LOGINดีนสังเกตแมวของตนก็รู้ทันทีว่ามันคงไม่ชอบขึ้นรถเท่าไหร่นัก จึงรีบเร่งขับไปยังคลินิกรักษาสัตว์ที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วพามันเข้าไปหาสัตวแพทย์ตามประสาคนเลี้ยงสัตว์ มองดูเจ้าสีนิลเซื่องซึมก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“มันจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับหมอ?”
“ไม่หรอกค่ะ น้องอาจจะแค่ตื่นรถเลยซึมเป็นธรรมดา” ผู้ช่วยสัตวแพทย์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม สายตาที่มองดีนนั้นหวานเยิ้มราวกับเจอคนถูกใจ ก็ไม่แปลกเท่าไหร่ในเมื่อเขาก็ไม่ใช่คนหน้าไม่ดี แม้นิลมณีจะรับรู้ทุกอย่างแต่ตอนนี้ไม่มีกระจิตกระใจสนใจอะไรแล้ว เธอรู้สึกสะอิดสะเอียนจนไม่อยากจะลุกไปไหนราวกับคนเมาค้าง
“นั่งรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวให้คุณเหมอมาฉีดวัคซีนให้”
“ครับ แต่ว่าเจ้าสีนิลอาจจะ...”
“คะ?”
“เอ่อ...มันน่าจะดุนิดหน่อยน่ะครับ” ดีนเอ่ยขึ้นพลางปรายสายตามองเจ้าสีนิลที่นอนหงอยอยู่ ผู้ช่วยสัควแพทย์ยิ้มรับบางๆก่อนจะพยักหน้า
“ไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงมือหมอแล้วน้องจะไม่เป็นไรค่ะ”
“...ครับ”
“คุณใจดีจังเลยนะคะ ดูรักเจ้าเหมียวน่าดู”
“ก็...มั้งครับ” ดีนตอบพลางยิ้มแห้งๆ เขาไม่รู้วิธีเลี้ยงมันด้วยซ้ำ แต่เขาสงสารที่มันบาดเจ็บอยู่ซ้ำยังนอนตากฝนเลยเก็บมันมาเลี้ยงทั้งที่ในชีวิตไม่เคยคิดจะเลี้ยงสัตว์ตัวไหนเลย แต่นี่เพราะความสงสารจึงได้เสียเงินกับของเล่นและอื่นๆมากมายที่เกี่ยวกับแมวเป็นหมื่นๆ แต่แมวของเขานั้นแตกต่างจากแมวทั่วไปตรงที่มันไม่สนใจเล่นอะไรสักอย่างที่เขาซื้อมาราวกับมีความคิดเป็นของตัวเอง...จนแทบจะเหมือนมนุษย์อย่างเขาอยู่แล้ว
“อย่าดื้อกับหมอนะสีนิล” ดีนโน้มตัวไปพูดกับเจ้าแมวเหมียวที่นอนซึมอยู่ด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเป็นใย นิลมณีในร่างสีนิลลืมตาขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกแปลกๆสับสนปนเปไปหมดจนใจเต้น แต่เธอก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเธอ..กำลังเมารถอยู่ถึงได้รู้สึกแบบนี้...ซึ้งในความรักสัตว์ของเขา...
...หมอ...หม๊ออออออ...
เงี๊ยววววว!!!
