Home / รักโบราณ / นางหงส์เหนือบัลลังก์ / บทที่ 3 คำสัตย์แลกด้วยวิญญาณ

Share

บทที่ 3 คำสัตย์แลกด้วยวิญญาณ

last update Last Updated: 2026-01-23 13:04:26

คำสัตย์สาบานที่แลกด้วยวิญญาณ

"หม่อมฉันขอสาบานด้วยเกียรติของตระกูลมู่หรง และด้วยดวงวิญญาณของบรรพชนขุนศึกทุกท่าน..." นางกระซิบตอบน้ำเสียงที่สั่นเครือทว่าแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรหนุ่ม แววตาของหงส์สาวในยามนี้ไม่มีความลังเลแม้เพียงเศษเสี้ยว "หม่อมฉันจะปกป้องพระองค์ด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ จะใช้ทหารนับหมื่นในมือนายท่านพ่อ และสติปัญญาที่มีทั้งหมดเพื่อเป็นโล่และดาบให้พระองค์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งแผ่นดิน ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะต้องข้ามผ่านกองเลือดของศัตรู หรือต้องเดินผ่านเปลวเพลิงที่ร้อนแรงเพียงใด... หม่อมฉันจะไม่มีวันหันหลังกลับ และจะไม่มีวันทิ้งพระองค์ไปเป็นอันขาด"

ตงฟางเย่กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ราวกับคำสัตย์นั้นได้ประทับลงในส่วนลึกของหัวใจ พระองค์ทรงจุมพิตลงบนหน้าผากนวลเนียนของนางแทนคำสัญญาที่ว่าชีวิตนี้จะไม่มีสตรีนางใดมาแทนที่ได้

ม่านหมอกแห่งความหวานก่อนพายุร้าย

ในคืนนั้น แสงเทียนภายในห้องอักษรวูบไหวเป็นจังหวะช้าๆ ล้อไปกับสายลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่ภายนอก ลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลักทำให้อากาศภายในห้องเย็นเยียบ ทว่าบรรยากาศรอบกายหนุ่มสาวทั้งคู่กลับอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่ดูเหมือนจะหยุดเข็มนาฬิกาแห่งโชคชะตาเอาไว้ได้เพียงชั่วครู่

กลิ่นหอมสะอาดของน้ำหมึกที่ มู่หรงเสวี่ย บรรจงฝนลงบนจานหินอย่างนุ่มนวลส่งกลิ่นขจรขจายไปทั่วห้อง เสียงฝนหมึกเป็นจังหวะสม่ำเสมอฟังดูประดุจเสียงดนตรีขับกล่อม กลิ่นนั้นผสานเข้ากับกลิ่นกรุ่นของดอกไม้ป่าแห้งที่อบอยู่ในผ้าคลุมไหล่ไหมพรมของนาง ก่อเกิดเป็นกลิ่นอายที่เย้ายวนใจและชวนให้ผ่อนคลายยิ่งกว่าน้ำหอมราคาแพงที่ถูกส่งต่อมาจากบรรณาการแดนไกล มันเป็นกลิ่นแห่งความทรงจำ กลิ่นแห่งบ้าน และกลิ่นแห่งความเชื่อใจที่หาไม่ได้จากที่ใดในวังหลวง

ตงฟางเย่ ทอดพระเนตรมองใบหน้าที่นวลเนียนประดุจหยกสลักของคู่หมั้นสาว แสงสีส้มรำไรจากเปลวเทียนฉาบไล้พวงแก้มและริมฝีปากอิ่มของนางให้ดูผุดผ่องเหนือสตรีใด แววตาของพระองค์ในยามนั้นไม่มีร่องรอยของความกระด้าง การชิงดีชิงเด่น หรือความถือพระองค์ในฐานะเชื้อพระวงศ์แม้แต่น้อย ทรงทอดวางภาระหนักอึ้งลงชั่วคราว เหลือเพียงชายหนุ่มธรรมดาที่กำลังลุ่มหลงในเสน่ห์ของสตรีที่เป็นดั่งจิตวิญญาณของตน

ความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันในวินาทีนี้นั้นช่างบริสุทธิ์ ลึกซึ้ง และงดงามเสียจนพวกเขากลายเป็นคนเขลาที่หลงลืมโลกภายนอก ลืมไปเสียสนิทว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม พวกเขาเลือกที่จะหลับตาต่อความจริงอันโหดร้ายและซับซ้อนของวังหลวงที่รายล้อมอยู่เพียงกำแพงกั้น... ลืมไปว่าในเงามืดด้านนอกห้องอักษรแห่งนี้ มีดวงตานับร้อยคูที่กำลังเฝ้ามองด้วยความริษยา และมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเริ่มถักทอบ่วงแห่งโศกนาฏกรรมที่จะกระชากพวกเขาออกจากกันในรุ่งสาง

ภาพฝันกลางพายุที่กำลังก่อตัว

ในค่ำคืนนั้นที่ดวงจันทร์ยังคงส่องสว่างนวลตา พวกเขาต่างหลงระเริงอยู่ในภาพฝันอันแสนหวานที่สลักเสลาขึ้นจากความศรัทธาอันซื่อตรง มู่หรงเสวี่ยและตงฟางเย่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า อำนาจ’ ที่แผ่ขยายกับ ความรัก’ ที่มั่นคงจะสามารถสอดประสานและเดินเคียงคู่กันไปได้จนสุดปลายทางแห่งโชคชะตา ราวกับหงส์และมังกรที่โบยบินอยู่เหนือหมู่เมฆโดยมิต้องแปดเปื้อนธุลีดิน

ทว่าพวกเขายังเยาว์วัยเกินกว่าจะตระหนักถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานชุกชีทองคำ... พวกเขาหารู้ไม่ว่า บัลลังก์มังกร ที่ตงฟางเย่กำลังจะก้าวขึ้นไปประทับด้วยความสง่างามนั้น มิได้ถูกหล่อหลอมขึ้นจากศรัทธาอันบริสุทธิ์ หรือสร้างขึ้นจากอิฐแห่งความสิเน่หาที่ทั้งคู่เพียรสะสม

แต่มันถูกสถาปนาขึ้นบนซากศพของความอ่อนแอที่ถูกเหยียบย่ำ และถูกอาบชโลมด้วยหยาดเลือดข้นคลักของผู้ที่ก้าวพลาดเพียงครึ่งก้าวในกระดานเกมแห่งอำนาจที่ไร้ความปรานี บัลลังก์นั้นเปรียบเสมือนแท่นบูชายัญที่คอยกัดกินความเป็นมนุษย์ของผุ้ที่นั่งอยู่บนนั้นทีละน้อย

ฝีเข็มแห่งโชคชะตาและยาพิษไร้รส

ในห้องบรรทมที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเข็มที่ลากผ่านเนื้อผ้าไหมเนื้อดีอย่างสม่ำเสมอ มู่หรงเสวี่ย ประทับนั่งอยู่ใต้แสงตะเกียงที่ริบหรี่ ทุกฝีเข็มที่นางบรรจงปักลงบนฉลองพระองค์มังกรสีทองอร่ามนั้น นางมิได้เพียงแค่สลักลวดลายอันวิจิตร แต่นางปักมันด้วยความรักที่หยั่งรากลึกและความหวังถึงอนาคตที่ทั้งสองจะได้ครองคู่กันอย่างสันติ

นางตั้งใจให้มังกรห้าเล็บที่ผงาดอยู่บนอกเสื้อนั้นเป็นตัวแทนของความเกรียงไกรที่จะปกป้องเขา ทว่านางหาล่วงรู้ไม่ว่า ในทุกรอยเข็มที่แทงทะลุเนื้อผ้ากลับแฝงไปด้วยพันธนาการที่มองไม่เห็น มันเริ่มร้อยรัดโศกนาฏกรรมเข้ากับโชคชะตา ยิ่งลวดลายงดงามเพียงใด พันธนาการนั้นก็ยิ่งแน่นหนาจนแทบหายใจไม่ออก

