Accueil / รักโบราณ / นางหงส์เหนือบัลลังก์ / บทที่ 10 กรงขังแห่งความแค้น

Partager

บทที่ 10 กรงขังแห่งความแค้น

last update Date de publication: 2026-01-27 21:39:23

คมดาบส่งประกายในแววตา

ตงฟางเย่จ้องมองอดีตคู่หมั้นผู้ที่เขาเคยสัญญาว่าจะรักและคุ้มครองตลอดไป แต่บัดนี้เขากลับเป็นผู้ลงนามในราชโองการส่งนางลงสู่ขุมนรกนี้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ความเงียบระหว่างคนทั้งคู่กินเวลานานจนน่าอึดอัด

"เจ้าดูจะปรับตัวได้ดีกับที่นี่นะ... มู่หรงเสวี่ย" ตงฟางเย่เอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ "มือที่เคยปักผ้าเช็ดหน้าให้ข้า บัดนี้มีไว้เพื่อขยี้ผ้าสกปรกของทหารเลว ดูท่าว่าตำแหน่ง 'นางกำนัลซักล้าง' จะเหมาะกับบุตรสาวกบฏอย่างเจ้ามากกว่าที่ข้าคิด"

มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไม่มีความโกรธแค้น แต่กลับมีความเฉยชาที่ทำให้น่าขนลุกยิ่งกว่า

"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงประทานงานที่ 'บริสุทธิ์' ให้หม่อมฉันเพคะ" นางเอ่ยเสียงเรียบ "เพราะผ้าเหล่านี้... ถึงจะสกปรกเพียงใด แต่เมื่อซักแล้วก็ยังสะอาดได้ ผิดกับหัวใจของคนบางคนในวังนี้ที่ต่อให้ซักด้วยน้ำในมหาสมุทร ก็ไม่มีวันล้างคราบสกปรกออกได้เพคะ"

คำพูดนั้นเปรียบเสมือนตบหน้าฮ่องเต้หนุ่มกลางที่สาธารณะ ตงฟางเย่บีบหมัดแน่น รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนทหารองครักษ์ต้องก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว เขาโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นๆ กลับเย็นเหยียบในความรู้สึกของมู่หรงเสวี่ย

"จงซักผ้าต่อไปเถิดเสวี่ยเอ๋อ... เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความทรมานที่ข้าจะมอบให้เจ้า เพื่อชดเชยที่ตระกูลของเจ้าทำให้ข้าต้องเสียเกียรติ!"

กรงขังแห่งความแค้น

ตงฟางเย่สะบัดฉลองพระองค์เดินจากไป ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาว นางมองตามแผ่นหลังที่ห่างเหินนั้นไปพลางกำเศษผ้าในมือแน่น นางรู้ดีว่าเรื่องกบฏมีเงื่อนงำ และตงฟางเย่เองก็อาจเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมอำนาจนี้

‘ท่านอยากให้ข้าจมดินงั้นหรือตงฟางเย่... ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่า ต่อให้ข้าเป็นเพียงนางกำนัลซักล้าง ข้าก็จะเป็นนางกำนัลที่จะกระชากความจริงออกมาจากใต้พรมของวังหลวงแห่งนี้ให้ได้!’

รอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่มอมแมม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยพัดผ่านความโสโครกของโรงซักล้าง... สัญญาณของการเอาคืนเริ่มต้นขึ้นแล้ว

หิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่ววังหลวงจนขาวโพลน แต่ความหนาวเหน็บของอากาศยังมิอาจเทียบได้กับความเย็นเยือกในหัวใจของ มู่หรงเสวี่ย

ร่างบางในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีซีดจางกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหินที่เย็นจัด มือที่เคยจับพู่กันและร่ายรำบัดนี้แตกหยาบและแดงก่ำเพราะการซักล้างเสื้อผ้าในน้ำที่เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็งมาตลอดทั้งวัน

"ฝ่าบาทเสด็จ!"

เสียงประกาศกังวานทำให้เหล่านางกำนัลต่างก้มหน้าลงติดพื้น มู่หรงเสวี่ยตัวสั่นเทิ้ม ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะกลิ่นหอมสะอาดของไม้กฤษณาที่คุ้นเคยกำลังใกล้เข้ามา... กลิ่นของบุรุษที่นางเคยรักสุดหัวใจ รองเท้าปักลายมังกรหยุดลงตรงหน้าของนาง แรงกดดันมหาศาลทำให้มู่หรงเสวี่ยแทบหายใจไม่ออก

"เงยหน้าขึ้น" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบสั่งการ

เมื่อมู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของ ตงฟางเย่ โอรสสวรรค์ผู้ครองแผ่นดิน ในดวงตาคู่นั้นไม่มีกระแสความเมตตาเหลืออยู่เลย มีเพียงความเหยียดหยามที่รุนแรงจนนางต้องเม้มริมฝีปากแน่น

"สามปีที่ผ่านมา... รสชาติของการเป็นลูกสาวกบฏในโรงซักล้างเป็นอย่างไรบ้าง มู่หรงเสวี่ย?"

"หม่อมฉัน... สบายดีเพคะ" นางตอบด้วยเสียงสั่นพร่า

"ดี!" ตงฟางเย่แค่นหัวเราะ " ในขณะที่พ่อของเจ้าทำให้ชายแดนลุกเป็นไฟ เจ้ากลับอยู่อย่าง 'สบายดี' เช่นนั้นคืนนี้จงไปถวายงานรับใช้ที่ตำหนักจิ้งซิน ข้าอยากรู้นักว่ามือที่หยาบกร้านของเจ้า จะยังปรนนิบัติข้าได้เหมือนวันวานหรือไม่"

คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ ตำหนักจิ้งซินคือสถานที่ที่พวกเขาเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันชั่วนิรันดร์ การที่เขาเรียกนางไปที่นั่น ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นความหลัง แต่มันคือการเหยียบยำศักดิ์ศรีของนางให้จมดิน

"แต่หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำ... ไม่คู่ควร..."

"เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!" ตงฟางเย่โน้มตัวลงมาเชยคางนางขึ้น แรงบีบนั้นทำให้น้ำตาของหญิงสาวร่วงเผาะลงบนหลังมือของเขา "จำไว้ว่าชีวิตของเจ้าเป็นของข้า ข้าจะให้เจ้าอยู่หรือตาย หรือจะอยู่อย่างตายทั้งเป็น... มันก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของข้าเพียงผู้เดียว!"

เขาสะบัดมือนางออกอย่างไม่ใยดีก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยทรุดตัวลงกับพื้นหิมะ ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย นางรู้ดีว่าค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ไม่อาจจบสิ้น

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 185 ศักดิ์ศรีเหนือความตาย

    มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 184 ความตายที่คืบคลาน

    พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 183 คืนจันทร์โลหิต... ประตูเมืองที่ถูกเปิดออก

    ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 182 การประชิดเมืองหลวง... กับดักใต้เงามืด

    "ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 181 การสละมงกุฎพยัคฆ์

    คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 180 ความตื่นตระหนกในกองทัพ

    คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status