Masukคมดาบส่งประกายในแววตา
ตงฟางเย่จ้องมองอดีตคู่หมั้นผู้ที่เขาเคยสัญญาว่าจะรักและคุ้มครองตลอดไป แต่บัดนี้เขากลับเป็นผู้ลงนามในราชโองการส่งนางลงสู่ขุมนรกนี้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ความเงียบระหว่างคนทั้งคู่กินเวลานานจนน่าอึดอัด
"เจ้าดูจะปรับตัวได้ดีกับที่นี่นะ... มู่หรงเสวี่ย" ตงฟางเย่เอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ "มือที่เคยปักผ้าเช็ดหน้าให้ข้า บัดนี้มีไว้เพื่อขยี้ผ้าสกปรกของทหารเลว ดูท่าว่าตำแหน่ง 'นางกำนัลซักล้าง' จะเหมาะกับบุตรสาวกบฏอย่างเจ้ามากกว่าที่ข้าคิด"
มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไม่มีความโกรธแค้น แต่กลับมีความเฉยชาที่ทำให้น่าขนลุกยิ่งกว่า
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงประทานงานที่ 'บริสุทธิ์' ให้หม่อมฉันเพคะ" นางเอ่ยเสียงเรียบ "เพราะผ้าเหล่านี้... ถึงจะสกปรกเพียงใด แต่เมื่อซักแล้วก็ยังสะอาดได้ ผิดกับหัวใจของคนบางคนในวังนี้ที่ต่อให้ซักด้วยน้ำในมหาสมุทร ก็ไม่มีวันล้างคราบสกปรกออกได้เพคะ"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนตบหน้าฮ่องเต้หนุ่มกลางที่สาธารณะ ตงฟางเย่บีบหมัดแน่น รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนทหารองครักษ์ต้องก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว เขาโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นๆ กลับเย็นเหยียบในความรู้สึกของมู่หรงเสวี่ย
"จงซักผ้าต่อไปเถิดเสวี่ยเอ๋อ... เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความทรมานที่ข้าจะมอบให้เจ้า เพื่อชดเชยที่ตระกูลของเจ้าทำให้ข้าต้องเสียเกียรติ!"
กรงขังแห่งความแค้น
ตงฟางเย่สะบัดฉลองพระองค์เดินจากไป ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาว นางมองตามแผ่นหลังที่ห่างเหินนั้นไปพลางกำเศษผ้าในมือแน่น นางรู้ดีว่าเรื่องกบฏมีเงื่อนงำ และตงฟางเย่เองก็อาจเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมอำนาจนี้
‘ท่านอยากให้ข้าจมดินงั้นหรือตงฟางเย่... ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่า ต่อให้ข้าเป็นเพียงนางกำนัลซักล้าง ข้าก็จะเป็นนางกำนัลที่จะกระชากความจริงออกมาจากใต้พรมของวังหลวงแห่งนี้ให้ได้!’
รอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่มอมแมม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยพัดผ่านความโสโครกของโรงซักล้าง... สัญญาณของการเอาคืนเริ่มต้นขึ้นแล้ว
หิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่ววังหลวงจนขาวโพลน แต่ความหนาวเหน็บของอากาศยังมิอาจเทียบได้กับความเย็นเยือกในหัวใจของ มู่หรงเสวี่ย
ร่างบางในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีซีดจางกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหินที่เย็นจัด มือที่เคยจับพู่กันและร่ายรำบัดนี้แตกหยาบและแดงก่ำเพราะการซักล้างเสื้อผ้าในน้ำที่เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็งมาตลอดทั้งวัน
"ฝ่าบาทเสด็จ!"