“เจ็บแป๊บเดียวน่าเจ้าเหมียว” สัตวแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นหลังจากที่เจ้าแมวสีดำตรงหน้าร้องขู่เขาและดีดดิ้นไม่หยุดหลังที่เห็นเข็มฉีดยาในมือของเขา ผู้ช่วยก็จับล็อกเจ้าเหมียวแมวไว้แน่นจนเท้าหน้าเล็กๆของมันไม่สามารถขยับได้ เท้าหลังได้แต่เพียงกุยกายอยู่บนเขียงหรือเคาน์เตอร์สแตนเลสสำหรับการรักษา
...เจ็บนะ!!!... เข็มแหลมๆทิ่มแทงเข้าไปยังเนื้อหนังแก้มก้นเจ้าแมวสีนิล ขนสีดำของมันลุกชันขึ้นพลางร้องเสียงแมวสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ในใจแอบนึกแค้นเคืองเจ้ามนุษย์ที่พาเธอมาฉีดยาแบบนี้
“เรียบร้อยแล้ว เด็กดีมากเจ้าเหมียว” สัตวแพทย์หนุ่มพูดพลางเอามือลูบหัวมันเบาๆ ก่อนที่ผู้ช่วยจะรีบพามันเข้ากระเป๋าเป้พกพาแมวเพราะกลัวว่ามันจะหันมาข่วนอีกครั้ง แล้วรีบนำมันออกไปคืนเจ้าของ
“เรียบร้อยแล้วนะคะ” ผู้ช่วยสาวเดินเอากระเป๋าเป้พกพาแมวไปให้ดีนเองกับมือพลางยิ้มหวานส่งให้ ดีนที่นั่งกดโทรศัพท์อยู่เงยหน้าขึ้นแล้วรีบลุกขึ้นรับกระเป๋าเป้นั้นด้วยรอยยิ้มบางๆตามมารยาท
“ขอบคุณครับ ชำระเงินเรียบร้อยแล้วนะครับ” ดีนเอ่ย
“ค่ะ...เอ...อยากรู้จังเลยว่าเจ้าสีนิลตัวนี้มีแม่หรือยังนะ” ผู้ช่วยสาวเอ่ยพลางบิดตัวเขินและก้มมองเจ้าแมวสีดำที่อยู่ในกระเป๋าก่อนจะดึงสายตาช้อนมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม ดีนเข้าใจดีว่าเธอหมายถึงอะไร
“ไม่มีหรอกครับ...แมวตัวนี้มีแค่พี่ชายก็พอ” ดีนเอ่ยก่อนจะผงกหน้าเป็นเชิงขอตัวก่อนแล้วเดินหันหลังจากไป เล่นเอาผู้ช่วยสาวมองตามตาละห้อยอย่างนึกเสียดาย
ชายหนุ่มที่ชื่อว่า ดีน แม้จะเป็นซีอีโอของบริษัทใหญ่โตแต่ก็เลือกที่จะเช่าคอนโดเล็กๆใกล้กับที่ทำงาน ใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์และเป็นคนที่ค่อนข้างจะดูเข้าถึงยาก เย็นชาไปเสียหน่อย แอบเจ้าชู้นิดๆเวลาที่เจอผู้หญิงที่ถูกใจอย่างว่าที่เลขาคนใหม่ที่กำลังจะเข้ามาทำงานให้วันมะรืน แต่สำหรับคนอื่นๆในบริษัทจะมองว่าเขานั้นโหดร้ายมากในเรื่องงานจึงไม่ค่อยมีใครชอบขี้หน้าสักเท่าไหร่แม้จะหล่อลากดินแค่ไหนก็ตาม
“ถึงบ้านแล้วเจ้าสีนิล” ดีนเอ่ยพร้อมกับปล่อยเจ้าสีนิลออกจากกระเป๋าเป้ แต่ด้วยความคับแค้นขุ่นเคืองใจที่มีอยู่ก่อนหน้า เรื่องที่เขาพาเธอไปฉีดยาโดยไม่ถามความสมัครใจ...ถึงเธอจะพูดภาษาคนไม่ได้ในร่างนี้ก็เถอะ แต่มันก็เคืองอยู่ดี
“เฮ้ย!! เอาอีกแล้วนะ!” ทันทีที่กระเป๋าเปิดออกเจ้าสีนิลก็กระโดดข่วนไปที่ดั้งโด่งสวยของเขาทันทีจนเป็นรอยเล็บหนึ่งขีดแล้วเดินสะบัดตัวเชิดไปทางอื่นแทบจะทันที ดีนทำได้เพียงร้องเสียงหลงมองเจ้าแมวจอมหยิ่งแถมยังดื้อรั้นกับเขาที่เก็บมันมาเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี แต่กลับถูกข่วนราวกับชังขี้หน้าอย่างไม่ใยดีเสียอย่างนั้น