เส้นทางสู่บัลลังก์ที่ฉาบด้วยยาพิษ

ในขณะเดียวกัน ทุกย่างก้าวที่ ตงฟางเย่ ขยับเข้าใกล้บัลลังก์ทองคำที่ส่องประกายวาววับล่อตาล่อใจผู้นั้น พระองค์หาได้ก้าวไปสู่ความรุ่งโรจน์และความสุขสมหวังเพียงอย่างเดียวไม่ แต่ในทุกก้าวย่างที่เหยียบลงบนบันไดหินอ่อนขาว พระองค์กลับต้องแลกมาด้วย สิทธิพิเศษที่แสนทรมาน’ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดที่มาพร้อมกับมงกุฎของกษัตริย์ทุกพระองค์

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 5 พิพากษาไร้ปราณี

    ตงฟางเย่ก้าวออกมายังขอบบันได สายตาที่เคยมองนางด้วยความรักละมุนบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นชาดุจศิลาในฤดูเหมันต์ พระองค์ชูม้วนราชโองการสีดำในหัตถ์ขึ้น"มู่หรงเสวี่ย... เจ้ายังกล้าถามข้าอีกหรือ?" เสียงของพระองค์ทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง บาดลึกเข้าไปในใจคนฟังยิ่งกว่าคมดาบ "หลักฐานการติดต่อกับแคว้นเป่ยหรง จดหมายลับที่มีตราประทับของพ่อเจ้า แผนการล้อมวังเพื่อสังหารข้าในคืนนี้... ทุกอย่างวางอยู่บนโต๊ะทรงงานของข้า!""ไม่จริง! นั่นต้องเป็นแผนใส่ร้าย!" มู่หรงเสวี่ยทรุดเข่าลงกับพื้นหินที่หนาวเหน็บ "ท่านพ่อภักดีต่อราชวงศ์มาสามชั่วอายุคน พระองค์ทรงทราบดีที่สุด!""ข้าเคยคิดว่าข้าทราบ!" ตงฟางเย่ตะคอกกลับ พลางโยนหยกพยัคฆ์ขาวที่นางเคยสวมติดกายลงมา หยกชิ้นนั้นกระทบพื้นหินแตกกระจายต่อหน้านาง "ข้าเคยมอบหัวใจให้สตรีที่เป็นลูกสาวกบฏ! เจ้าใช้ความรักของข้าเป็นเครื่องมือปิดบังความชั่วช้าของตระกูลเจ้ามานานเท่าใดแล้ว!"คำพิพากษาที่ไร้ความปรานีมู่หรงเสวี่ยสะอื้นจนตัวโยน นางพยายามจะคลานเข้าไปหา แต่ปลายดาบของทหารองครักษ์กลับจ่อที่ลำคอของนางไว้"เย่เกอเกอ..." นางเรียกชื่อที่เคยใช้เรียกเขาในยามเป็นเพียงองค์ชายรองด้วยเสียงแห

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 4 วิมานกลางพายุ

    นั่นคือ ‘ความระแวง’ ความระแวงนี้เองคือยาพิษร้ายแรงที่ไร้รูป ไร้รส และไร้กลิ่น แต่มันมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงยิ่งกว่ากรดชนิดใดในโลก มันมิได้ทำลายร่างกายในทันที แต่มันจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่กมลอาสพและจิตวิญญาณของมังกรผู้เป็นใหญ่ผ่านคำกระซิบของเหล่าขุนนางจอมปลอม และผ่านเงาของอำนาจที่ทอดยาวอยู่ข้างหลังเมื่อรักกลายเป็นหนามยอกอกยาพิษที่ชื่อว่าความระแวงเริ่มแผ่ซ่าน เปลี่ยนหัวใจที่เคยอบอุ่นให้กลายเป็นน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ พญาหงส์ผู้น่าสงสารยังคงปักผ้าด้วยรอยยิ้ม โดยหารู้ไม่ว่าด้ายสีทองเส้นสุดท้ายที่นางดึงผ่านเนื้อผ้านั้น คือเส้นเดียวกับที่จะมัดตราสังข์ความรักของนางให้ตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์ใจที่พระองค์ไม่เหลือให้อีกต่อไปจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในค่ำคืนที่ลมวสันต์พัดโชยแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ย ยังคงหลับตาพริ้มพลางซบใบหน้าลงกับอกกว้างที่นางเชื่อมั่นว่าเป็นท่าเรืออันปลอดภัยที่สุดในชีวิต นางสดับฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของ ตงฟางเย่ โดยหารู้ไม่ว่าพายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นในเงามืดของอำนาจที่กำลังจะผลัดเปลี่ยนนางไม่รู้เลยว่า ความเฉลียวฉลาด อันเป็นเลิศที่นางเคยใช้เพื่อช่วยเขาชิงบัลลังก์ บัดน

