Beranda / รักโบราณ / นางหงส์เหนือบัลลังก์ / บทที่ 9 กุหลาบในกองผ้าเน่า

Share

บทที่ 9 กุหลาบในกองผ้าเน่า

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-27 21:38:50

กุหลาบกลางกองผ้าเน่า

ไอเย็นจากหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาผสมกับกลิ่นอับชื้นของน้ำด่างและผ้าเปียกโชก ก่อเกิดเป็นบรรยากาศที่ชวนให้สิ้นหวังภายในโรงซักล้างหลวง เสียงไม้ตีผ้ากระทบกับแท่นหินดัง ปึก! ปึก! สะท้อนกึกก้องไปตามกำแพงวังที่หนาวเหน็บ แข่งกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำดุด่าที่หยาบคาย

"ช้าไปแล้ว! นางกบฏ! มัวแต่นึกถึงวาสนาเก่าๆ อยู่หรือไง!" นางกำนัลอาวุโสหน้าเสี้ยมตะคอก พลางสาดน้ำเย็นจัดใส่ร่างของมู่หรงเสวี่ย "ผ้ากองนี้ต้องเสร็จก่อนตะวันตกดิน ไม่อย่างนั้นคืนนี้เจ้าไม่ต้องกินข้าว!"

มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความหนาวเย็นกัดกินกระดูกทว่านางกลับไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ร่างกายที่เคยสวมไหมพรมเนื้อดีบัดนี้สวมเพียงผ้าป่านเนื้อหยาบที่ชุ่มน้ำ มือเรียวบางที่เคยจับพู่กันและคันศรบัดนี้แตกยับและซีดเผือดจากการแช่น้ำด่าง ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสเป็นประกายกลับนิ่งสงบประดุจน้ำในสระมรณะที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่น นางเรียนรู้ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดว่า... ในวังหลังแห่งนี้ ความอ่อนแอคือใบสั่งตาย และหยาดน้ำตาคือเครื่องเสวยของเหล่าปีศาจ

การเสด็จประพาส

ขณะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังฝืนแรงยกตะกร้าผ้าไม้ไผ่ที่หนักอึ้งด้วยผ้าเปียกขึ้นบ่า จนกระดูกไหล่ส่งเสียงประท้วง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอก็ดังขึ้นจากทางเดินหินอ่อนด้านบนที่เชื่อมต่อกับอุทยานหลวง บรรยากาศรอบกายพลันเงียบกริบราวกับถูกมนต์สะกด แม้แต่เสียงนกร้องยังขาดหาย

เหล่านางกำนัลที่เคยด่าทอนางเมื่อครู่ต่างหน้าซีดเผือด รีบทิ้งไม้ตีผ้าแล้วหมอบกราบลงกับพื้นจนหน้าผากชิดหิมะที่เย็นเยียบ

"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"

ตงฟางเย่ ฮ่องเต้หนุ่มผู้ปกครองแผ่นดินต้าตง เสด็จผ่านหน้าโรงซักล้างด้วยท่วงท่าที่น่าเกรงขาม พระองค์สวมอาภรณ์สีดำขลิบทองดูตัดกับสีขาวของหิมะอย่างโดดเด่น พระพักตร์คมสันเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้ ทว่าเมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านจุดที่มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่... ฝีเท้าที่เคยมั่นคงนั้นกลับหยุดกึก

สายตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวตวัดลงมามองร่างที่ซูบผอมและมอมแมมของอดีตคู่หมั้น แสงอาทิตย์ที่รำไรสะท้อนให้เห็นรอยฟกช้ำบนผิวขาวซีดของนาง ทว่าสิ่งที่ทำให้ตงฟางเย่สะท้านในหทัยคือแผ่นหลังนั้น... นางยังคงตั้งหลังตรงและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่ยอมก้มหัวให้ใครแม้กระทั่งพระองค์

เสียงอันไร้เสียง... ทว่าดังกึกก้อง

ตงฟางเย่จ้องมองนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความโกรธ ความแค้น และร่องรอยของความโหยหาที่ถูกสะกดไว้ภายใต้ความเย็นชา

"เจ้ายังไม่เลิกหยิ่งยโสอีกหรือ มู่หรงเสวี่ย" ตงฟางเย่เอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความร้าวราน "ที่นี่คือโรงซักล้าง ไม่ใช่จวนแม่ทัพ... ในฐานะนักโทษกบฏ เจ้าควรจะหมอบกราบอ้อนวอนขอความเมตตาจากข้า มากกว่าการมายืนจ้องหน้าข้าเช่นนี้"

มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา นางวางตะกร้าผ้าลงช้าๆ ก่อนจะสบตากับมังกรตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