“เฮ้อ...” ดีนทิ้งตัวลงนั่งถอนหายใจพลางเอามือลูบจมูกตัวเองปอยๆ นิลมณีในร่างเจ้าแมวสีนิลเหลียวมองเขาพลางคิดในใจว่าเธอเล่นแรงเกินไปหรือเปล่าที่ข่วนไปที่ใบหน้าหล่อๆของเขาแบบนั้น นึกๆแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นจึงเดินเข้าไปหาคลอเคลียที่ขาเขาราวกับกำลังขอโทษ
เหมี๊ยววว... ไม่วายยังทำหน้าออดอ้อนร้องเสียงน่ารักมองเขาตาแป๋ว ดีนหลุบสายตามองเจ้าแมวตัวเล็กนิ่งไม่แสดงสีหน้าใดๆ จนเจ้าแมวสีนิลร้องอ้อนเขาอีกครั้งอีกทั้งยังเอาขาหน้าไปแตะที่ขาของเขา
เหมียว
“ไม่ต้องมาตบหัวแล้วลูบหลังเลย” ดีนเอ่ย
....ไม่ได้ตบหัวสักหน่อย แค่ข่วนหน้าเบาๆเองน่านุด(นุด=มนุษย์).... เธอคิดอย่างนึกขำแม้ว่าจะนั่งทำหน้าบ้องแบ๊วมองตาเขาปริบๆอย่างใสซื่อ แต่ทว่ามุมปากตรงหนวดกระตุกขึ้นราวกับว่ามันกำลังยิ้ม ดีนเลิกคิ้วหลุบตามองท่าทางของเจ้าแมวตัวน้อยก่อนจะคว้าร่างมันขึ้นมามองใกล้ๆ
“ฉันเห็นนะว่าเธอยิ้มน่ะเจ้าสีนิล ฉันหล่อจนอดใจไม่ไหวเลยหรือไงถึงได้ฝากรอยไว้แบบนี้” พูดกับเจ้าแมวจอมหยิ่งของเขาอย่างใจอ่อน ยังไงก็โกรธสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าแมวไม่ลงอยู่ดี
...เฮอะๆ คนอะไรหลงตัวเองชะมัด แถมยังบ้าคุยกับแมวได้ทุกวัน... คิดในใจแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องตอบรับอะไรออกไป ก่อนที่เขาจะวางเจ้าแมวเหมียวลงแล้วลุกขึ้น
“วันนี้ฉันมีนัดนะ อาจจะกลับเข้ามาดึกหน่อย...จะวางอาหารไว้ให้แล้วกัน” ดีนเอ่ยพลางเปิดตู้เย็นราวกับหาอะไรบางอย่างก่อนที่เขาจะหยิบเนื้อปลาแซลม่อนขึ้นมา จัดการคว้ากระทะอย่างดีมากริลเนื้อปลาให้เจ้าแมวเหมียวอย่างใส่ใจ เจ้าแมวสีนิลมองดูการกระทำของชายหนุ่มด้วยตาเป็นประกายอย่างลืมตัว
“มีมองเข้า ชอบล่ะสิ” ดีนเอ่ยพลางปรายสายตาหลุบและยกยิ้ม
เจ้าแมวสีนิลมองดูอาหารจานโปรดที่ตนชื่นชอบ เพียงแค่ไม่มีใครรู้เพราะเธอไม่เคยพูดกับใครที่ไหน มันบังเอิญที่เขาซื้อมาตรงใจเธอพอดิบพอดีก็เท่านั้น
“มันร้อนอยู่อย่าพึ่งกินนะ” ดีนเอ่ยพลางยกจานเนื้อปลาแซลมอนวางลงบนพื้นห้อง เอื้อมมือไปลูบหัวเจ้าแมวสีนิลเบาๆ ก่อนจะหยัดกายเต็มความสูงเดินหายเข้าไปในห้อง
นิลมณีในร่างเจ้าสีนิลนั่งมองเนื้อปลาอยู่อย่างนั้นเพื่อรอให้มันเย็นอย่างที่เขาพูดเตือนไว้ ไม่ได้สนใจว่าชายหนุ่มจะกำลังทำอะไรและไปที่ไหน สายตาจ้องมองอาหารตรงอย่างใจจดใจจ่อ จนเจ้าของห้องเดินหายลับออกจากห้องไป..