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 3 คำสัตย์แลกด้วยวิญญาณ

    คำสัตย์สาบานที่แลกด้วยวิญญาณ"หม่อมฉันขอสาบานด้วยเกียรติของตระกูลมู่หรง และด้วยดวงวิญญาณของบรรพชนขุนศึกทุกท่าน..." นางกระซิบตอบน้ำเสียงที่สั่นเครือทว่าแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรหนุ่ม แววตาของหงส์สาวในยามนี้ไม่มีความลังเลแม้เพียงเศษเสี้ยว "หม่อมฉันจะปกป้องพระองค์ด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ จะใช้ทหารนับหมื่นในมือนายท่านพ่อ และสติปัญญาที่มีทั้งหมดเพื่อเป็นโล่และดาบให้พระองค์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งแผ่นดิน ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะต้องข้ามผ่านกองเลือดของศัตรู หรือต้องเดินผ่านเปลวเพลิงที่ร้อนแรงเพียงใด... หม่อมฉันจะไม่มีวันหันหลังกลับ และจะไม่มีวันทิ้งพระองค์ไปเป็นอันขาด"ตงฟางเย่กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ราวกับคำสัตย์นั้นได้ประทับลงในส่วนลึกของหัวใจ พระองค์ทรงจุมพิตลงบนหน้าผากนวลเนียนของนางแทนคำสัญญาที่ว่าชีวิตนี้จะไม่มีสตรีนางใดมาแทนที่ได้ม่านหมอกแห่งความหวานก่อนพายุร้ายในคืนนั้น แสงเทียนภายในห้องอักษรวูบไหวเป็นจังหวะช้าๆ ล้อไปกับสายลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่ภายนอก ลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลักทำให้อากาศภายในห้องเย็นเยียบ ทว่าบรรยากาศรอ

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 3 สัญญาใต้เงาเลือด

    "เสวี่ยเอ๋อ... หากเจ้าเกิดเป็นชาย เจ้าคงเป็นแม่ทัพใหญ่ที่สยบหัวเมืองทั่วทิศจนแผ่นดินสั่นสะเทือนได้เป็นแน่" พระองค์ทอดพระเนตรนางด้วยความรักที่ลึกซึ้ง "แต่ในฐานะสตรี... เจ้าคือมันสมองที่ข้าขาดมิได้ ข้ามิอาจจินตนาการได้เลยว่า หากบัลลังก์นี้ไร้ซึ่งเจ้า ข้าจะก้าวเดินไปในวังวนแห่งอำนาจนี้ได้อย่างไร"มู่หรงเสวี่ยยิ้มรับด้วยความอ่อนหวานที่ฉาบไว้บนความเด็ดเดี่ยว ในใจนางสาบานว่าจะใช้สติปัญญาทั้งหมดเพื่อส่งบุรุษผู้นี้ขึ้นสู่ที่สูง โดยที่ทั้งคู่หาได้เฉลียวใจเลยว่า... ความเก่งกาจที่เกินสตรีของนางนี่เอง ที่วันหนึ่งจะกลายเป็น "หอก" ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของตงฟางเย่ด้วยความระแวงที่ถูกยุยงท่ามกลางความเงียบงัดของรัตติกาลที่ดูจะยาวนานกว่าปกติ ลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่นอกหน้าต่างห้องอักษรส่งเสียงหวีดหวิว ราวกับพยายามจะเตือนถึงพายุใหญ่ทางการเมืองที่กำลังจะโหมกระหน่ำในอีกไม่ช้า แสงเทียนบนเชิงเทียนทองเหลืองวูบไหวไปตามแรงลมที่เล็ดลอดผ่านช่องประตู ก่อเกิดเงาตะคุ่มที่เต้นระบำอยู่บนผนังห้องที่เต็มไปด้วยม้วนตำราตงฟางเย่ ประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายมังกรคาบแก้วที่ดูเคร่งขรึม แสงสลัวฉาบลงบนใบหน้าคมเข้

