로그인นั่นคือ ‘ความระแวง’ ความระแวงนี้เองคือยาพิษร้ายแรงที่ไร้รูป ไร้รส และไร้กลิ่น แต่มันมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงยิ่งกว่ากรดชนิดใดในโลก มันมิได้ทำลายร่างกายในทันที แต่มันจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่กมลอาสพและจิตวิญญาณของมังกรผู้เป็นใหญ่ผ่านคำกระซิบของเหล่าขุนนางจอมปลอม และผ่านเงาของอำนาจที่ทอดยาวอยู่ข้างหลัง
เมื่อรักกลายเป็นหนามยอกอก
ยาพิษที่ชื่อว่าความระแวงเริ่มแผ่ซ่าน เปลี่ยนหัวใจที่เคยอบอุ่นให้กลายเป็นน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ พญาหงส์ผู้น่าสงสารยังคงปักผ้าด้วยรอยยิ้ม โดยหารู้ไม่ว่าด้ายสีทองเส้นสุดท้ายที่นางดึงผ่านเนื้อผ้านั้น คือเส้นเดียวกับที่จะมัดตราสังข์ความรักของนางให้ตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์ใจที่พระองค์ไม่เหลือให้อีกต่อไป
จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม
ในค่ำคืนที่ลมวสันต์พัดโชยแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ย ยังคงหลับตาพริ้มพลางซบใบหน้าลงกับอกกว้างที่นางเชื่อมั่นว่าเป็นท่าเรืออันปลอดภัยที่สุดในชีวิต นางสดับฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของ ตงฟางเย่ โดยหารู้ไม่ว่าพายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นในเงามืดของอำนาจที่กำลังจะผลัดเปลี่ยน
นางไม่รู้เลยว่า ความเฉลียวฉลาด อันเป็นเลิศที่นางเคยใช้เพื่อช่วยเขาชิงบัลลังก์ บัดนี้กำลังถูกเหล่าขุนนางกบฏบิดเบือนให้กลายเป็น "ความเจ้าเล่ห์ที่น่าหวาดระแวง" ความเกรียงไกรของกองทัพพ่อ ที่เคยเป็นโล่คุ้มภัยให้เขา บัดนี้ถูกมองว่าเป็น "คมดาบที่จ่อคอหอยมังกร" และแม้แต่ ความรัก ที่นางมอบให้เขาจนหมดหัวใจ ก็กำลังถูกตีค่าว่าเป็นเพียง "กลอุบาย" เพื่อเข้าควบคุมอำนาจหลังม่านมุก
เข็มแห่งความระแวงและมงกุฎที่เยือกเย็น
ในวันข้างหน้า สิ่งที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของนางจะถูกเปลี่ยนเป็น ‘เข็ม’ พิษที่ทิ่มแทงหัวใจของกษัตริย์หนุ่มให้รุ่มร้อนด้วยไฟแห่งความไม่ไว้วางใจ ตงฟางเย่ในวันรุ่งขึ้นจะมิใช่บุรุษผู้อ่อนโยนในคืนนี้อีกต่อไป
เมื่อมงกุฎทองคำถูกสวมลงบนศีรษะ น้ำหนักของมันจะบดขยี้ความอ่อนโยนให้กลายเป็นความกระด้าง ความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจที่เพิ่งได้มาจะเข้าครอบงำจิตวิญญาณของเขาจนทำลายได้แม้กระทั่ง ‘หงส์คู่ใจ’ ให้แหลกสลายลงในพริบตา พระองค์จะยอมเป็นผู้ที่ทำลายหัวใจตนเองด้วยมือเปล่า เพียงเพื่อรักษาเสถียรภาพของราชบัลลังก์ที่โดดเดี่ยว
ราคาของเกียรติยศที่โดดเดี่ยว
เพื่อรักษาเกียรติยศอันเยือกเย็นของกษัตริย์เอาไว้ ตงฟางเย่จะตัดสินใจอย่างเลือดเย็น ในพระทัยยังคงประหวัดคิดด้วยความปริวิตกว่า ควรเนรเทศสตรีที่รักที่สุดดีหรือไม่ เขาจะสั่งให้ทหารกระชากนางออกจากอ้อมกอด แล้วเหวี่ยงลงสู่ โรงซักล้างอันโสมม สถานที่ที่ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เพื่อให้ความยากลำบากขยี้ปีกหงส์ให้หักสะบั้น หรือว่า...จะกำจัดทุกความสั่นคลอน: เขาต้องการให้ยอดหอคอยแห่งอำนาจนี้มีเพียงมังกรผู้อยู่เหนือใครทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าบนจุดสูงสุดนี้จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถสั่นคลอนเขาได้ แม้คนผู้นั้นจะเป็นสตรีที่เขาเคยสาบานรักและมอบหยกแทนใจให้ไว้ในยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายไร้อำนาจก็ตาม
มู่หรงเสวี่ยยังคงซบหน้าอยู่ที่อกของเขา ท่ามกลางกลิ่นหอมสะอาดของน้ำหมึกที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นอับของผ้าเน่าและน้ำด่างในวันพรุ่งนี้... นางหารู้ไม่ว่าอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในคืนนี้ คือคุกที่หนาวเหน็บที่สุดในชีวิตของนางในอนาคตอันใกล้
จากยอดรักสู่ยอดแค้น ราตรีที่ควรจะเป็นจุดสูงสุดของชีวิต กลับกลายเป็นนรกบนดินที่ไร้ก้นบึ้ง ในคืนพิธีบรมราชาภิเษกที่ฟ้าดินควรจะร่วมยินดี ลมพายุคลั่งกลับตั้งเค้าและโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งลางร้าย สายฝนเย็นเฉียบสาดซัดลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับสรวงสวรรค์กำลังหลั่งน้ำตาให้แก่โศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น
วิมานกลางพายุ
แสงไฟจากคบเพลิงนับพันที่เคยส่องสว่างทั่ววังหลวง บัดนี้สั่นไหวและดับลงทีละดวงภายใต้แรงลมกระโชก เสียงกลองมงคลถูกกลบด้วยเสียงฟ้าร้องกึกก้องที่ฉีกกระชากแผ่นฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ มู่หรงเสวี่ย ในชุดมงคลสีแดงเพลิงที่ปักดิ้นทองเป็นรูปหงส์สยายปีกดูวิจิตรตระการตา นางยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางลานหินอ่อนที่บัดนี้เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนและคราบโคลน
เบื้องหน้าของนางคือบันไดหินเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นที่ทอดตัวขึ้นสู่ตำหนักใหญ่ ที่ซึ่ง ตงฟางเย่ ประทับยืนอยู่ภายใต้ร่มเงาของชายคาพระราชวัง ทรงสวมฉลองพระองค์มังกรทองที่ส่องประกายวาววับล้อแสงสายฟ้า
วังวนแห่งการหักหลัง
"ฝ่าบาท! เกิดเรื่องอันใดขึ้นเพคะ!" มู่หรงเสวี่ยตะโกนแข่งกับเสียงพายุ น้ำฝนเย็นเฉียบชะล้างเครื่องประทินโฉมบนใบหน้านางจนซีดขาว "เหตุใดทหารองครักษ์จึงบุกเข้าไปในจวนตระกูลมู่หรง เหตุใดท่านพ่อถึงถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน!"
มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย
พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั
ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย
"ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด
คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก
คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ







