Masukพันธนาการที่แตกสลาย
มู่หรงเสวี่ยก้มลงมอง ‘หยกพยัคฆ์ขาว’ ที่ห้อยอยู่ที่เอวอย่างเลื่อนลอย หยกที่ครั้งหนึ่งเคยอุ่นซ่านด้วยไอรักยามเขาบรรจงสวมให้ บัดนี้กลับเย็นเยียบจนบาดผิวหนัง นางเอื้อมมือที่สั่นเทาไปลูบไล้มันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรบนแท่นสูง
"ชีวิตของพระองค์งั้นหรือเพคะ..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่กลับดังกังวานท่ามกลางเสียงฝน "พระองค์เคยบอกว่าหยกชิ้นนี้คือชีวิตของพระองค์ และมอบมันไว้ในมือหม่อมฉันเพื่อเป็นพยานว่าเราจะเชื่อใจกันจนวันตาย"
ตงฟางเย่เหยียดยิ้มเย็นชา แววตาไหววูบด้วยความขมขื่น "เชื่อใจงั้นหรือ? หยกชิ้นนั้นมันตายไปพร้อมกับความภักดีของพ่อเจ้าแล้ว มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเก็บมันไว้ก็เพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโง่เขลาของข้าที่ปล่อยให้อสรพิษเช่นเจ้ามานอนเคียงข้าง!"
"หากพระองค์ทรงเชื่อเช่นนั้น..." มู่หรงเสวี่ยสูดหายใจเข้าลึก นัยน์ตาที่เคยอ่อนหวานพลันเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวปานเหล็กกล้า นางกระชากหยกพยัคฆ์ขาวออกจากสายรัดเอวด้วยแรงทั้งหมดที่มี "เช่นนั้นหม่อมฉันจะคืน 'ชีวิต' นี้ให้พระองค์!"
เพล้ง!
หยกเลอค่าที่ประเมินมิได้กระทบเข้ากับขอบบันไดหิน แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยกระเด็นไปทั่วลานประหาร สายตาของตงฟางเย่เบิกกว้าง พระหัตถ์ที่กำพนักบัลลังก์สั่นสะท้านอย่างห้ามมิได้
"หม่อมฉันไม่ได้เสียใจที่ต้องตาย หรือเสียใจที่ตระกูลมู่หรงต้องพินาศ" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยพลางยันกายลุกขึ้นยืนตรง แผ่นหลังของนางตั้งตระหง่านไม่ยอมก้มหัวให้ใครอีก "แต่หม่อมฉันเสียใจ... ที่ตลอดสิบปีมานี้ หม่อมฉันรักบุรุษที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะเชื่อหัวใจตนเอง และหูเบาเกินกว่าจะเป็นเจ้าแผ่นดิน!"
"บังอาจ!" เสียงขุนนางเฒ่าคนหนึ่งตะโกนขึ้น "ทหาร! กดตัวนางกบฏลงเดี๋ยวนี้!"
จิตวิญญาณที่จุติใหม่
ทหารองครักษ์นับสิบรุมล้อมเข้ามา แต่พญาหงส์ปีกหักกลับไม่ถอยหนี นางจ้องมองตรงไปยังตงฟางเย่ที่ประทับยืนอึ้งอยู่บนที่สูง แววตาของนางบัดนี้ไร้ซึ่งน้ำตา ไร้ซึ่งความตัดพ้อ เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่ากลัวยิ่งกว่าโทสะ
"หยกแตกแล้ว... วาสนาของข้ากับท่านก็จบลงเพียงเท่านี้" นางรำพึงในใจ
ในวินาทีนั้นเอง มู่หรงเสวี่ยตระหนักได้ว่านางไม่ต้องการความเมตตาจากเขาอีกต่อไป หากโลกนี้บีบให้นางเป็นคนชั่ว นางก็จะชั่วร้ายให้ถึงที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏ และหากโรงซักล้างคือสถานที่ที่เขาใช้เหยียบย่ำนาง นางก็จะใช้คราบสกปรกที่นั่นลบเลือนความทรงจำที่มีต่อเขาให้สิ้นซาก!
คำพิพากษาที่ร้ายกาจกว่าความตาย
ตงฟางเย่ก้าวลงมาตามบันไดหินช้าๆ ท่ามกลางสายฝน สายตาคมปลาบจดจ้องมองสตรีที่เขาเคยรักสุดหัวใจด้วยความรังเกียจที่เสแสร้งขึ้นเพื่อบดบังความเจ็บปวด เขาหยิบ ‘หยกพยัคฆ์ขาว’ ที่นางเคยคล้องคอไว้ขึ้นมา ก่อนจะขว้างมันลงบนพื้นหินจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ต่อหน้านาง
"ชีวิตที่ข้าละเว้นให้เจ้าในวันนี้ คือเศษเสี้ยวของความรักที่ข้าเคยมี... และมันคือความเมตตาสุดท้ายที่ข้าจะมอบให้คนตระกูลมู่หรง" เขาโน้มตัวลงกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "จงไปใช้ชีวิตที่เหลือในโรงซักล้างซะ! ไปขลุกอยู่กับกองผ้าโสโครกและหยาดเหงื่อของพวกข้าทาส ให้ความสกปรกที่นั่นมันช่วยชะล้างคราบกบฏที่ฝังรากอยู่ในตัวเจ้า เผื่อว่าวันหนึ่ง... เจ้าจะสำนึกได้ว่าเจ้าได้ทำลายอะไรลงไป!"
ตงฟางเย่สะบัดฉลองพระองค์เดินกลับเข้าสู่ความมืดมิดของตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยนอนพังพาบอยู่บนพื้นหินกลางสายฝน ชุดมงคลสีแดงเพลิงที่เคยงดงาม บัดนี้ดูราวกับรอยเลือดที่หลั่งออกมาจากหัวใจของนางที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดี
เหมันต์ที่ไร้ใจ
ท่ามกลางพายุหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงจนผืนดินในเขตพระราชฐานชั้นนอกขาวโพลนไปสุดสายตา ร่างบางของสตรีในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีซีดจางกำลังคุกเข่าอยู่ริมสระน้ำที่เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง มือที่เคยเรียวบางงามระยับดุจลำเทียนของ ‘มู่หรงเสวี่ย’ บัดนี้แดงก่ำและแตกปริเพราะฤทธิ์ของน้ำด่างและอากาศที่ทารุณ
เพียงชั่วข้ามคืน จากบุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่ได้รับความเคารพไปทั่วแผ่นดิน นางกลับกลายเป็นบุตรสาวของ ‘ขุนนางกบฏ’ ผู้ต้องอาญาแผ่นดิน แม้บิดาของนางจะถูกประหารและตระกูลถูกริบทรัพย์ แต่นางกลับถูกกักขังไว้ในกรงทองที่โสมมที่สุด... ‘โรงซักล้างหลวง’ สถานที่ที่ใช้บดขยี้เกียรติยศของสตรีผู้สูงศักดิ์ให้จมลงสู่ธุลีดิน
มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!
ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง
คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี
มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ
กับดักกลางคำสรรเสริญการประชุมขุนนางในสายวันนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามเย็น เสนาบดีหวังและกลุ่มขุนนางอาวุโสยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม โดยมีอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ประทับนั่งในตำแหน่งปรึกษาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตา"ทูลฝ่าบาท" เสนาบดีหวังเริ่มกราบทูล "แผนปฏิรูปภาษีของฮองเฮานั้น แม้เจตนาจะดีเพื่อราษฎร ทว่าในจารีตของต้าตงเรา ขุนนางคือเสาหลักที่ค้ำจุนบัลลังก์ หากเสาหลักสั่นคลอน มังกรจะประทับอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไรพะย่ะค่ะ? กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอ๋องเจ็ด ที่ให้ใช้หลักความกตัญญูและสมัครใจในการช่วยเหลือราชสำนักแทน"อ๋องเจ็ดก้าวออกมาเบื้องหน้า ยอบกายลงอย่างสง่างาม "ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรงเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ แต่นางอาจจะยังมิเข้าใจ 'ศิลปะแห่งการครองใจคน' ขุนนางเหล่านี้รับใช้ราชวงศ์มานาน หากเราบีบบังคับด้วยกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป จะเป็นการสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน กระหม่อมยินดีที่จะเป็นตัวกลางรวบรวมเงินบริจาคจากตระกูลต่างๆ เพื่อเข้าสู่กองทุนช่วยเหลือราษฎร โดยมิให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีให้เป็นที่ขัดเคืองพะย่ะค่ะ"ขุนนา







