LOGINกลิ่นเนยและน้ำตาลของขนมอบที่หอมกรุ่น คงชวนให้ผู้มาเยือนนึกอยากลองลิ้มชิมรสขนมอบชิ้นเล็กที่เพิ่งถูกนำออกมาจากเตาอบไม่น้อย แต่หากเหตุที่จำต้องมาเยือนเป็นเรื่องสำคัญและก่อให้เกิดความเครียด ขนมอบตรงหน้าก็ดูจะไร้ความน่าสนใจไปในชั่วพริบตา
“คุณมาทำอะไรที่นี่?” ดวงตาสีนิลที่ส่องประกายสดใสและเป็นสุขจนถึงเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปในบัดดล เมื่อหันมาพบนายแพทย์พิรุณ
“เมื่อคืนวาน มีขโมยขึ้นบ้านแม่เลี้ยงของผม...” น้ำเสียงที่ติดจะขุ่นเคืองเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไม่ใส่ใจคำถามของนิลกาฬที่เอ่ยขึ้นเมื่อครู่แม้แต่น้อย
“แล้วคุณมาบอกฉันทำไม” ใบหน้าหวานตึงขึ้นในทันที ก่อนจะเอ่ยถามเสียงกร้าวกระด้าง
“น่าแปลกนะ ที่แทบจะไม่มีของมีค่าอะไรหายไปเลย” เขาเอ่ยต่อเรียบๆ
“...ก็ถือว่าเป็นโชคดี”
“คงใช่ เพราะของที่หายไปก็มีแต่อัลบั้มภาพเก่าๆ...แล้วก็ข้าวของเก่าๆเกี่ยวกับน้องสาวของผมที่ตายไปแล้ว”
“คุณต้องการจะพูดอะไรกันแน่!”
“นั่นสินะ ผมต้องการจะพูดอะไรกันแน่?” น้ำเสียงเรียบๆที่ติดจะเยาะหยันในปลายประโยคเอ่ยลอยลม ก่อนจะวางภาพถ่ายใบเก่าที่หลงเหลือจากการถูกขโมย เพราะบัวบูชานำไปเก็บไว้ใต้หมอนที่ตัวเองหนุนนอนอยู่ทุกคืนลงบนโต๊ะทำขนมอย่างไม่ใส่ใจนัก
ภาพเด็กหญิงวัยสิบขวบที่มีรอยยิ้มกระจ่างใสปรากฏแก่สายตาของคนตรงหน้า และแม้วันเวลาที่เลยผ่านจะทำให้ภาพถ่ายนั้นลบเลือนตามกาลเวลา แต่รอยยิ้มของเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความสุขในอ้อมแขนของคนเป็นแม่แท้ๆกลับไม่จางหายไปในความรู้สึกของคนมอง
นิลกาฬเม้มปากเข้าหากันแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ที่ไร้ความคงที่ของตัวเองให้สงบนิ่งและเยือกเย็นเช่นที่ควรจะเป็นเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
“คุณจะทำลายมันเหมือนภาพอื่นๆที่คุณทำลายไปก็ได้ แต่คุณไม่มีวันลบความจริงออกไปได้หรอกนะ! สุดท้ายในสักวันความจริงพวกนั้นก็จะย้อนกลับมา” นายแพทย์หนุ่มบอกอย่างเยาะหยัน
เมื่อคืนวานหลังจากที่ออกจากห้องผ่าตัด เขาก็ได้รับโทรศัพท์สายตรงจากมารุตที่ติดต่อมาเพื่อแจ้งถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ในตอนแรกนายแพทย์หนุ่มก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับเรื่องราวที่เกิด เพราะหากทุกคนในครอบครัวยังปลอดภัยดี ทรัพย์สินมากมายที่หายไปก็คงไม่มีค่าอะไรในความรู้สึกของชายหนุ่ม
แต่เมื่อกลับไปถึงที่บ้านในตอนสายของวัน และพินิจพิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมถึงข้าวของที่เสียหายหรือถูกทำลายไปกลับพบว่า มีเพียงเอกสารหลักฐานรวมไปจนถึงภาพถ่ายเก่าๆที่ระบุตัวตนของไพลินเท่านั้นที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย และเพราะมันเกี่ยวพันกับความจริงบางอย่างที่เฝ้าตามหามากว่าสิบสามปี นายแพทย์พิรุณจึงเชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเองอย่างที่สุด
ว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความบังเอิญ!
“คุณหมอพูดว่า ‘สักวัน’ ใช่ไหมคะ” นิลกาฬปรายตามองภาพถ่ายที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง ก่อนเอ่ยถามในสิ่งที่คิด
“ผมเชื่อแบบนั้น”
“แต่ก็คงยังไม่ใช่ ‘วันนี้’ … เชิญคุณออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว!” นิลกาฬบอกเสียงกระด้าง ก่อนจะผายมือไปยังทิศทางที่เป็นประตูทางออกทันที
“คุยอะไรกันอยู่ ทั้งสองคน” เสียงทุ้มที่ดังมาก่อนตัวของนายแพทย์มังกรผู้เป็นประมุขของบ้าน ทำให้คนที่เพิ่งออกปากไล่แขกผู้มาเยือนชะงักไป
เพียงครู่เดียวร่างสูงของผู้อาวุโสก็เดินเข้ามาภายในห้องครัวกว้างของบ้าน ก่อนจะตบบ่านายแพทย์หนุ่มอย่างรักใคร่เอ็นดูตามประสา
“ไม่มีอะไรค่ะ...แต่เห็นคุณหมอเรนเปรยๆว่าจะกลับแล้ว” นิลกาฬเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะกำภาพถ่ายที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะไว้ในมือทันที ราวกับกลัวว่าผู้มาใหม่จะเห็นภาพถ่ายนั้น
“อ้าว! ไหนวันนี้หมอเรนบอกว่า จะขอมากินข้าวเที่ยงกับลุงแล้วก็ยายนิลไม่ใช่หรือไง” นายแพทย์มังกรเอ่ยถามหลานชายคนโปรดทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าของบุตรสาว
“ครับ...นึกได้ว่ามีธุระด่วน กำลังจะเดินไปบอกลุงกรพอดี” นายแพทย์พิรุณเอ่ยตอบรับเรียบๆ ก่อนจะปรายตามองมือบางที่กำภาพถ่ายไว้แน่นอย่างผู้มีชัยแล้วเอ่ยต่อ “คุณนิลเป็นคนคุยสนุกมากนะครับ วันหลังผมคงต้องขออนุญาตลุงกรมาที่นี่บ่อยๆแล้วละครับ”
“มาๆ! ยายนิลน่ะเขาเพื่อนน้อย ถ้าได้เรนมาเป็นเพื่อนอีกคนก็ดี” นายแพทย์มังกรบอกกลั้วหัวเราะ
“ไว้ผมจะแวะมาบ่อยๆครับ” นายแพทย์พิรุณตอบกลับ ก่อนจะสนทนากับผู้สูงวัยที่เคารพรักเสมือนบุพการีแท้ๆอีกเล็กน้อยแล้วขอแยกตัวกลับออกมา
ประตูบ้านที่ถูกออกแบบสไตล์ยุโรปที่ก้าวผ่านออกมายังคงติดค้างในความรู้สึก คำถามมากมายและท่าทีของนิลกาฬทำให้นายแพทย์หนุ่มรับรู้ได้ในทันที ว่าเขาคิดไม่ผิดแม้แต่นิดเดียวเกี่ยวกับเธอคนนี้ สักวันเขาจะต้องรู้ให้ได้ ว่าผู้หญิงคนนี้เก็บซ่อนความลับอะไรเอาไว้? และเธอเกี่ยวข้องอย่างไรกับอดีตในครอบครัวเขาเมื่อสิบสามปีก่อน
‘ความลับไม่เคยมีจริง...และอีกไม่นานความจริงทุกอย่างจะต้องถูกเปิดเผย’
