LOGIN“สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ นั่นคือสี่ประโยคที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย อายุเพียงยี่สิบสามแต่กลับไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้”
ลี่ชิงหย่าเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะจัดงานชุมนุมเพื่อกำหนดวันประลองกันไปทำไมเล่าเจ้าคะ เห็นชัดว่าเขาคงชนะอย่างแน่นอน”
ลี่หลันเยว่หัวเราะ
“หลายปีผ่านไปทุกคนฝึกฝนหมั่นเพียร โอกาสแม้น้อยนิด แต่มิใช่เป็นไปไม่ได้ อีกอย่างการประลองนี้ก็ต้องเกิดขึ้นต่อหน้าชาวยุทธ์ หาไม่ผู้คนจะยอมรับนับถือฐานะจ้าวยุทธจักรได้อย่างไรเล่า”
แม้ยังคงไม่กระจ่าง แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่าไม่ได้ซักถามเพิ่มเติม นางมองผู้เป็นพี่สาวกล่าวด้วยความตื่นเต้น ในยามที่บอกให้สาวใช้นำชุดเข้ามาให้
ลี่ชิงหย่าตระหนักดี อย่างไรเสียนางก็เดินทางมาถึงหานซานแล้ว ลี่หลันเยว่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนาง อีกฝ่ายเป็นฮูหยินน้อยตระกูลเสิ่น ตามมารยาทนางจึงนับเป็นหนึ่งในเจ้าบ้าน ซึ่งต้องออกไปทักทายชาวยุทธ์ ทั้งยังต้องเข้าไปนั่งในงานเลี้ยง ซึ่งจะจัดขึ้นสามวันสามคืนหลังจากการชุมนุมกำหนดวันประลอง
เห็นรอยยิ้มสดใสของลี่หลันเยว่ นางที่เป็นน้องสาวย่อมยินดียิ่ง เพราะนี่หมายถึงพี่สาวของนางมีความสุขดี ทั้งยังได้รับความรักเอาใจใส่จากครอบครัวสามี
“พี่ใหญ่ เมื่อไหร่ท่านจะมีหลานตัวอวบอ้วนให้ข้าอุ้มเสียที”
ลี่หลันเยว่ชะงักก่อนใบหน้าแดงเรื่อ “น้องสาวคนนี้ดูพูดเข้า เจ้าเพิ่งปักปิ่นเหตุใดกล้าพูดเรื่องนี้ออกมาได้”
ลี่ชิงหย่าหัวเราะคิกกับท่าทีเขินอายของผู้เป็นพี่สาว “ทำไมเล่าเจ้าคะ ข้าเห็นท่านมีความสุขหน้าตาอิ่มเอิบ เห็นชัดว่าพี่เขยรักใคร่เอาใจใส่ท่านยิ่งนัก หากมีหลานตัวน้อยวิ่งเล่นในสำนักเมฆหวน ที่นี่คงครึกครื้นขึ้นมาก”
“ยังจะล้ออีกหรือ ไม่พูดกับเจ้าแล้ว ถึงเวลางานเลี้ยงพี่ใหญ่จะส่งสาวใช้มาช่วยเจ้าแต่งตัว”
“ข้ากังวลจริงๆ ไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้มาก่อน” ลี่ชิงหย่าค่อนข้างกังวลจริง นางไม่ปิดบังพี่สาวแม้แต่น้อย
ลี่หลันเยว่ถอนหายใจเพราะตระหนักดี น้องสาวของนางคนนี้ไม่ใคร่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้บ่อยนัก
แรกๆ นางยังกังวลว่าอีกฝ่ายจะงอแง แต่เห็นชัดว่าลี่ชิงหย่าเปลี่ยนไปมากหลังปักปิ่น นางดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ใจเย็นขึ้น และมองหลายๆ เรื่องด้วยเหตุผล ดังนั้นนางจึงเบาใจลงมาก
“หากเจ้าอึดอัดจะกลับเร็วหน่อยก็ได้ แต่อย่างไรก็คงต้องไปตามมารยาท”
ลี่ชิงหย่าเห็นสีหน้าของผู้เป็นพี่สาวก็ยิ้ม “ข้าจะพยายามเพื่อท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ ใครใช้ให้ข้ามาหานซานเวลานี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเล่า”
