Home / รักโบราณ / นางหงส์เหนือบัลลังก์ / บทที่ 5 วิมานกลางพายุ

Share

บทที่ 5 วิมานกลางพายุ

last update Last Updated: 2026-01-23 13:07:18

นั่นคือ ความระแวง’ ความระแวงนี้เองคือยาพิษร้ายแรงที่ไร้รูป ไร้รส และไร้กลิ่น แต่มันมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงยิ่งกว่ากรดชนิดใดในโลก มันมิได้ทำลายร่างกายในทันที แต่มันจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่กมลอาสพและจิตวิญญาณของมังกรผู้เป็นใหญ่ผ่านคำกระซิบของเหล่าขุนนางจอมปลอม และผ่านเงาของอำนาจที่ทอดยาวอยู่ข้างหลัง

เมื่อรักกลายเป็นหนามยอกอก

ยาพิษที่ชื่อว่าความระแวงเริ่มแผ่ซ่าน เปลี่ยนหัวใจที่เคยอบอุ่นให้กลายเป็นน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ พญาหงส์ผู้น่าสงสารยังคงปักผ้าด้วยรอยยิ้ม โดยหารู้ไม่ว่าด้ายสีทองเส้นสุดท้ายที่นางดึงผ่านเนื้อผ้านั้น คือเส้นเดียวกับที่จะมัดตราสังข์ความรักของนางให้ตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์ใจที่พระองค์ไม่เหลือให้อีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม

ในค่ำคืนที่ลมวสันต์พัดโชยแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ย ยังคงหลับตาพริ้มพลางซบใบหน้าลงกับอกกว้างที่นางเชื่อมั่นว่าเป็นท่าเรืออันปลอดภัยที่สุดในชีวิต นางสดับฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของ ตงฟางเย่ โดยหารู้ไม่ว่าพายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นในเงามืดของอำนาจที่กำลังจะผลัดเปลี่ยน

นางไม่รู้เลยว่า ความเฉลียวฉลาด อันเป็นเลิศที่นางเคยใช้เพื่อช่วยเขาชิงบัลลังก์ บัดนี้กำลังถูกเหล่าขุนนางกบฏบิดเบือนให้กลายเป็น "ความเจ้าเล่ห์ที่น่าหวาดระแวง" ความเกรียงไกรของกองทัพพ่อ ที่เคยเป็นโล่คุ้มภัยให้เขา บัดนี้ถูกมองว่าเป็น "คมดาบที่จ่อคอหอยมังกร" และแม้แต่ ความรัก ที่นางมอบให้เขาจนหมดหัวใจ ก็กำลังถูกตีค่าว่าเป็นเพียง "กลอุบาย" เพื่อเข้าควบคุมอำนาจหลังม่านมุก

เข็มแห่งความระแวงและมงกุฎที่เยือกเย็น

ในวันข้างหน้า สิ่งที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของนางจะถูกเปลี่ยนเป็น เข็ม’ พิษที่ทิ่มแทงหัวใจของกษัตริย์หนุ่มให้รุ่มร้อนด้วยไฟแห่งความไม่ไว้วางใจ ตงฟางเย่ในวันรุ่งขึ้นจะมิใช่บุรุษผู้อ่อนโยนในคืนนี้อีกต่อไป

เมื่อมงกุฎทองคำถูกสวมลงบนศีรษะ น้ำหนักของมันจะบดขยี้ความอ่อนโยนให้กลายเป็นความกระด้าง ความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจที่เพิ่งได้มาจะเข้าครอบงำจิตวิญญาณของเขาจนทำลายได้แม้กระทั่ง หงส์คู่ใจ’ ให้แหลกสลายลงในพริบตา พระองค์จะยอมเป็นผู้ที่ทำลายหัวใจตนเองด้วยมือเปล่า เพียงเพื่อรักษาเสถียรภาพของราชบัลลังก์ที่โดดเดี่ยว

ราคาของเกียรติยศที่โดดเดี่ยว

เพื่อรักษาเกียรติยศอันเยือกเย็นของกษัตริย์เอาไว้ ตงฟางเย่จะตัดสินใจอย่างเลือดเย็น ในพระทัยยังคงประหวัดคิดด้วยความปริวิตกว่า ควรเนรเทศสตรีที่รักที่สุดดีหรือไม่ เขาจะสั่งให้ทหารกระชากนางออกจากอ้อมกอด แล้วเหวี่ยงลงสู่ โรงซักล้างอันโสมม สถานที่ที่ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เพื่อให้ความยากลำบากขยี้ปีกหงส์ให้หักสะบั้น หรือว่า...จะกำจัดทุกความสั่นคลอน: เขาต้องการให้ยอดหอคอยแห่งอำนาจนี้มีเพียงมังกรผู้อยู่เหนือใครทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าบนจุดสูงสุดนี้จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถสั่นคลอนเขาได้ แม้คนผู้นั้นจะเป็นสตรีที่เขาเคยสาบานรักและมอบหยกแทนใจให้ไว้ในยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายไร้อำนาจก็ตาม

