LOGINโต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่เยื้องไปด้านหลังเสิ่นอิง ด้านหน้ายังมีพี่สาวนั่งอยู่อีกต่อหนึ่ง ทำให้มองเห็นเหล่าชาวยุทธ์ไม่ใคร่จะถนัดนัก ถึงอย่างนั้นจากหางตากลับมองเห็นกลุ่มชาวยุทธ์ในชุดสีขาวโดดเด่น นั่งรวมตัวกันอยู่ฝั่งซ้ายมือของจ้าวยุทธจักร
ลี่ชิงหย่าพยายามไม่หันไปมอง แต่ถึงอย่างนั้นกลับรับรู้ถึงสายตาคมที่มองมาเป็นระยะ ความคับข้องใจทำให้นางขมวดคิ้วครุ่นคิด จากนั้นจึงหันไปมองอย่างไม่อาจห้าม
เป็นอย่างที่คิดเยี่ยสวินผู้นั้นกำลังจ้องตรงมายังนางจริงๆ
“คุณหนูเจ้าคะ”
เสี่ยวเถาสังเกตเห็นผู้เป็นนายของตนกำลังนั่งสบตากับบุรุษผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงกระซิบเตือนเสียงเบา ถึงตอนนี้ชาวยุทธ์หลายคนเองก็หันมาให้ความสนใจลี่ชิงหย่า ทั้งที่จุดซึ่งผู้เป็นนายของนางนั่งอยู่นั้นไม่สะดุดตาแต่อย่างใด
ลี่ชิงหย่ารีบก้มหน้าเพราะรับรู้ว่าตนกำลังตกเป็นเป้าสายตา ชาวยุทธ์หลายคนต่างก็หันมามองนางและเยี่ยสวินสลับกัน กระทั่งในที่สุดก็เริ่มซุบซิบด้วยท่าทีเป็นนัย
คิ้วเรียวขมวดมุ่นพร้อมกับหันมากระซิบเสี่ยวเถา “ข้าว่าเรานั่งอีกสักครู่แล้วค่อยแอบออกไปดีกันดีหรือไม่”
สายตาหลายคู่ทำให้นางหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นดวงตาคมของเยี่ยสวินที่มองมายังนาง ราวกับว่าเขาพยายามอ่านทุกอย่างที่นางซุกซ่อนอยู่ นั่นยิ่งทำให้นางอึดอัด อยากไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
ในขณะเดียวกันนั้น เหวินหลานก็กระซิบเยี่ยสวินเสียงเบา “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านว่าสำนักเมฆหวนจงใจหรือไม่ ทำไมจึงให้แม่นางลี่ออกมาปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้”
เยี่ยสวินหรุบดวงตาลงมองจอกสุราในมือ “เรื่องที่คุณหนูลี่ส่งคนมาสืบประวัติคุณหนูอัน เจ้าสืบไปถึงไหนแล้ว”
“ข้าหาความเชื่อมโยงของพวกนางไปพบเลยขอรับ”
“น้อยคนนักจะล่วงรู้ว่าหลันเอ๋อร์รู้จักกับคุณหนูอัน เจ้าไม่คิดว่าเรื่องนี้ฟังดูแปลกหรอกหรือ คุณหนูลี่ที่ไม่เคยก้าวออกมาจากจีชาง กลับส่งคนมาสืบประวัติคนที่ไม่เคยรู้จัก อีกทั้งยังไม่ได้พยายามปกปิด ส่วนคุณหนูอันเพราะสุขภาพของนางอ่อนแอจึงไม่เคยออกจากเมืองเจียงเล่อ สองเดือนก่อนมีคนพบหลันเอ๋อร์ที่จีชาง บางทีสหายที่นางบอกว่าไหว้วานมาไหว้หลุมศพคุณหนูอัน อาจจะ...”
“หรือว่าเป็นศิษย์น้องเล็กหรือขอรับ”
เยี่ยสวินไม่ได้ตอบ สายตากลับเหลือบมองไปยังโต๊ะด้านหลังเสิ่นอิง กระนั้นทิศทางนั้นกลับว่างเปล่า ลี่ชิงหย่ากับสาวใช้ที่เคยนั่งอยู่หายไปแล้ว
หลังจากพี่สาวของนางมองด้วยสายตาเข้าอกเข้าใจ ลี่ชิงหย่าก็แอบออกมาจากงานชุมนุมเงียบๆ ได้สำเร็จ มองดูเสี่ยวเถาที่เพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลี่ชิงหย่าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ
“คุณหนูวันนี้อากาศดีอีกทั้งยังไม่ดึกมาก ท่านอยากไปนั่งเล่นที่ศาลาแปดเหลี่ยมหรือไม่เจ้าคะ” สาวใช้ของสำนักเมฆหวนที่พี่สาวของลี่ชิงหย่าส่งมาดูแลกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม
หญิงสาวใคร่ครวญครู่หนึ่ง เพราะสำนักเมฆหวนการคุ้มกันแน่นหนา อีกทั้งศาลาแปดเหลี่ยมยังอยู่ลึกเข้าไปในหอหลัง ดังนั้นลี่ชิงหย่าจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องคนนอก
“ก็ดีเหมือนกัน ข้ายังไม่ง่วง”
“เช่นนั้นคุณหนูจะรับชากับของว่างด้วยหรือไม่เจ้าคะ”
“ดีสิ เจ้าไปจัดการเถิดข้าจะพาคุณหนูไปรอที่ศาลา” เสี่ยวเถาตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทั้งสองเดินตรงไปยังศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ริมผา
กวาดสายตามองลงไปยังเนินเขาเบื้องล่าง แสงไฟริบหรี่จากเมืองเจียงเล่อ และแสงจันทร์สว่างไสว ก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพอันงดงามยามค่ำคืน
“คุณหนูนั่งได้ครู่เดียวนะเจ้าคะ ท่านยังต้องดูแลสุขภาพให้ดี ร่างกายอาจยังไม่อาจปรับตัวกับที่นี่”
“ข้ารู้แล้วเจ้าไม่ต้องกังวล”
แกร็ก!!!