ลี่หลันเยว่ยิ้มกว้าง “พี่ใหญ่ดูไม่ผิดจริงๆ เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก”
“แน่นอนสิเจ้าคะ ข้าปักปิ่นแล้วนี่”
“เอาเถิด หากไม่ไหวจริงๆ เจ้าก็อย่าฝืน จะอย่างไรเจ้าก็เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกไม่มีใครตำหนิเจ้าหรอก”
แม้กังวลเพราะสุขภาพของน้องสาวคนนี้ไม่ดีนัก แต่เห็นชัดว่าบิดามารดาเองก็เข้าใจ ดังนั้นจึงไม่ได้เร่งรัดให้น้องสาวของนางออกเรือน ดังนั้นลี่หลันเยว่จึงวางใจ ทั้งนี้อาจเพราะนางไม่รู้ถึงเหตุผลเบื้องลึกที่ซ่อนอยู่
บิดามารดาของหญิงสาวทั้งสอง กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ลี่ชิงหย่ามองเห็น หากบุตรสาวคนเล็กแต่งออกไป กระทั่งเรื่องที่นางมองเห็นความตายแพร่ออกไป
กลัวเหลือเกินว่าคนอื่นจะมองว่าบุตรสาวของตนเป็นปิศาจ หากบุตรสาวถูกคนที่เชื่อและหวาดกลัวเรื่องเหล่านั้นคิดร้าย คนเป็นบิดาและมารดาเช่นพวกเขา จะสามารถทนได้อย่างไรเล่า
งานเลี้ยงยามค่ำคืนจัดขึ้นที่โถงหอสูงสำนักเมฆหวน เหล่าชาวยุทธ์ตัวแทนจากสำนักต่างๆ นั่งประจำยังที่ซึ่งเจ้าภาพจัดเอาไว้ให้ เสิ่นอิงร่วมดื่มสุรากับชาวยุทธ์ ทั้งยังสนทนากับคนเหล่านั้นอย่างเป็นกันเอง
ลี่ชิงหย่ามองดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ ตอนที่ยังเด็กนางเคยติดตามบิดามารดาไปงานเลี้ยงหรูหราของคหบดี ท่ามกลางงานเลี้ยงอันรื่นเริง ทุกคนล้วนมีท่าทีสุภาพ หากแต่ประโยคที่ใช้ในการสนทนา กลับเต็มไปด้วยการกดข่มฝ่ายตรงข้าม
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับยุทธจักรและชาวยุทธ์ แต่ได้มาเห็นกับตาในวันนี้ นางกลับรู้สึกว่าได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
งานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยสุราอาหาร บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความสุภาพนอบน้อม ราวกับพวกเขาล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน
ไม่มีถ้อยคำกดข่มผู้อื่น ไม่มีประโยคกระทบกระเทียบ หากพวกเขาขัดใจสิ่งใด ก็เพียงแค่นัดประลองกระบี่ ทั้งนี้ก็ตั้งกฎการประลองขึ้นโดยให้มีผู้อื่นเป็นพยาน
นางรู้สึกว่าพวกเขาเป็นเช่นนี้ ยังคงดูมีความจริงใจ ตรงไปตรงมามากกว่าผู้คนในเมืองใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยหน้ากากแห่งความเสแสร้งหลอกลวง
กระนั้นลี่ชิงหย่ายังคงไร้เดียงสาเกินไป นางไม่รู้ว่าทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีสองด้าน
มีดำมีขาว มีดีย่อมมีชั่ว
ไม่ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอย่างไร สิ่งที่ไม่อาจมองเห็นก็ย่อมมีแตกต่าง กระทั่งคนที่นางเคยคิดว่าเขาเป็นคนดี ต่อไปทุกอย่างอาจไม่ใช่เช่นที่นางคิด...