ร่างบางระหงที่ตัดสินใจทิ้งงานประมูลอัญมณีที่แสนน่าเบื่อเพื่อกลับมาหาใครบางคนที่เธอกำลังคิดถึงสุดหัวใจ หยุดยืนอยู่หน้าประตูเพนซ์เฮ้าส์ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว น่าแปลกที่เสี้ยวหนึ่งของห้วงความรู้สึกกลับนึกย้อนไปในวันแรกที่เธอหอบหิ้วกระเป๋าใบโตมาที่นี่วันที่เป็นจุดเริ่มต้นระหว่างเธอและมารุต คำตอบที่ได้รับจากกณิกา ทำให้คนที่ค้นคว้าหาความหมายของความรักอยู่เนิ่นนานเริ่มตระหนักถึงความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า...แม้มารุตจะไม่ได้เป็นผู้ชายในนิยายที่ดีพร้อมไปทุกสิ่ง แต่เขาคือผู้ชายที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอกลายเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เธอรักมารุตจนสุดหัวใจ! ภาพวาดสีน้ำมันกว่าสามสิบรูปที่ถูกติดไว้ตามมุมต่างๆของเพนซ์เฮ้าส์ที่ปรากฏแก่สายตาในวินาทีแรกที่เปิดประตูเข้ามา ทำให้ผู้มาเยือนเผลอคลี่ยิ้มออกมาอย่างง่ายดาย พลอยชมพูกวาดสายตามองภาพวาดของตัวเองในอิริยาบถต่างๆด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะต้องยิ้มกว้างกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายเท่า เมื่อเห็นร่างสูงของคนป่วยที่ลางานนอนอยู่บ้านทั้งวัน กำลังยืนรอเธออยู่กลางห้องกว้างพร้อมช่อดอกลิลลี่สีขาวขนาดให
สามเดือนต่อมา... ห้องประชุมหรูชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานคร ถูกเลือกให้ใช้เป็นสถานที่จัดงานแสดงเครื่องประดับที่ดีที่สุดในภาคพื้นเอเชีย รวมทั้งยังเป็นสถานที่จัดงานประมูลอัญมณีหายากประจำปีอีกด้วย และแม้ปีนี้จะไม่มีอัญมณีหายากที่น่าจับตามองในงานประมูล แต่ประธานบริหารคนใหม่ของบริษัทอัญมณีชื่อดังที่กำลังมีกระแสอยู่ในขณะนี้ ก็สามารถเรียกได้ว่า ‘น่าจับตามอง’ ไม่แพ้กันพลอยชมพู มณีรัตนะ เจ้าของรางวัลนักธุรกิจที่น่าจับตามองที่สุดแห่งปี ในชุดเดรสสีขาวสะอาดตาที่ก้าวเดินเข้ามาภายในงาน กลับสามารถสะกดทุกสายตาให้เหลียวมองได้อย่างง่ายดาย เธอสวยพริ้มเพราราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่บอบบางน่าทะนุถนอม แต่ในเวลาเดียวกันเธอก็สง่างามและเต็มไปด้วยความเยือกเย็นจนน่าเกรงขามเช่นกัน“คุณพลอย เชิญไปนั่งด้วยกันทางด้านโน้นได้นะครับ” เสียงทุ้มของบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของพ่อค้าอัญมณีรายใหญ่จากเมืองกาญที่เอ่ยทักขึ้น ไม่ได้ทำให้ดวงหน้าหวานงามงดที่สงบนิ่งแปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย“ขอบคุณสำหรับคำชวน แต่ไม่ดีกว่าค่ะ” เธอเอ่ยตอบเรียบเรื่อยก่อนจะหมุนตัวไปอีกทางทันที โดยไม่คิดจะใส่ใจใบหน้าที่จืดเจือนลงของ