มู่หรงเสวี่ยยังคงซบหน้าอยู่ที่อกของเขา ท่ามกลางกลิ่นหอมสะอาดของน้ำหมึกที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นอับของผ้าเน่าและน้ำด่างในวันพรุ่งนี้... นางหารู้ไม่ว่าอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในคืนนี้ คือคุกที่หนาวเหน็บที่สุดในชีวิตของนางในอนาคตอันใกล้

จากยอดรักสู่ยอดแค้น ราตรีที่ควรจะเป็นจุดสูงสุดของชีวิต กลับกลายเป็นนรกบนดินที่ไร้ก้นบึ้ง ในคืนพิธีบรมราชาภิเษกที่ฟ้าดินควรจะร่วมยินดี ลมพายุคลั่งกลับตั้งเค้าและโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งลางร้าย สายฝนเย็นเฉียบสาดซัดลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับสรวงสวรรค์กำลังหลั่งน้ำตาให้แก่โศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น

วิมานกลางพายุ 

แสงไฟจากคบเพลิงนับพันที่เคยส่องสว่างทั่ววังหลวง บัดนี้สั่นไหวและดับลงทีละดวงภายใต้แรงลมกระโชก เสียงกลองมงคลถูกกลบด้วยเสียงฟ้าร้องกึกก้องที่ฉีกกระชากแผ่นฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ มู่หรงเสวี่ย ในชุดมงคลสีแดงเพลิงที่ปักดิ้นทองเป็นรูปหงส์สยายปีกดูวิจิตรตระการตา นางยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางลานหินอ่อนที่บัดนี้เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนและคราบโคลน 

เบื้องหน้าของนางคือบันไดหินเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นที่ทอดตัวขึ้นสู่ตำหนักใหญ่ ที่ซึ่ง ตงฟางเย่ ประทับยืนอยู่ภายใต้ร่มเงาของชายคาพระราชวัง ทรงสวมฉลองพระองค์มังกรทองที่ส่องประกายวาววับล้อแสงสายฟ้า

วังวนแห่งการหักหลัง

"ฝ่าบาท! เกิดเรื่องอันใดขึ้นเพคะ!" มู่หรงเสวี่ยตะโกนแข่งกับเสียงพายุ น้ำฝนเย็นเฉียบชะล้างเครื่องประทินโฉมบนใบหน้านางจนซีดขาว "เหตุใดทหารองครักษ์จึงบุกเข้าไปในจวนตระกูลมู่หรง เหตุใดท่านพ่อถึงถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน!"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 107 เงาอดีตที่กลับมาทวงคืน

    มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 106 หมากในคราบสนม

    ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 105 สงครามเย็นในวังหลัง

    คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 104 สัญญาสีเลือด

    มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 103 เมตตาธรรมลวงใจ

    ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 102 กับดักกลางคำสรรเสริญ

    กับดักกลางคำสรรเสริญการประชุมขุนนางในสายวันนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามเย็น เสนาบดีหวังและกลุ่มขุนนางอาวุโสยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม โดยมีอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ประทับนั่งในตำแหน่งปรึกษาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตา"ทูลฝ่าบาท" เสนาบดีหวังเริ่มกราบทูล "แผนปฏิรูปภาษีของฮองเฮานั้น แม้เจตนาจะดีเพื่อราษฎร ทว่าในจารีตของต้าตงเรา ขุนนางคือเสาหลักที่ค้ำจุนบัลลังก์ หากเสาหลักสั่นคลอน มังกรจะประทับอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไรพะย่ะค่ะ? กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอ๋องเจ็ด ที่ให้ใช้หลักความกตัญญูและสมัครใจในการช่วยเหลือราชสำนักแทน"อ๋องเจ็ดก้าวออกมาเบื้องหน้า ยอบกายลงอย่างสง่างาม "ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรงเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ แต่นางอาจจะยังมิเข้าใจ 'ศิลปะแห่งการครองใจคน' ขุนนางเหล่านี้รับใช้ราชวงศ์มานาน หากเราบีบบังคับด้วยกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป จะเป็นการสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน กระหม่อมยินดีที่จะเป็นตัวกลางรวบรวมเงินบริจาคจากตระกูลต่างๆ เพื่อเข้าสู่กองทุนช่วยเหลือราษฎร โดยมิให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีให้เป็นที่ขัดเคืองพะย่ะค่ะ"ขุนนา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status