ลี่ชิงหย่าพรวดพราดจะลงจากเตียงพร้อมกรีดร้อง แต่ดูเหมือนผู้บุกรุกจะล่วงรู้การกระทำของนางอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงรวบตัวนางเอาไว้ ทั้งยังใช้มือข้างหนึ่งปิดปากไม่ให้หญิงสาวส่งเสียงภาพบางอย่างวาบเข้ามาในห้วงความคิด ใบหน้าหล่อเหลาของเยี่ยสวินพร้อมกับจุมพิตอันเร่าร้อน...ลี่ชิงหย่าเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย ตระหนักได้ในทันทีว่าผู้บุกรุกคือผู้ใด เพราะทันทีที่เขาแตะต้องตัวนาง นางพลันมองเห็นภาพที่ไม่ปะติดปะต่อ“ภาพเหล่านั้นคือสิ่งใดกันแน่”เขากระซิบถามนางเสียงเบา มองดูหญิงสาวในอ้อมแขนพยายามดิ้นรน ทั้งยังมองตรงไปยังห้องเล็กด้านข้างซึ่งเป็นห้องของสาวใช้ต้นห้อง“หากเจ้าสัญญาว่าจะไม่ส่งเสียง ข้าจะปล่อยเจ้าโดยดี ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับเจ้าเท่านั้น”ลี่ชิงหย่าถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธกรุ่น อยากสนทนากับนาง ไยต้องบุกเข้าหานางในห้องนอนยามวิกาลเช่นนี้ได้ยินพี่สาวของนางกล่าวว่า เยี่ยสวินผู้นี้เป็นคนสุขุม และสุภาพอ่อนโยน แม้ท่าทีจะเย็นชาไปบ้าง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอเห็นชัดว่าพี่สาวของนางโดนหลอกแล้ว!!!“ยังมี...” เยี่ยสวินกระซิบ“สาวใช้ของเจ้าจะไม่ตื่นขึ้นมา ไม่ใช่ในอีกสอง
ภายในห้องพักรับรองซึ่งสำนักเมฆหวนจัดเอาไว้ให้เยี่ยสวิน บัดนี้เหวินหลานกำลังนั่งเงียบอยู่ข้างๆ ศิษย์พี่ใหญ่ของตน เขาอยากถามแต่กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน ดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า“เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถิด”“ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องเมื่อคืนมิใช่หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็สงสัยในตัวคุณหนูลี่เช่นกันกับเราหรอกหรือ”“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว คุณหนูลี่ผู้นี้มิใช่ชาวยุทธ์ นางไหนเลยจะรู้จักการกลบเกลื่อน ก่อนส่งคนออกสืบสาวประวัติผู้อื่น ที่สำคัญนางจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าคุณหนูอันจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องอันตรายถึงเพียงนี้”เยี่ยสวินจิบชาไปคำหนึ่ง แม้สนทนากับเหวินหลานอย่างสุขุม หากแต่มองอย่างไรเรื่องในใจของเขากลับไม่ใช่เรื่องนี้“แสดงว่าท่านมั่นใจว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือนางจริงๆ”เยี่ยสวินลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปไกลแสนไกล หากแต่ความคิดกลับวนเวียนอยู่กับภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนเรื่องเหล่านั้นเหมือนจริงจนเขาเองยังประหลาดใจ ไม่ใช่เขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน เมื่อเห็นตัวเองสวมชุดเจ้าบ่าวทั้งยังลงมือทำร้ายเจ้าสาวของตัวเอง นั่นย่อมทำให้เขารู้สึกสับสนอยู่บ้างลี่ชิงหย่