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 2 แสงเทียนแห่งรัก

    คำดุดันแต่แฝงความห่วงใยนั้นทำให้ตงฟางเย่ฮึดสู้ พระองค์ทรงรักในความเด็ดเดี่ยวของนาง ความดุดันในสนามฝึกมิได้ทำให้ความรักจืดจาง แต่กลับทำให้ทั้งคู่เชื่อมั่นว่าหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น แผ่นหลังของกันและกันจะเป็นกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย ความสงบเยือกเย็นในห้องอักษรทว่ายามราตรีมาเยือน เมื่อเสียงดาบเงียบลงและแสงตะเกียงน้ำมันในห้องอักษรถูกจุดขึ้น ความดุดันในสนามฝึกก็มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่อบอวลไปพร้อมกับกลิ่นหอมของไม้จันทน์และน้ำหมึกมู่หรงเสวี่ยจะเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดี นั่งฝนแท่งหมึกอย่างใจเย็นอยู่ข้างกายตงฟางเย่ที่กำลังตรากตรำอ่านตำราพิชัยสงครามและฎีกาบ้านเมือง นางมิได้เป็นเพียงแจกันประดับห้อง แต่นางคือ 'ที่ปรึกษา' ผู้ชาญฉลาด นิ้วเรียวบางของนางจะคอยชี้ไปที่อักษรแต่ละตัว พลางวิเคราะห์เล่ห์เหลี่ยมของเหล่าขุนนางจอมปลอมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคม"แผนการนี้ดูเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วคือการขุดหลุมล่อให้พระองค์ก้าวพลาด หม่อมฉันว่าเราควรซ้อนกลเช่นนี้..."ตงฟางเย่มักจะละสายตาจากตำราเพื่อจ้องมองใบหน้าอันนวลเนียนยามที่นางใช้ความคิด พระองค์ทรงรู้สึกว่ามู่หรงเสวี่ยมิมิ

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 1 ย้อนรอยนางหงส์

    ย้อนรอยนางหงส์ พระคู่หมั้นของฮ่องเต้ตงฟางเย่ ก่อนนางถูกส่งไปเป็นข้ารับใช้ในโรงซักล้างท่ามกลางความหลังที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายของวสันตฤดูเมื่อสิบปีก่อน เรื่องราวความรักระหว่าง มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ มิได้เริ่มต้นด้วยเล่ห์กลหรืออำนาจ แต่มันคือตำนานของ ‘ยอดขุนพลหญิง’ และ ‘มังกรพลัดถิ่น’ ที่ถักทอหัวใจเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งยามสิปปีก่อน วสันตฤดูในเมืองหลวงช่างอบอุ่นและงดงามราวกับภาพวาด ท้องฟ้าเป็นสีครามกระจ่างใส กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่านานาพรรณขจรขจายไปตามลม ในช่วงเวลานั้น ตงฟางเย่ ยังมิใช่จักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์ด้วยความเด็ดขาดและเย็นชา หากแต่เป็นเพียงองค์ชายรองผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน พระองค์มักถูกละเลยจากราชสำนักที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ทรงเลือกที่จะเร้นกายอยู่ท่ามกลางตำราและสนามฝึกเงียบๆผิดกับ มู่หรงเสวี่ย บุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตาชัยชนะของแผ่นดิน นางคือ ‘หงส์สวรรค์’ ที่เย่อหยิ่งและสูงส่งเหนือสตรีใดในใต้หล้า ชายหนุ่มทั่วทั้งนครหลวงต่างเฝ้าฝันถึงเสี้ยวหน้าของนาง ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ใบหน้าที่งามล่มเมืองและท่าทีอันสง่างามตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลสูง หัวใจขอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status