การ์ดสีหวานถูกวางลงบนโต๊ะทำงานกว้างที่เต็มไปด้วยแบบร่างเครื่องประดับชุดล่าสุดอย่างเบามือ ทำให้พลอยชมพูปรายตามองซองสีชมพูหวานแหววครู่หนึ่ง ก่อนจะช้อนตามองคนที่แอบเข้ามาในห้องทำงานของเธอโดยไม่ขออนุญาตแล้วเอ่ยถาม“งานแต่งใครอีกละคะ?”“ก็...คนแถวๆนี้หละ พลอยไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยนะ” มารุตเอ่ยคล้ายครุ่นคิด ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะทำงานกว้างมาหยุดอยู่ข้างกายของคนตรงหน้า แล้วสวมกอดร่างบอบบางไว้หลวมๆอย่างออดอ้อนตามประสา“ไม่ไปค่ะ” แม้กระหม่อมบางจะเอนอิงพิงร่างหนาของมารุตไว้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่ถ้อยคำปฏิเสธที่เอ่ยออกมากลับหนักแน่นและสงบนิ่งจนมารุตพูดไม่ออก“ครั้งที่หกแล้วนะ ใจร้าย!” มารุตแหวเสียงสูง เมื่อถูกปฏิเสธขึ้นหกครั้งในรอบสามเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะเงียบเสียงลงเมื่อดวงตาคู่หวานของคนที่อยู่ในอ้อมแขนปรายตามองมาอย่างไม่ชอบใจนัก“ไว้ครั้งที่เจ็ด พลอยจะไปด้วยก็แล้วกันค่ะ” เธอตอบปัด ก่อนจะเริ่มเลือกแบบเครื่องประดับที่วางอยู่บนโต๊ะต่อไป มารุตมองค้อนภรรยาคนงามในทันทีเมื่อรู้สึกถึงลำดับความสำคัญของตนเองที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าเริ่มมีสมาธิกับงานที่ทำ มารุตก็อดไม่ได้ที่จะลอบยิ
อุณหภูมิที่ลดต่ำลงเพราะเวลาล่วงเลยผ่านเข้ามาในรุ่งสางของวันใหม่ ทำให้คนที่อยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขบนเตียงนอนหนานุ่มจำต้องซุกเข้าหาผ้าห่มผืนหนาอีกเล็กน้อยอย่างต้องการความอบอุ่น มือบอบบางเริ่มควานหาหมอนใบโตที่ตัวเองนำมาใช้แทนหมอนข้างตลอดทั้งค่ำคืนที่ผ่านมาอยู่ครู่ใหญ่ แต่เมื่อไม่พบสิ่งที่ตามหาดวงตากลมหวานที่เต็มไปด้วยความง่วงงุนก็จำต้องลืมขึ้นมาในที่สุด พลอยชมพูอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อพบว่ามารุตกำลังนั่งกอดอกมองเธออยู่จากเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่ที่เธอเป็นคนมัดเขาไว้เมื่อหลายชั่วโมงก่อน “พี่ลม! ออกมาได้ยั...” ยังไม่ทันจบประโยคคำถาม ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มก็ถูกปิดจนสนิทด้วยริมฝีปากหนาของคนที่ใช้เวลาพังประตูห้องเก็บของอยู่ค่อนคืนในทันที จุมพิตรับอรุณที่แสนหวานปลุกให้คนที่ยังง่วงงุนตื่นขึ้นจนเต็มตาอย่างง่ายดาย ก่อนความหวานล้ำที่ถูกป้อนมาหาจะแปรเปลี่ยนเป็นการลงทัณฑ์ที่แสนวาบหวามในวินาทีถัดมาอย่างรวดเร็ว“อื้อ เดี๋ยวก่อนค่...” คนที่หลุดออกจากจุมพิตมหาโหดที่แทบจะกระชากวิญญาณให้ปลิดปลิวร้องประท้วงเสียงกระท่อนกระแท่น ก่อนคำประท้วงที่คิดไว้จะเลือนหายไปพร้อมๆกับริมฝีปากหนาที่ประกบลงมาอีกหน
มารุตลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อคนตรงหน้ายอมคลายอ้อมกอดออกอย่างว่าง่าย แต่ยังไม่ทันได้หายใจหายคอได้คล่อง คนว่าง่ายที่นึกชื่นชมในใจเมื่อครู่ก็เริ่มปลดกระดุมเสื้อนอนของเขาอย่างรวดเร็ว“เฮ้ย!” มารุตอุทานเสียงสูง ก่อนจะตะปบมือเล็กที่เผลอครู่เดียวก็ปลดกระดุมเสื้อของเขาออกไปจนเหลือแค่สองเม็ดสุดท้ายอย่างรวดเร็ว “พะ...พลอยจะทำอะไร ปลดกระดุมเสื้อพี่ทำไมกัน!”“ก็พี่ลมบอกว่าเสื้อมีแต่ขนหมา” เธอร้องบอกก่อนจะปลดกระดุมสองเม็ดที่เหลือออกอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวแผงอกเปลือยเปล่าที่มีกล้ามท้องเป็นลอนสวยอย่างคนออกกำลังกายสม่ำเสมอก็ปรากฏแก่สายตาอย่างรวดเร็ว“พี่ว่าพลอยน่าจะเมาแล้วละ...ไปนอนดีกว่านะ” มารุตเอ่ยเสียงสั่น ก่อนจะรีบคว้ามือบอบบางที่ไล้ไปตามแผงอกแกร่งของตัวเองคล้ายหลงใหลด้วยความรวดเร็ว เพราะหากปล่อยให้พลอยชมพูลูบคลำไปเรื่อยๆเช่นนี้ คนที่จะขาดใจตายก่อนก็คงไม่พ้นตัวเองแน่ๆ“ไม่ได้เมานะ แค่อยากกอดเฉยๆไม่ได้เหรอ?” คนไม่เมาร้องบอกเสียงหวาน ก่อนจะซุกหน้าลงบนแผงอกแกร่งที่เปลือยเปล่าอย่างออดอ้อน มารุตอยากจะตะโกนก้องออกไปดังๆว่า ‘ไม่ได้!’ เพราะอารมณ์พลุพล่านที่ลัดวงจรอย
“พี่ลมขา...มาหาพลอยในครัวหน่อยสิคะ” เสียงหวานหยดที่ลอยลมมา ทำให้คนที่กำลังจะเริ่มทำความสะอาดสะดุ้งโหยงขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล“...จ้ะ” แม้สัญชาติญาณบางอย่างจะร้องเตือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมไปจนถึงน้ำเสียงหวานใสหยดย้อยที่ลอยลมมา...ไม่ใช่เรื่องปกติ! แต่มารุตก็จำต้องขานรับออกไปในที่สุดร่างสูงเดินเข้าไปหาคนที่ขานเรียกอย่างไม่สบายใจนัก ดวงตากลมหวานของพลอยชมพูที่ได้มองสบไปเมื่อตอนหัวค่ำ ทำให้มารุตรับรู้ได้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่างที่ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้ ก่อนจะเริ่มทวนคำอีกหนอย่างคนที่หวาดระแวงจนจิตคิดไม่ตก‘...พี่ลมขางั้นเหรอ?’“ชิบ...ย แล้ว!” มารุตสบถเสียงสูงอย่างลืมตัว เมื่อทันทีที่ย่างกรายเข้ามาในครัวแล้วพบว่าร่างบอบบางที่ร้องเรียกเมื่อครู่ กำลังกระดกไวน์ดีกรีแรงขวดใหญ่ที่ตนเองซื้อมาเก็บไว้ในตู้อยู่อย่างสบายอารมณ์ ซ้ำยังมีขวดเปล่าอีกขวดที่กองอยู่ข้างโต๊ะทำอาหารที่แม่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบปีนขึ้นไปนั่งอย่างถือสิทธิ“ช้า! พลอยเรียกไปตั้งหลายวินาทีแล้วนะ” เสียงหวานที่ดูไม่มั่นคงนักเอ่ยตำหนิ ก่อนจะยื่นขวดไวน์ให้คนที่เพิ่งมาถึงในทันที“พี่ก็มาเร็วที่สุดแล้วนะ...” มารุตรับขวดไวน์ที่พร่องไปกว







