Masuk”แน่นอนว่าทั้งตัวข้าไม่มีหลักฐานแต่ข้าพร้อมจะพิสูจน์“ นางมองเห็นบุรุษชุดแดงเดินออกมาจากศาลาศาลร้องทุกข์ด้วยใจมาดหมาย
”ใต้เท้าอวี๋เจ้าค่ะ“ ถิงถิงเป็นคนกระซิบบอก …มาแล้วสินะฉากสำคัญ… ”แต่ข้าแค่เพียงขอร้องความเป็นธรรมจากศาลไทฟง ขอปกครองจวนที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวข้า เหตุใดท่านย่าจึงอยากขัดขวางหรือเจ้าคะ“ นางบีบน้ำตาออกมาให้มันไหลอัตโนมัติ ยิ่งร้องเท่าไหร่ยิ่งน่าสงสารมากเท่านั้น!! ”บ้านนั้นคือบ้านลูกชายข้า เจ้าเองต่อให้เป็นทายาทแต่ข้าเป็นมารดา แบ่งให้ข้าปกครองมันถึงจะถูก“ นางไม่สนสายตาเว้าวอนของหลานสาว อยากเปิดศึกนางก็จะทำให้ “แม่เฒ่าเซี่ยเจ้าช่างใจดำนัก แม่นางน้อยนี้ถูกถอนหมั้นจนไร้ที่พึ่งพา เจ้าเป็นย่าปกป้องลูกหลานถึงจะถูก” ชาวบ้านคนนึงเอ่ยอย่างเหลืออด “นางถูกจดหมายถอนหมั้นลงตราประทับว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ นางมีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หึ อันหนิง เจ้าเองยอมอยู่ในโอวาทคนแก่ในบ้านก็ไม่ต้องเจ็บตัวเช่นนี้” คำพูดแสนใจดำและไม่รู้สำนึกทำชาวบ้านรุมประนาม แต่ใครจะสน…ในบรรดาบุตรชายบุตรสาว เซี่ยฮุยหมิงบิดาของเซี่ยอันหนิง ร่ำรวยที่สุด! บ้านหลังใหญ่ที่สุด! ทั้งนางยังเชื่อว่าในบ้านต้องมีที่เก็บอัญมณีแน่นอน เรื่องอะไรต้องปล่อยให้หลุดมือ “หลบทางให้ใต้เท้า!” เสียงคนเฝ้าประตูศาลไทฟงตะโกนส่งสัญญาณว่าบัดนี้ผู้มีอำนาจตัดสินคดีอยู่ที่นี่แล้ว “ไม่ทราบว่า สกุลเซี่ยมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ มีอะไรหรือ” คนที่ยืนฟังมาพอสมควรแสร้งเอ่ยถามพร้อมมองดวงหน้าสตรีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แม้มีใบหน้าบวมช้ำ ความสวยของนางก็ไม่น้อยลงสักนิด “ใต้อวี๋…เอ่อ เกิดเรื่องไม่เข้าใจกันในครอบครัวนิดหน่อย ข้าเพียงแต่สั่งสอนบุตรหลาน ไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของท่าน” หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์รีบออกตัว ก่อนสั่งให้สาวใช้จับนางลุกขึ้น นางยอมลุกขึ้นตามแรงดึง ก่อนจะกวาดตามองคนในตระกูลทุกคน จดจำใบหน้าไว้ให้หมั่น “ขอตัวใต้เท้า…พานางกลับไปคุยกันที่จวน“ ฮูหยินเฒ่าพูดกับอวี๋ลี่หัวเสร็จ ก็หันไปสั่งการให้คนดึงนางออกไป นางหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ก่อนสบัดตัวออกสุดแรง วิ่งไปคุกเข่าด้านหน้าบุรุษที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายในยามนี้!! พึบ ”เรียนใต้เท้า ข้าถูกท่านป้า ท่านย่า ท่านอา วางยาพิษจนเป็นคนไร้ความสามารถเจ้าค่ะ“ นางพูดรวดเดียวจบจนคนพวกนั้นห้ามไม่ทัน ”อันหนิง!! เจ้าใส่ร้ายพวกข้า!!“ คนที่ไม่ทันระวังว่าหลานสาวยังมีแรงดื้อดึงตะโกนดังลั่น มืออวบชี้นิ้วมาที่นางอย่างโกรธจัด ”หยุด!!“ เสียงกำปนาทของอวี๋ลี่หัวทำคนทั้งหมดตัวสั่น “เจ้าต้องการให้ข้าสอบสวนหรือไม่” เขาก้มลงไปถามสตรีเรือนร่างบอบบางที่มีใบหน้าบวมช้ำนิ่งๆ “เจ้าค่ะ ข้าต้องการหลุดพ้นจากคนที่หมายเอาชีวิตข้า แม้ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในบ้าน แต่ข้าไม่อาจพึ่งพาใครได้นอกจากความยุติธรรม!!” แววตาแน่วแน่ของนางบงบอกว่านี่คือวิธีสุดท้ายแล้วจริงๆ “แต่เจ้าไม่มีหลักฐาน” ท่านย่าของนางยังคงข่มขู่ “หากข้าฟ้องร้องเจ้าโทษฐานกฏหมาย อกตัญญูต่อคนเฒ่าในบ้าน โทษเจ้าหนักนัก!!” แววตาอาฆาตแค่ไหนเซี่ยอันหนังไม่สน นางสนเพียงว่า นางจะคว้าโอกาสสุดท้ายเอาไวให้สุดความสามารถ “เป็นข้าหรือเป็นท่านที่มีอำนาจในการตัดสินคดี แม่เฒ่าเซี่ย หากท่านบริสุทธิ์ใจ ท่านเองก็ควรเข้าสู่ขบวนการยุติธรรม หรือว่า…ท่านเองกลัวว่าหลักฐานจะมัดตัวกันแน่” เขากวาดตามองทุกคนก่อนจะหันไปหาคนสนิท “ซุนกวงพาแม่นางเซี่ยเข้าไปลงบันทึกร้องทุกข์ กักตัวนางไว้ดูแลความปลอดภัย ลงตราประทับหนังสือ หากอยู่ในระหว่างการสอบสวน…“ เขากวาดตามองทุกคนด้วยสายตาคาดโทษ ”ห้ามผู้ใดในสกุลเซี่ยพูดจากับนาง หากข่มขู่หรือทำร้าย ให้ถือว่า…นางเป็นผู้ชนะคดีทันที!!”จบคำพูดของนาง นางสั่งให้คนมาไล่สองแม่ลูกนั้นออกไปทันที แต่คนไม่รู้สำนึก อย่างไรก็คิดไม่ได้อยู่วันยันค่ำ“เจ้าต้องไม่ตายดี!! เจ้าเนรคุณคนที่เลี้ยงดูเจ้าได้อย่างไร!!”“ข้าเป็นถึงมารดาขอพ่อเจ้าอย่างไรสมบัติบุตรชายข้า มันควรจะเป็นของข้าทั้งหมด!! เจ้าข้าเอ้ยย มาดูคนเนรคุณผู้นี้เร็วเข้า!!” นางกอดอกยืนมองคนสองคนที่พากันตะโกนด้วยแววตาอ่านยาก ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในจวน ไม่สนใจใยดีใดๆทั้งสิ้น!!“หากไม่ติดว่าสามีข้าเป็นผู้พิพากษา นางสองคนคงไม่ได้มาร้องแหกปากเช่นนี้แน่!!” นางไม่อยากเอาความเดือดร้อนมาใส่สามี จึงยอมเลิกลา ตั้งแต่คุณหนูใหญ่เซี่ยต้องโทษประหาร คนบ้านใหญ่ไร้ที่พักพิง มีเพียงเงินช่วยเหลือจากงบหลวงเดือนละ10ตำลึง พร้อมปลูกเพิงเล็กๆให้อยู่เท่านั้น ชีวิตทั้งสองคนจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับบุตรชายของอาหญิงนางแล้ว ว่าเขาจะกลับมาจากการค้าเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีให้คนบ้านใหญ่หรือจะเมินเฉยให้สมกับที่บ้านใหญ่ส่งแม่เขาไปตาย นั่นสุดแต่บุญแต่กรรม!!“ให้คนเตรียมอาหาร ข้าจะไปที่สุสานท่านพ่อท่านแม่และถิงถิง” เพราะตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก นางเตรียมชุดที่เรียบร้อย แม้ยังไม่เจอร่างของบิดาแต่นางทำป้ายดวงวิญญาณให้
คำรายงานนั้นทำทุกคนผุดลุกขึ้นยืน“เจ้าสี่ดูแลท่านย่ากับพ่อแม่ข้าด้วย!!” สั่งเสร็จเขารีบวิ่งออกไปทันที โดยมีนางตามมาติดๆ เท้าหนากำลังจะก้าวเข้าไปในกองเพลิง แต่นางดึงแขนแกร่งเอาไว้ก่อน“ในนั้นไม่มีสิ่งใดสำคัญเจ้าค่ะ” ครานี้เขาหันมามองนางเต็มสองตา“หมายความว่า…อย่างไร” ใจเขานึกภาวนาให้ไม่เป็นดั่งคิด แต่เหมือนกับว่าคำขอเขาจะไม่เป็นผล“ไฟรามไปถึงจวนเซี่ย เป็นความบังเอิญ เราก็แค่…จับคนวางเพลิงให้ได้เจ้าค่ะ” พูดจบนางยกยิ้มให้เขาทันที ก่อนจะเดินกลับไปนั่งรอด้วยความใจเย็น…รอให้เพลิงในใจสงบ“นางช่าง…น่ากลัวเหลือเกิน” เป็นองค์รัชทายาทที่ตามมาเอ่ยสมทบ และเขาเห็นด้วย“พระองค์เอง…ก็อย่าเผลอไปมีเรื่องกับนางเข้าหล่ะ!!” เขายกยิ้มมุมปาก ก่อนมองดูชาวบ้านและทหารช่วยกันตักน้ำมาดับไฟ แต่เหมือนว่ามันจะไม่ทันการณ์เมื่อตอนนี้ไฟลามไปถึงจวนใหญ่เซี่ยเรียบร้อย“ในเมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ข้าต้องตามจับคนร้ายตามหลักฐานสินะ” องค์รัชทายาทหันมาเอ่ยกับนาง นางจึงย่อตัวลงทำความเคารพ “แล้วแต่พระองค์จะกรุณาเพคะ” ท่าทางเช่นนั้นทำเขาขำ ก่อนนางจะได้ยินเสียงคนบ้านใหญ่ร้องโหยหวนมาจากตรอกด้านหลังหอสมุดของสามีนาง ทรัพย์สินที่มีถูกเผ