“นางเพียงตกใจจนหมดสติไปเท่านั้น ขอฮูหยินน้อยอย่าได้กังวล”เขาบอกแม้ว่าตัวเองจะไม่มั่นใจ กระนั้นจังหวะหัวใจและชีพจรของลี่ชิงหย่าก็หาได้โกหกไม่ แม้ว่าเขาจะยังกังขาในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ก็ตามใช่...เขาเองก็มองเห็นภาพเหล่านั้นเช่นกัน ทั้งยังตระหนักดีว่าเห็นภาพนั้น ทันทีที่เขาคว้าไหล่ของหญิงสาว กระทั่งมั่นใจว่าเป็นเพราะนาง ในยามที่ลี่ชิงหย่าแตะมือลงไปยังหลังมือเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ“ขอบคุณพี่เยี่ยมาก หากมิใช่ท่านบังเอิญอยู่ที่นี่ด้วย ชิงชิงไหนเลยจะยังโชคดีเช่นในวันนี้”เสิ่นซีกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนที่บุกเข้ามาเป็นคนของใคร สำนักเมฆหวนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน เรื่องนี้ต้องสืบให้กระจ่าง!!!”หน้าหอสูงที่เต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ บัดนี้พวกเขากำลังห้ำหั่นกันโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เลือดแดงฉานไหลนองเต็มพื้น หอสูงสีขาวสะอาดตา มาบัดนี้กลับแดงฉานคาวคลุ้งไปทั่วบริเวณลี่ชิงหย่ากรีดร้องด้วยความหวาดหวั่น นางมองเห็นพี่สาวของตัวเองยืนอยู่เหนือบันไดหอสูง มีบุรุษผู้หนึ่งถือกระบี่พาดลงไปยังลำคอ ราวกับจับพี่สาวของนางเอาไว้เป็นตัวประกันไม่นานหลังจากนั้นนางก็มองเห็นกระบี่แทงทะลุร่างของพี่ส
ทั้งสามเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยม บทสนทนาที่เหมือนเป็นฉากแก้สถานการณ์ ทั้งที่ในใจของแต่ละคนรับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ใต้ฐานศาลาแปดเหลี่ยม หากแต่ผู้มาเป็นใครเหตุใดจึงปีนขึ้นมาในยามวิกาล ตอนนี้ยังไม่มีใครอยากจะหาคำตอบ“เสี่ยวเถาเจ้าไปบอกสาวใช้เมื่อครู่ว่าไม่ต้องนำชาและของว่างมาแล้ว ข้าจะกลับห้องพัก หลังจากส่งคุณชายท่านนี้ออกไป”ลี่ชิงหย่าส่งสายตาบอกเสี่ยวเถาให้ลอบไปบอกคนคุ้มกันเงียบๆ เสี่ยวเถารีบทำตามโดยดี“คุณชายท่านนี้ข้าจะชี้ทางออกให้ เชิญ” นางใช้น้ำเสียงเรียบเรื่อยทั้งที่ดวงตาแตกตื่น มือทั้งสองข้างกุมกันแน่น“รบกวนจริงๆ ข้าเพียงปลีกตัวออกมาสูดอากาศ ไม่คิดว่าจะเดินเลยเข้ามาไกลถึงเพียงนี้”คนทั้งสองก้าวออกไปช้าๆ กระนั้นลางสังหรณ์กลับบอกลี่ชิงหย่าว่ามีคนกำลังตามมา นางหันกลับไปมองเยี่ยสวินที่เดินอยู่ด้านหลัง แต่เขากลับกระซิบบอกเสียงเบา“เดินต่อไป ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าได้หันกลับมา อย่าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เดินตรงเข้าไปในหอสูง”นางทำตามที่เขาว่าโดยเดินไปเรื่อยๆ เสียงการต่อสู้ดังขึ้น แต่กลับไร้เสียงกระทบของกระบี่ มีเพียงเสียงทึบราวกับของหนักร่วงหล่นลงบนพื้น ลี่ชิงหย่าหวาดหวั่นจนตัวสั่น หากแ
