผู้กอดลูกสาวคนเล็กพร้อมบอกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไร เขาจะปกป้องนาง บัดนี้เขากลับถูกคุมขังในข้อหากบฏ
ส่วนลูกสาวกำลังถูกคนตามฆ่าเพื่อไม่ให้กลับเมืองหลวง เอมี่ชะงักเพียงชั่วครู่ ชีวิตนี้ไม่ใช่ของเธอมาตั้งแต่ต้น แต่ในเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอยู่ในร่างนี้ เรื่องของเสิ่นเยว่หลิงก็คงหนีไม่พ้นกลายเป็นเรื่องของเธอเช่นกัน เธอกำมีดแน่นขึ้น
“เอาละ” น้ำเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ “ใครจะฆ่าใคร คงต้องดูกันอีกที”
เสียงค้นหายังดังอยู่ด้านหลัง เอมี่เร่งเดินลึกเข้าไปในป่า ทั้งที่ทุกย่างก้าวทำให้ข้อเท้าเจ็บจนแทบทรุด แต่เธอไม่หยุด เพราะตอนนี้เอมี่เข้าใจชัดเจนแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เอมี่ หยาง จากโลกเดิมอาจตายไปในคืนฝนตก และหญิงสาวที่ชื่อเสิ่นเยว่หลิงก็ตายไปพร้อมกับรถม้าที่ตกจากหน้าผาเช่นกัน
แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่มีวิทยาศาสตร์ใดอธิบายได้ เธอกลับลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในร่างของคุณหนูเสิ่นเยว่หลิง หญิงสาวที่ควรตายไปแล้ว และกำลังถูกใครบางคนตามล่าไม่ให้มีโอกาสกลับไปมีชีวิตอีกครั้ง
เจ้าสาวที่ถูกทอดทิ้ง
สายลมเย็นพัดผ่านป่าลึกจนใบไม้เสียดสีกันเป็นระลอก เสิ่นเยว่หลิงหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่ รอจนเสียงฝีเท้าของคนไล่ล่าค่อย ๆ ห่างออกไปจึงกล้าหายใจเต็มปอด
ร่างกายยังเจ็บระบม แต่สิ่งที่หนักกว่าบาดแผลคือความทรงจำที่ยังไหลเข้ามาไม่หยุด
ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับนางกำลังย้อนกลับไปใช้ชีวิตในวันนั้นอีกครั้ง
สามเดือนก่อนอุบัติเหตุ
จวนเสนาบดีเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความคึกคัก เรือนด้านในถูกประดับด้วยผ้าแดงและโคมมงคล เพราะอีกไม่นานคุณหนูคนเล็กของตระกูลเสิ่นจะเข้าพิธีอภิเษกกับองค์ชายรองเซียวเฉิงเยี่ย
“คุณหนู ทรงส่งผ้าไหมจากแคว้นซีมาให้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
สาวใช้ยิ้มกว้างพลางคลี่ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนออกมา
อำมาตย์ใหญ่หลัวเฉิงกวง เช้าวันรุ่งขึ้น พระราชวังเงียบกว่าปกติ แต่ความเงียบนั้นไม่ได้หมายถึงความสงบ ข่าวการเสียชีวิตของจ้าวเหวินฉางยังถูกปิดไว้ในวงแคบ เซียวจื่อเหิงสั่งไม่ให้เจ้าหน้าที่กรมอาญานำเรื่องออกไปประกาศ และให้คนของตนเฝ้าคลังตระกูลหลัวตั้งแต่เมื่อคืนโดยไม่แสดงตัว ไม่มีการบุกค้นทันที เพราะคนที่เป็นเจ้าของคลังไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา เขาคืออำมาตย์ใหญ่หลัวเฉิงกวง ขุนนางผู้มีตำแหน่งสูงจนแม้แต่เสนาบดีหลายกรมยังต้องเกรงใจหลัวเฉิงกวงรับราชการมานานกว่ายี่สิบปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงในราชสำนักมาหลายครั้ง มีลูกศิษย์อยู่ตามหัวเมือง มีขุนนางที่เคยได้รับการสนับสนุนจากเขากระจายอยู่แทบทุกกรม และที่สำคัญ เขามีภาพลักษณ์ของขุนนางผู้สุขุม