“ไม่นะ ถิงถิง อย่าทิ้งข้าไว้แบบนี้ ลืมตาตื่นมาข้ามีเพียงเจ้าคอยดูแล…อย่าทิ้งข้า ฮึก อย่าทิ้งข้าไป ฮือ~“ ลมหายใจสุดท้ายของบ่าวรับใช้แสนซื่อสัตย์ทำนางร้องไห้แทบขาดใจ ร่างกายทั้งร่างเครียดขึงจนอวี๋ลี่หัวรีบเข้ามาปลอบโยน“อันหนิง ถิงถิงไปสบายแล้ว” เสียงร้องไห้ของนางบาดหัวใจเขาจนเจ็บปวดไปหมด เหวินฟ่างกำดาบในมือแน่น ทั้งๆที่พึ่งได้ใช้ชีวิตปกติแท้ๆเชียว เหคุใดคนพวกนั้นจึงไม่ยอมเลิกลา“ฮึก~ ชีวิตหลังรอดตายข้ามีเพียงนาง” ใครบ้างในที่นี้ที่เห็นเซี่ยอันหนิงร้องไห้แล้วไม่ร้องตาม แม้แต่บุรุษอกสามสอกยังเบือนหน้าหนี ความเจ็บปวดที่นางมีมันบ่งบอกถึงว่าชีวิตนี้นางสูญสิ้นไปหมดแล้วดวงตาแดงก่ำกวาดมองดูคนงานที่บาดเจ็บร้องโอดโอยอยู่บนพื้น ข้าวของที่พังเละไม่มีชิ้นดีด้วยใจขึงโกรธ ”ซือหานเป็นช่างหล่ออัญมณีอันดับหนึ่ง เขาเสียมือไป จะ…ใช้ชีวิตเช่นไรหรือเจ้าคะ“ อย่าว่าแต่ซือหานเลยบางคนถึงกับโดนกรีดเอ็นข้อมือด้วยซ้ำ”คุณหนู ข้าอดทนได้ขอรับ คุณหนูอย่าได้ยอมแพ้ ทำเครื่องประดับต่อไป“ นางหลับตาลงด้วยความขมขื่น”ส่งคนออกไปตามหากลุ่มโจร ประกาศออกไปให้ทั่วเมืองหลวง ประนามคนชั่วช้าที่กล้าปล้นสายแร่ทองคำ ทำให้เซี่ยอันหน
”การที่ต้องเดาว่าคนที่นั่นจะจัดการข้าเช่นไร ยากชมัด ทำข้าหงุดหงิดไม่น้อย“ หลังเหวินฟ่างกลับมานางได้เปิดอกระบาย”ฮูหยินวางใจ ข้าและทุกคนยินดีปกป้องท่านเท่าชีวิต“ นางเห็นเช่นนี้ใช่ว่าจะอุ่นใจ นางไม่อยากให้ใครบาดเจ็บอีกแล้ว“หรือข้าควร…ถอยออกมา เพื่อให้คนบ้านใหญ่สงบใจไม่อาฆาตแค้นดี” นางควรแบ่งทรัพย์สินเพิ่ม แล้วลงสัญญาเลิกแล้วต่อกันไปดีหรือไม่ สุดท้ายคืนนั้นทั้งคืนนางเอาแต่คิดวกวนจนเผลอหลับเกือบค่อนแจ้ง จนกระทั่งสามีกลับมาตอนรุ่งสาง เขาไปราชการที่วังหลวง เมื่อคืนจึงไม่ได้กลับจวน“เหวินฟ่างบอกว่า เจ้ามีเรื่องที่คิดไม่ตก” มือหนากวาดปอยผมนางออกจากใบหน้านวล“เหตุใดจึงรายงานทุกอย่าง” ใบหน้าสวยหวานงอง้ำ“เป็นเรื่องที่ข้าสั่งเอาไว้เอง อยากช่วยเหลือคนบ้านใหญ่หรือ” นางส่ายหัว แน่นอนเรื่องนั้นนางไม่อยากช่วยสักนิด แต่ก็อดห่วงคนอื่นไม่ได้ ด้วยกลัวว่าคนพวกนั้นจะมาเจ็บตัวเพราะนาง เหมือนซือหานและถิงถิง“ข้าเพียงกลัวว่าความโลภเข้าครอบงำ จนจิตใจมืดบอด ทำร้ายคนที่ไร้หนทางสู้เท่านั้นเจ้าค่ะ” โลกเดิมนางเองก็ลังเลเช่นนี้ จนสุดท้ายคนพวกนั้นหมายเอาชีวิตนางสำเร็จ นางจะไม่ยอมให้ชะตาเดิมกลับมาอีกครั้งแน่นอน“ข้า