โต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่เยื้องไปด้านหลังเสิ่นอิง ด้านหน้ายังมีพี่สาวนั่งอยู่อีกต่อหนึ่ง ทำให้มองเห็นเหล่าชาวยุทธ์ไม่ใคร่จะถนัดนัก ถึงอย่างนั้นจากหางตากลับมองเห็นกลุ่มชาวยุทธ์ในชุดสีขาวโดดเด่น นั่งรวมตัวกันอยู่ฝั่งซ้ายมือของจ้าวยุทธจักรลี่ชิงหย่าพยายามไม่หันไปมอง แต่ถึงอย่างนั้นกลับรับรู้ถึงสายตาคมที่มองมาเป็นระยะ ความคับข้องใจทำให้นางขมวดคิ้วครุ่นคิด จากนั้นจึงหันไปมองอย่างไม่อาจห้ามเป็นอย่างที่คิดเยี่ยสวินผู้นั้นกำลังจ้องตรงมายังนางจริงๆ“คุณหนูเจ้าคะ”เสี่ยวเถาสังเกตเห็นผู้เป็นนายของตนกำลังนั่งสบตากับบุรุษผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงกระซิบเตือนเสียงเบา ถึงตอนนี้ชาวยุทธ์หลายคนเองก็หันมาให้ความสนใจลี่ชิงหย่า ทั้งที่จุดซึ่งผู้เป็นนายของนางนั่งอยู่นั้นไม่สะดุดตาแต่อย่างใดลี่ชิงหย่ารีบก้มหน้าเพราะรับรู้ว่าตนกำลังตกเป็นเป้าสายตา ชาวยุทธ์หลายคนต่างก็หันมามองนางและเยี่ยสวินสลับกัน กระทั่งในที่สุดก็เริ่มซุบซิบด้วยท่าทีเป็นนัยคิ้วเรียวขมวดมุ่นพร้อมกับหันมากระซิบเสี่ยวเถา “ข้าว่าเรานั่งอีกสักครู่แล้วค่อยแอบออกไปดีกันดีหรือไม่”สายตาหลายคู่ทำให้นางหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นดวงตาคมของเยี่ยสวินที่มองมายังนาง
“สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ นั่นคือสี่ประโยคที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย อายุเพียงยี่สิบสามแต่กลับไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้”ลี่ชิงหย่าเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะจัดงานชุมนุมเพื่อกำหนดวันประลองกันไปทำไมเล่าเจ้าคะ เห็นชัดว่าเขาคงชนะอย่างแน่นอน”ลี่หลันเยว่หัวเราะ“หลายปีผ่านไปทุกคนฝึกฝนหมั่นเพียร โอกาสแม้น้อยนิด แต่มิใช่เป็นไปไม่ได้ อีกอย่างการประลองนี้ก็ต้องเกิดขึ้นต่อหน้าชาวยุทธ์ หาไม่ผู้คนจะยอมรับนับถือฐานะจ้าวยุทธจักรได้อย่างไรเล่า”แม้ยังคงไม่กระจ่าง แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่าไม่ได้ซักถามเพิ่มเติม นางมองผู้เป็นพี่สาวกล่าวด้วยความตื่นเต้น ในยามที่บอกให้สาวใช้นำชุดเข้ามาให้ลี่ชิงหย่าตระหนักดี อย่างไรเสียนางก็เดินทางมาถึงหานซานแล้ว ลี่หลันเยว่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนาง อีกฝ่ายเป็นฮูหยินน้อยตระกูลเสิ่น ตามมารยาทนางจึงนับเป็นหนึ่งในเจ้าบ้าน ซึ่งต้องออกไปทักทายชาวยุทธ์ ทั้งยังต้องเข้าไปนั่งในงานเลี้ยง ซึ่งจะจัดขึ้นสามวันสามคืนหลังจากการชุมนุมกำหนดวันประลองเห็นรอยยิ้มสดใสของลี่หลันเยว่ นางที่เป็นน้องสาวย่อมยินดียิ่ง เพราะนี่หมายถึงพี่สาวของนางมีความสุขดี ทั้งยังได้รับความ