รอบคอบ ไม่เคยพูดเกินหน้าที่ และไม่เคยเปิดเผยความทะเยอทะยานต่อหน้าผู้ใดเยว่หลิงเคยได้ยินชื่อของเขาจากซูเหวินหลันหลายครั้ง แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่นางจะได้เห็นบุรุษผู้นี้ใกล้ ๆ ฮ่องเต้ยังไม่แข็งแรงพอจะออกว่าราชการตามปกติ จึงมีรับสั่งให้ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับคดีตระกูลเสิ่นเข้าเฝ้าที่ตำหนักด้านในแทน เซียวจื่อเหิงยืนอยู่ด้านข้างพระแท่
เยว่หลิงใช้ไม้สะอาดเปิดดูด้านในกระพุ้งแก้ม มีรอยถลอกเล็ก ๆ“ถ้าเขาถูกบังคับให้กลืนของเหลว ขอบภาชนะหรือมือคนจับอาจทำให้เกิดรอยแบบนี้”หมอเฉินพยักหน้า “และพิษยังเหลือในกระเพาะมาก”“ใช่ แสดงว่าได้รับไม่นานก่อนเสียชีวิต”เยว่หลิงหยุดครู่หนึ่ง “ถ้าฆ่าตัวตายเอง เขาต้องมีเหตุผลและโอกาสเตรียมพิษ แต่ตอนนี้หลักฐานแสดงว่าเขาถูกคนอื่นควบคุมก่อนตาย”เซียวจื่อเหิงมองเจ้าหน้าที่ชันสูตร “เขียนลงไป”“พ่ะย่ะค่ะ”เยว่หลิงกลับไปดูตัวอย่างในถ้วย หลังทิ้งไว้ระยะหนึ่ง ตะกอนในถ้วยที่เติมน้ำด่างแยกตัวออกชัดขึ้น หมอเฉินหยิบตะเกียงเข้ามาใกล้“สีนี้…”เยว่หลิงถาม“ท่านเคยเห็น?”“เคยในยาฆ่าแมลงกับยาพิษที่ใช้กำจัดสัตว์เล็กบางชนิด แต่ไม่แน่ใจว่าเหมือนกัน”“มีที่ใดขาย”“ร้านยาบางแห่งไม่กล้าขายทั่วไป ต้องซื้อผ่านคลังวัตถุดิบ”คำว่า “คลัง” ทำให้เยว่หลิงนึกถึงเศษกระดาษในมือผู้ตาย คลัง...นางหยิบเศษนั้นออกมาดูอีกครั้ง“เขาอาจพยายามทิ้งชื่อสถานที่ไว้”เซียวจื่อเหิงถาม “แต่มีแค่คำว่าคลัง”“เรามีอย่างอื่น
“คนของกรมอาญาคนนั้นอยู่ไหน”“หลบไปก่อนกระหม่อมจะมาถึงพ่ะย่ะค่ะ แต่มีคนจำหน้าได้”“ตามตัว”“พ่ะย่ะค่ะ”เยว่หลิงกลับมาสนใจศพต่อ รอยมัดที่ข้อมือหมายความว่าจ้าวเหวินฉางอาจถูกควบคุมตัวก่อนเสียชีวิต แต่ยังต้องหาว่าอยู่ที่ใด นางตรวจเสื้อผ้าของผู้ตายอย่างละเอียด ด้านหลังเสื้อมีฝุ่นสีเทา ชายกางเกงมีโคลนแห้ง รองเท้าด้านซ้ายติดเศษฟางสั้น ๆ ที่สำคัญคือบริเวณแขนเสื้อด้านในมีผงสีเหลืองอมน้ำตาลละเอียดติดอยู่“หมอเฉิน ดูนี่”ชายชราเข้ามา “เหมือนผงยา”“หรือเศษวัตถุดิบจากที่เก็บของ”เยว่หลิงใช้นิ้วผ่านผ้ารองแตะเบา ๆ เนื้อผงหยาบกว่าฝุ่นธรรมดา มีกลิ่นฉุนเล็กน้อย“เก็บแยก”เซียวจื่อเหิงถาม “เจ้าคิดว่าเขาถูกพาไปที่คลังยา?”“ยังไม่แน่”“แล้วอะไรทำให้สงสัย”“คนที่ถูกจับไปสอบโดยอ้างว่าเป็นกรมอาญา ปกติควรถูกพาไปที่ว่าการ ไม่ใช่ไปสถานที่ที่มีฟาง ฝุ่นแร่ และผงวัตถุดิบติดเสื้อ”เยว่หลิงชี้รองเท้า“ดูพื้นรองเท้า”องครักษ์ยกตะเกียงเข้ามาใกล้ มีเศษเมล็ดเล็ก ๆ สีดำติดอยู่ตรงร่องรองเท้า หมอเฉินเพ่งดู