เจ้าแมวน้อยนอนขุดคู้เกยขาหน้าอยู่ตรงโซฟาที่เดิมที่เคยนอนประจำ เสียงปลดล็อกประตูห้องทำให้มันกระดิกหูเล็กน้อยทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่ ก่อนจะชูคอเหลียวมองผู้ที่เข้าห้องมาด้วยความอยากรู้ตามสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มใบหน้าที่คุ้นเคยเดินเข้าห้องมาพร้อมกับหญิงสาวในชุกเดรสเกาะอกสั้นสีดำรัดรูป เกาะกอดกันเข้ามาในห้องก่อนจะเริ่มนัวเนียกันเมื่อปิดประตูห้องลง
กลิ่นเหล้าคละคลุ้งปะทะเข้าที่ปลายจมูกเล็กรูปหัวใจ การรับกลิ่นของแมวนั้นไกลกว่ามนุษย์หลายเท่า เจ้าแมวสีนิลดวงตาเบิกโพลงมองสองร่างที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไปมา ใบหน้าหญิงสาวนั้นช่างคุ้นเคยเหมือนที่เธอเคยเห็นเมื่อตอนกลางวัน
...เอ๊ะ...ผู้ช่วยคนนั้น?!...
ตุลาการทมิฬหยุดชะงัก ตราชั่งกระดูกสั่นไหวเล็กน้อย"เจ้าจะเสนอสิ่งใด ราชินีผู้ตกอับ? ศิลานั่นคือทางเดียวที่จะช่วยมนุษย์ผู้นี้ หากเจ้าใช้มันเจรจากับข้า เขาก็ต้องตายอยู่ดี""ข้าไม่ได้จะใช้มันเพื่อขอชีวิตเขาเปล่าๆ..." นิลมณีก้าวออกมาข้างหน้าดีน "แต่ข้าจะใช้ศิลานี้เป็น 'อาวุธ' และ 'ข้อแลกเปลี่ยน' หากท่านไม่หยุดการพิพากษาขี้ข้านี่ ข้าจะระเบิดหัวใจศิลานี้ทิ้งเสีย! ท่านก็รู้ดีว่าหากหัวใจศิลาอัคนีถูกทำลายในหุบเขาเพลิง ความสมดุลของมิติปีศาจจะพังทลาย ลาวาจะไหลท่วมไปถึงเขตแดนของท่าน และท่านเอง... ก็จะต้องรับผิดชอบต่อเบื้องบนที่ปล่อยให้มิตินี้วินาศ!"บรรยากาศเงียบสงัดลงทันที แม้แต่เปลวไฟยังหยุดพริ้วไหว ตุลาการทมิฬจ้องมองนิลมณีด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา"นิล... อย่า..." ดีนพยายามจะห้ามด้วยเสียงที่แหบแห้ง เพราะเขารู้ว่าถ้าเธอระเบิดศิลา เธอเองก็จะได้รับผลกระทบจนวิญญาณอาจแตกสลายไปด้วย"ข้าให้ท่านเลือก!" นิลมณี
ดีนในร่างกึ่งเทพปีศาจพุ่งเข้าใส่หงส์มุกด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยไหม้สีดำไว้บนพื้นหิน ดาบพลังงานสีนิลที่ก่อตัวขึ้นจากอากาศธาตุฟาดฟันเข้าใส่หงส์มุกอย่างรุนแรงจนนางต้องยกกระจกวิญญาณขึ้นมาป้องกันแทบไม่ทันเปรี้ยง!