เหมือนคนที่คุยกันถูกคอมาเจอกัน ตอนนี้นางได้รับรู้อะไรหลายๆอย่างจนกระทั่งเหวินฟ่างส่งสัญญานออกมา นางจึงขอตัวกลับ และแจ้งว่าอีกไม่นานจะเปิดหน้าร้านให้สาวๆเข้าไปเลือกชมได้ตามสบาย หรือหากไม่สะดวกนางสามารถนำมาให้ขายแบบเดิมได้ ซึ่งทุกคนยินดี และอยากผูกสัมพันธ์กับนาง การค้าขายที่ราบรื่นส่งผลให้นางเริ่มมองหาหน้าร้าน และได้ความอนุเคราะห์จากฮูหยินอวี๋มารดาของสามีนาง ที่เปิดตลาดให้เช่าอยู่หลายตรอก นางจึงได้ห้องแถวทำเลดีมา “วันนี้ซือหานจะมาถึงใช่หรือไม่” นางที่กำลังออกแบบเครื่องแต่งกายของบุรุษและสตรีถามเหวินฟ่างทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ เพราะมั่นใจว่าคนข้างกายของนางไม่มีใครอื่นนอกจากเหวินฟ่าง“มาถึงแล้วเจ้าค่ะ อยู่ที่จวนเซี่ย” บัดนี้จวนเซี่ยใกล้เสร็จแล้ว และนางแบ่งห้องพักให้บ่าวรับใช้สองคนที่เป็นคนดั้งเดิมคือซือหานและถิงถิง“เช่นนั้นไปรับถิงถิงกันเถอะ” นางเตรียมเก็บของแต่ใครบางคนที่มาใหม่ทำนางน้ำตาซึม“คารวะคุณหนู” น่าตาสดใสของสาวใช้ข้างกายและการแต่งตัวที่ดีขึ้นทำนางอดจะดีใจไม่ได้จริงๆ“เหตุใดจึงไม่รอข้าไปรับ” สาวใช้จัดการเตรียมเครื่องหอมที่ทำเอาไว้ใส่ถุงโดยไม่ต้องมีใครบอก“ตอนนี้คุณ
ตลอดทั้งคืนที่นางถูกเขาตักตวงความหอมหวาน ยอมรับว่ามันหวานล้ำดั่งกลีบผกาแรกแย้ม นางทั้งรุกทั้งรับเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ แสดงความหัวไวในการที่เขาสอน แถมยังต้อนเขาจนมุมในบางครา นาง…ช่างฉลาดและเฉลียวทุกเรื่อง“นอนเสีย ข้าดูสำนวนคดีนี้หน่อย” ตอนนี้เป็นเวลาค่อนคืนที่บทรักพึ่งสงบ เขาดึงตะกร้าใส่สำนวนคดีมาเปิดดูทั้งๆที่นางนอนทับบนแขนแกร่งอยู่ ส่วนตัวเขานอนพิงหัวเตียงปล่อยให้นางลูบหน้าอกที่มีแต่กร้ามเนื้อเล่น“เหตุใดจึงดื้อนักหืม” เขาถามพร้อมจับมือบางมาพรมจูบ“ข้าแค่เพลินไปหน่อย กำลังช่วยท่านดูสำนวนคดีนี้อยู่” เขาอ่านนางก็ช่วยอ่าน เห็นความสงสัยในหลายจุด“คดีนี้ทำไมหรือ” คดีที่อยู่ในมือเขาตอนนี้เป็นคดีที่สะเทือนขวัญคนทั้งเมืองพอสมควร เมื่อตอนนี้จู่ๆ ก็มีเด็กจมน้ำติดต่อกันวันละหลายคน หรือบางทีก็มีเด็กถูกลักพาตัวและพบเจอแบบไม่มีลมหายใจ ทั้งยังมีจุดเดียวที่พบศพ ใครบ้างไม่สงสัย ยิ่งคนเป็นพ่อแม่ที่สะเทือนใจจนต้องพึ่งยา นั่นถือว่าหนักพอสมควร“ข้าเชื่อว่าสำนวนคดีเล่มอื่น ก็ต้องระบุว่าเด็กตายมากมายเช่นนี้ จึงมีคนในบ้านเสียใจจากการจากไปจนล้มป่วย จากนั้น เหล่าแพทย์ก็จะเบิกยาซุนกุ่น ที่ช่วยเรื่องนอนหลับสบาย