เยว่หลิงกับเซียวจื่อเหิงสบตากัน อาจยังมีสิ่งเหลืออยู่ แต่คนที่ตอบคำถามได้มากที่สุดกลับไม่สามารถพูดได้อีกแล้ว เพียงไม่กี่ชั่วยามหลังฮ่องเต้สั่งรื้อคดี คนที่เชื่อมโยงทั้งหลักฐานกบฏและเส้นทางเสบียงก็ถูกนำออกจากบ้านด้วยคำสั่งปลอม แล้วกลายเป็นศพก่อนจะถึงมือองค์รัชทายาท เซียวจื่อเหิงกำมือแน่น“พวกมันลงมือเร็วกว่าที่คิด”เยว่หลิงมองเอกสารในกล่องไม้ ก่อนเก็บชื่อจ้าวเหวินฉางเข้าไปในความทรงจำ คนตายพูดไม่ได้ แต่ ร่างกายของคนตายยังทิ้งร่องรอย และหากผู้ฆ่าคิดว่าการปิดปากพยานจะทำให้ทุกอย่างจบลง พวกเขากำลังประเมินนางต่ำเกินไป พยานสำคัญคนแรกถูกฆ่าก่อนถึงมือรัชทายาทแล้วจริง ๆ แต่สำหรับเสิ่นเยว่หลิง นี่ไม่ใช่จุดจบของ ร่องรอย มันคือจุดเริ่มต้นของการตามหาคนที่รีบร้อนจนต้องฆ่าเขา.รอยมือของคนตายรถม้าขององค์รัชทายาทหยุดลงตรงตรอกแคบหลังตลาดตะวันตกในเวลาที่ท้องฟ้าเริ่มมืดบริเวณโดยรอบถูกทหารปิดไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่มีชาวบ้านได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ รถม้าคันหนึ่งจอดเอียงอยู่ข้างกำแพง ประตูด้านข้างเปิดค้าง ภายในมีร่างของชายวัยกลางคนนอนตะแคงอยู่บนพื้น เยว่หลิงลง
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนส่งหลักฐาน”“ท่านพ่อเคยพูดว่าคนส่งเอกสารจากชายแดนมีเจ้าหน้าที่คลังรวมอยู่ด้วย ข้าต้องตรวจชื่อกับสำนวนคดี”“เจ้าจะไปหาองค์รัชทายาท?”“ตอนนี้”เยว่หลิงเก็บเอกสารทันที แต่ก่อนจะออกจากตำหนัก คนของเซียวจื่อเหิงกลับมาถึงก่อน องค์รัชทายาทเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้ากำลังตามหาเจ้า”เยว่หลิงลุกขึ้น “ข้าก็กำลังจะไปหาพระองค์”เขามองกล่องไม้บนโต๊ะ “นั่นอะไร”เยว่หลิงลังเลเพียงครู่ ก่อนตัดสินใจ ตอนนี้สถานการณ์เดินเร็วเกินกว่าจะเก็บข้อมูลไว้คนเดียว“เอกสารที่ท่านพ่อฝากให้ก่อนถูกจับ”เซียวจื่อเหิงเข้ามาทันที “เหตุใดเพิ่งบอก”“เพราะก่อนหน้านี้ข้ายังไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน และไม่รู้ว่าไว้ใจใครได้เพียงใด”“ตอนนี้ไว้ใจข้าแล้ว?”เยว่หลิงมองเขา “พอประมาณ”ซูเหวินหลันหลุดหัวเราะ เซียวจื่อเหิงกลับไม่ได้ถือสา “มีอะไรสำคัญ”เยว่หลิงส่งรายชื่อให้ “คนนี้ จ้าวเหวินฉาง”ชายหนุ่มมองชื่อแล้วแววตาเปลี่ยน “เจ้ารู้จักเขา?”“ไม่ แต่ท่านพ่อบันทึกว่าเขาเคยขอพบเรื
ขุนนางที่สนับสนุนเซียวจื่อเหิงถูกกำจัดออกทีละคน คนของตนแทรกเข้าไปแทน เซียวเฉิงเยี่ยได้รับอำนาจมากขึ้น แม้แต่คดีตระกูลเสิ่นก็กำลังจะจบลงในเวลาไม่นาน แต่เสิ่นเยว่หลิงกลับมีชีวิตกลับมา ไม่เพียงกลับมา ยังเข้าไปแตะพระโอสถ เปลี่ยนการรักษา ทำให้ฮ่องเต้ฟื้น และขุดราชโองการที่ควรจะกลายเป็นเรื่องจบไปแล้วขึ้นมาอีกครั้ง“คนของเราในสำนักหมอหลวงล่ะ”ขันทีเฒ่าคนหนึ่งเงยหน้า“ตอนนี้องค์รัชทายาทให้คนเฝ้าห้องพระโอสถทุกทางพ่ะย่ะค่ะ การติดต่อยากขึ้นมาก”“ข้าไม่ได้ถามเรื่องติดต่อ ข้าถามว่าเอกสารที่ต้องหาย หายหรือยัง”ขันทีนิ่งไป “บางส่วนพ่ะย่ะค่ะ”เผยจิ้งหรงหันขวับ “บางส่วน?”“เพราะองค์รัชทายาทปิดห้องเร็วเกินไป ก่อนหน้านี้กระหม่อมไม่ทราบว่าจะทรงสั่งเก็บทุกอย่างเป็นหลักฐาน”พระนางหลับตาชั่วครู่ ก่อนกล่าวเสียงต่ำ “คนที่แก้ปริมาณยา?”“ยังไม่ถูกจับพ่ะย่ะค่ะ”“ให้ออกไปจากเมืองหลวง”ขันทีเฒ่ารับคำทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“แล้วคนที่เกี่ยวกับราชโองการตระกูลเสิ่น”คราวนี้เขาไม่ตอบในทันที เผยจิ้งหรงหรี่ตา “พูด”“มีอยู่หลายค