เสียงประกาศกังวานทำให้เหล่านางกำนัลต่างก้มหน้าลงติดพื้น มู่หรงเสวี่ยตัวสั่นเทิ้ม ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะกลิ่นหอมสะอาดของไม้กฤษณาที่คุ้นเคยกำลังใกล้เข้ามา... กลิ่นของบุรุษที่นางเคยรักสุดหัวใจ รองเท้าปักลายมังกรหยุดลงตรงหน้าของนาง แรงกดดันมหาศาลทำให้มู่หรงเสวี่ยแทบหายใจไม่ออก
"เงยหน้าขึ้น" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบสั่งการ
เมื่อมู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของ ตงฟางเย่ โอรสสวรรค์ผู้ครองแผ่นดิน ในดวงตาคู่นั้นไม่มีกระแสความเมตตาเหลืออยู่เลย มีเพียงความเหยียดหยามที่รุนแรงจนนางต้องเม้มริมฝีปากแน่น
"สามปีที่ผ่านมา... รสชาติของการเป็นลูกสาวกบฏในโรงซักล้างเป็นอย่างไรบ้าง มู่หรงเสวี่ย?"
"หม่อมฉัน... สบายดีเพคะ" นางตอบด้วยเสียงสั่นพร่า
"ดี!" ตงฟางเย่แค่นหัวเราะ " ในขณะที่พ่อของเจ้าทำให้ชายแดนลุกเป็นไฟ เจ้ากลับอยู่อย่าง 'สบายดี' เช่นนั้นคืนนี้จงไปถวายงานรับใช้ที่ตำหนักจิ้งซิน ข้าอยากรู้นักว่ามือที่หยาบกร้านของเจ้า จะยังปรนนิบัติข้าได้เหมือนวันวานหรือไม่"
คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ ตำหนักจิ้งซินคือสถานที่ที่พวกเขาเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันชั่วนิรันดร์ การที่เขาเรียกนางไปที่นั่น ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นความหลัง แต่มันคือการเหยียบยำศักดิ์ศรีของนางให้จมดิน
"แต่หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำ... ไม่คู่ควร..."
"เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!" ตงฟางเย่โน้มตัวลงมาเชยคางนางขึ้น แรงบีบนั้นทำให้น้ำตาของหญิงสาวร่วงเผาะลงบนหลังมือของเขา "จำไว้ว่าชีวิตของเจ้าเป็นของข้า ข้าจะให้เจ้าอยู่หรือตาย หรือจะอยู่อย่างตายทั้งเป็น... มันก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของข้าเพียงผู้เดียว!"
เขาสะบัดมือนางออกอย่างไม่ใยดีก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยทรุดตัวลงกับพื้นหิมะ ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย นางรู้ดีว่าค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ไม่อาจจบสิ้น
มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!
ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง
คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี
มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ
กับดักกลางคำสรรเสริญการประชุมขุนนางในสายวันนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามเย็น เสนาบดีหวังและกลุ่มขุนนางอาวุโสยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม โดยมีอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ประทับนั่งในตำแหน่งปรึกษาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตา"ทูลฝ่าบาท" เสนาบดีหวังเริ่มกราบทูล "แผนปฏิรูปภาษีของฮองเฮานั้น แม้เจตนาจะดีเพื่อราษฎร ทว่าในจารีตของต้าตงเรา ขุนนางคือเสาหลักที่ค้ำจุนบัลลังก์ หากเสาหลักสั่นคลอน มังกรจะประทับอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไรพะย่ะค่ะ? กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอ๋องเจ็ด ที่ให้ใช้หลักความกตัญญูและสมัครใจในการช่วยเหลือราชสำนักแทน"อ๋องเจ็ดก้าวออกมาเบื้องหน้า ยอบกายลงอย่างสง่างาม "ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรงเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ แต่นางอาจจะยังมิเข้าใจ 'ศิลปะแห่งการครองใจคน' ขุนนางเหล่านี้รับใช้ราชวงศ์มานาน หากเราบีบบังคับด้วยกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป จะเป็นการสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน กระหม่อมยินดีที่จะเป็นตัวกลางรวบรวมเงินบริจาคจากตระกูลต่างๆ เพื่อเข้าสู่กองทุนช่วยเหลือราษฎร โดยมิให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีให้เป็นที่ขัดเคืองพะย่ะค่ะ"ขุนนา