แรงปะทะทำให้ภูเขาไฟโดยรอบสั่นสะเทือน ลาวาปะทุขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับพุไฟ นิลมณีมองดูภาพนั้นด้วยความใจหาย เธอสังเกตเห็นว่าผิวหนังของดีนเริ่มปริแตกและมีแสงสีทองลอดออกมาตามรอยแยก นั่นคือสัญญาณว่าร่างกายมนุษย์ของเขากำลังจะ "ระเบิด" เพราะรับพลังมหาศาลของอดีตราชาไม่ไหว"ดีน! พอเถอะค่ะ! ร่างกายคุณจะรับไม่ไหวแล้ว!" นิลมณีตะโกนก้อง น้ำตาไหลพราก พยายามจะพุ่งเข้าไปหาแต่ถูกแรงดันวิญญาณกระแทกออกมาหงส์มุกที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม กระจกวิญญาณในมือร้าวระแหง นางกระอักเลือดออกมาเป็นสีดำเข้ม ก่อนจะหัวเราะอย่างเสียสติ "คิดว่าชนะข้าได้งั้นหรือ? ต่อให้เจ้าฆ
ย้อนกลับไป...เมื่อหลายร้อยปีก่อน ในวันที่นิลมณีเข้าพิธีรับตำแหน่งราชินีปีศาจอย่างเป็นทางการ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันและการนองเลือดตามธรรมเนียมโบราณ ขุนพลทมิฬในตอนนั้นเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกปรักปรำว่ากบฏ เขาถูกล่ามโซ่ตรวนเหล็กหนา คุกเข่ารอคมดาบอยู่บนแท่นหินเย็นเฉียบในขณะที่เพชฌฆาตเงื้อมดาบขึ้นสูง นิลมณีในชุดคลุมสีดำยาวเหยียดเดินผ่านมาด้วยสายตาที่เย็นชาและว่างเปล่า เธอไม่ได้หันไปมองนักโทษด้วยความสงสาร แต่เธอกลับหยุดฝีเท้าเพียงเพราะ รำคาญ เสียงโซ่ตรวนที่ดิ้นรน"เสียงโซ่นี่มันหนวกหูข้าเหลือเกิน" นิลมณีในวัยเยาว์เอ่ยเสียงเรียบ "ปลดโซ่เขาซะ แล้วไล่ให้ไปพ้นหน้าข้าเสีย ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วฆ่าพวกเจ้าทุกคนแทน"คำสั่งที่ดูเหมือนความรำคาญใจในตอนนั้น กลับกลายเป็นการมอบชีวิตใหม่
"ฝ่าบาท! ไปเดี๋ยวนี้!" ขุนพลทมิฬตะโกนสั่งขณะที่ใช้ดาบรับการโจมตีจากหงส์มุกที่เริ่มลงมาสู้ด้วยตัวเอง "เส้นทางอุโมงค์ใต้รากต้นอโศกจะนำท่านไปสู่ชายแดนหุบเขาเพลิง ข้าจะระเบิดถ้ำนี้ปิดทางพวกมันไว้!"นิลมณีมองขุนพลผู้ซื่อสัตย์ด้วยสายตาอาลัย แต่เธอรู้ว่าชีวิตของดีนสำคัญที่สุด "เจ้าต้องรอดตามมาให้ได้นะขุนพลทมิฬ... นี่คือคำสั่ง!""พะยะค่ะ!"นิลมณีรวบรวมกำลังที่เหลือ ช้อนอุ้มร่างของดีนที่เริ่มเพ้อไม่ได้สติเพราะพิษของพันธสัญญาเลือดพุ่งตัวลงสู่อุโมงค์ลับที่ซ่อนอยู่ใต้รากไม้ใหญ่ ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั้งคู่ทันที มีเพียงแสงจางๆ จากอัญมณีที่ผนังอุโมงค์ที่นำทางไปภายในอุโมงค์นั้นแคบและเต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถัน ยิ่งเดินลึกเข้าไป อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเหงื่อไหลโชก ดีนที่อยู่ในอ้อมแขนเริ่มดิ้นรนด้วยความทรมาน ผิวหนังของเขาเริ่มมีเกล็ดสีดำจางๆ ผุดขึ้นมาตามแขนและลำคอ"ดีน... อดทนไว้นะคะ เราใกล้จะถึงหุบเขาเพ