"หม่อมฉันผิดต่อแผ่นดินตรงไหนหรือเพคะ จึงต้องหมอบกราบ?" นางถามกลับเสียงเรียบ "หากพระองค์ต้องการให้หม่อมฉันก้มหัวเพื่อทำลายศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว... หม่อมฉันขอกราบทูลว่า ต่อให้พระองค์สั่งตัดหัวหม่อมฉันตรงนี้ วิญญาณของหม่อมฉันก็ยังจะยืนมองพระองค์ด้วยสายตาเช่นเดิม"

"เจ้า!" ตงฟางเย่กำหมัดแน่นจนถุงพระหัตถ์หนังสั่นสะเทือน "ความผิดของพ่อเจ้า... ความผิดของเจ้ามัดตัวจนดิ้นไม่หลุด เจ้ายังจะกล้าลำพองใจอยู่อีกหรือ!"

"ความจริงมักจะถูกบิดเบือนด้วยความระแวง" มู่หรงเสวี่ยขยับเข้าไปใกล้ขอบทางเดินหินอ่อน กลิ่นน้ำด่างจากตัวนางปะทะกับกลิ่นเครื่องหอมมังกรจากตัวเขา "แต่จดจำคำหม่อมฉันไว้เถิด... วันใดที่ความจริงปรากฏ พระองค์จะเป็นฝ่ายที่อยากให้หม่อมฉันลืมตาขึ้นมามองพระองค์ แต่ในวันนั้น... หม่อมฉันอาจจะไม่เหลือสายตาไว้มองบุรุษที่หูเบาเช่นพระองค์อีกแล้ว"

ตงฟางเย่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พระทัยสั่นไหวอย่างรุนแรง พระองค์อยากจะกระชากนางขึ้นมาคาดคั้น หรือไม่ก็กอดนางไว้ให้หายโหยหา ทว่าทิฐิและอำนาจที่แบกอยู่กลับบีบให้พระองค์ต้องสะบัดหน้าหนี

"ดี! ในเมื่อเจ้าอยากจะลำพองใจนัก... ก็จงอยู่ที่นี่ต่อไป" ตงฟางเย่สั่งการเสียงเหี้ยม "ใครหน้าไหนห้ามให้ความช่วยเหลือสตรีนางนี้ หากข้าพบว่านางทำงานไม่เสร็จตามกำหนด หรือมีใครแอบนำอาหารไปให้นาง... ข้าจะประหารชีวิตทั้งครอบครัว!"

พระองค์เสด็จจากไปพร้อมขบวนองครักษ์ ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ท่ามกลางหิมะที่เริ่มตกหนักขึ้น นางมองตามแผ่นหลังสีดำขลิบทองนั้นไปด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความรัก... เป็นความว่างเปล่าที่แสนอันตราย

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 107 เงาอดีตที่กลับมาทวงคืน

    มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 106 หมากในคราบสนม

    ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 105 สงครามเย็นในวังหลัง

    คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 104 สัญญาสีเลือด

    มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 103 เมตตาธรรมลวงใจ

    ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 102 กับดักกลางคำสรรเสริญ

    กับดักกลางคำสรรเสริญการประชุมขุนนางในสายวันนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามเย็น เสนาบดีหวังและกลุ่มขุนนางอาวุโสยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม โดยมีอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ประทับนั่งในตำแหน่งปรึกษาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตา"ทูลฝ่าบาท" เสนาบดีหวังเริ่มกราบทูล "แผนปฏิรูปภาษีของฮองเฮานั้น แม้เจตนาจะดีเพื่อราษฎร ทว่าในจารีตของต้าตงเรา ขุนนางคือเสาหลักที่ค้ำจุนบัลลังก์ หากเสาหลักสั่นคลอน มังกรจะประทับอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไรพะย่ะค่ะ? กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอ๋องเจ็ด ที่ให้ใช้หลักความกตัญญูและสมัครใจในการช่วยเหลือราชสำนักแทน"อ๋องเจ็ดก้าวออกมาเบื้องหน้า ยอบกายลงอย่างสง่างาม "ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรงเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ แต่นางอาจจะยังมิเข้าใจ 'ศิลปะแห่งการครองใจคน' ขุนนางเหล่านี้รับใช้ราชวงศ์มานาน หากเราบีบบังคับด้วยกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป จะเป็นการสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน กระหม่อมยินดีที่จะเป็นตัวกลางรวบรวมเงินบริจาคจากตระกูลต่างๆ เพื่อเข้าสู่กองทุนช่วยเหลือราษฎร โดยมิให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีให้เป็นที่ขัดเคืองพะย่ะค่ะ"ขุนนา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status