ประตูมิติสีดำสนิทนำพาทั้งสามร่างร่วงหล่นลงสู่พื้นหญ้าสีม่วงหม่นที่ส่งกลิ่นหอมเย็นประหลาด ดีนประคองร่างนิลมณีไว้ในอ้อมแขนขณะที่พยายามยันกายลุกขึ้น แสงสว่างที่นี่ไม่ใช่แสงอาทิตย์ แต่เป็นแสงสีเงินยวงจากดวงจันทร์สามดวงที่แขวนอยู่บนท้องฟ้าสีครามเข้มตลอดกาล"ที่นี่... คือที่ไหน?" ดีนถามพลางหอบหายใจ แผลที่มือและหัวไหล่ของเขาเริ่มส่งกลิ่นเหม็นไหม้และมีไอสีดำระเหยออกมา"ที่กบดานเก่าของข้า... ป่าอโศกทมิฬพะยะค่ะ" ขุนพลทมิฬตอบพลางรีบเข้ามาช่วยพยุง "ท่านดีน ท่านต้องรีบนั่งลง ไอพิษจากพันธสัญญาเลือดของหงส์มุกกำลังกัดกินแก่นชีวิตของท่าน"นิลมณีฝืนความอ่อนแอ รวบรวมพลังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดใช้ปลายนิ้ววาดอาคมลงบนแผลของดีน ปากก็พร่ำบ่นด้วยความเสียใจ "นิลบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามายุ่ง... ดูสิ แผลพวกนี้มันเป็นเพราะนิล"ดีนฝืนยิ้มแม้ใบหน้าจะซีดเผือด เขาเอื้อมมือที่ยังดีอยู่ไปลูบแก้มเธอ "แค่นี้ไกลหัวใจน่า... ต่อให้ต้องลงนรกจริงๆ ผมก็ไม่เสียใจที่ได้มากับ
ภายในห้องนอนที่เละเทะ บรรยากาศกดดันจนดีนแทบหายใจไม่ออก หงส์มุกเยื้องกรายเข้ามาทางหน้าต่างที่แตกละเอียดอย่างใจเย็น ฝ่าเท้าของเธอไม่ได้สัมผัสพื้นห้อง แต่ลอยเด่นอยู่เหนือพรมที่ชุ่มไปด้วยเลือดของนิลมณี"หงส์มุก... เจ้ามาทำอะไรที่นี่กันแน่" นิลมณีพยายามดันตัวออกจากอ้อมกอดของดีนเพื่อเผชิญหน้า "เจ้าไม่ได้มาเพียงเพราะประกาศิตของท่านท้าวเวสสุวรรณหรอกใช่ไหม?"หงส์มุกหัวเราะเสียงใส แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเฉียบ "ท่านพี่ก็ยังฉลาดสมกับที่ข้าเคยชื่นชม... ใช่ ข้ามาที่นี่เพราะข้ามี 'ข้อเสนอ' ที่ท่านมิอาจปฏิเสธได้"เธอปรายตาไปมองดีนที่ยืนกำหมัดแน่นข้างนิลมณี "มนุษย์ผู้นี้... เจ้าช่างกล้าหาญนักที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้าเจ้ารู้หรือไม่ว่า 'กลิ่นอายปีศาจ' ที่เจ้าสัมผัสไปเมื่อครู่ มันกำลังกัดกินวิญญาณของเจ้าไปทีละนิด อีกไม่นานเจ้าจะค่อยๆ สิ้นใจด้วยความทรมาน""ผมไม่สน! จะตายก็ตายไปพร้อมกันนี่แหละ!" ดีนตวาดกลับ