เสียงบางอย่างดังมาจากอีกฝั่งของศาลา ทำให้หญิงสาวชะงัก เสียงนั้นเหมือนหินกระทบกับขอบผา กระทั่งร่วงหล่นลงไปยังเบื้องล่าง นางกับสาวใช้หันไปสบตากัน จากนั้นลี่ชิงหย่าก็เดินไปยังจุดดังกล่าว
“คุณหนู” เสี่ยวเถารู้สึกกังวลขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
ลี่ชิงหย่ามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด เสียงนั้นดังขึ้นยังศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ห่างจากขอบผา แม้ขอบผานี้ไม่นับว่าสูงนัก หากแต่คงไม่มีใครคิดจะปีนเล่นในยามวิกาลเช่นนี้กระมัง
“แม่นางทั้งสอง” เสียงจากด้านหลังทำให้ทั้งนายและสาวใช้สะดุ้งพร้อมกัน
มองดูผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในศาลา ลี่ชิงหย่าพลันขมวดคิ้ว ท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ชุดสีขาวของเยี่ยสวินกระทบแสงจันทร์กลับยิ่งน่ามองมากขึ้น
“ขออภัยที่เข้ามารบกวน ข้าเดินหลงเข้ามาด้านใน และไม่รู้ว่าต้องกลับออกไปทางไหน”
ในยามที่กล่าวเขากลับมองตรงไปยังขอบผา ดวงตาคมกริบละจากขอบผา หันมาสานสบดวงตาประหลาดใจของหญิงสาว
ลี่ชิงหย่ามองตามสายตาของเขา ลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้นางก้าวออกมาจากจุดนั้น กระทั่งเข้ามาหยุดยืนด้านหลังชายหนุ่ม โดยเว้นระยะห่างเอาไว้อย่างเหมาะสม
“คุณหนู พวกเรา” เสี่ยวเถากำลังจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อมองเห็นสายตาของผู้เป็นนายนางก็เลือกที่จะเงียบ
ลี่ชิงหย่าพรวดพราดจะลงจากเตียงพร้อมกรีดร้อง แต่ดูเหมือนผู้บุกรุกจะล่วงรู้การกระทำของนางอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงรวบตัวนางเอาไว้ ทั้งยังใช้มือข้างหนึ่งปิดปากไม่ให้หญิงสาวส่งเสียงภาพบางอย่างวาบเข้ามาในห้วงความคิด ใบหน้าหล่อเหลาของเยี่ยสวินพร้อมกับจุมพิตอันเร่าร้อน...ลี่ชิงหย่าเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย ตระหนักได้ในทันทีว่าผู้บุกรุกคือผู้ใด เพราะทันทีที่เขาแตะต้องตัวนาง นางพลันมองเห็นภาพที่ไม่ปะติดปะต่อ“ภาพเหล่านั้นคือสิ่งใดกันแน่”เขากระซิบถามนางเสียงเบา มองดูหญิงสาวในอ้อมแขนพยายามดิ้นรน ทั้งยังมองตรงไปยังห้องเล็กด้านข้างซึ่งเป็นห้องของสาวใช้ต้นห้อง“หากเจ้าสัญญาว่าจะไม่ส่งเสียง ข้าจะปล่อยเจ้าโดยดี ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับเจ้าเท่านั้น”ลี่ชิงหย่าถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธกรุ่น อยากสนทนากับนาง ไยต้องบุกเข้าหานางในห้องนอนยามวิกาลเช่นนี้ได้ยินพี่สาวของนางกล่าวว่า เยี่ยสวินผู้นี้เป็นคนสุขุม และสุภาพอ่อนโยน แม้ท่าทีจะเย็นชาไปบ้าง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอเห็นชัดว่าพี่สาวของนางโดนหลอกแล้ว!!!“ยังมี...” เยี่ยสวินกระซิบ“สาวใช้ของเจ้าจะไม่ตื่นขึ้นมา ไม่ใช่ในอีกสอง
ภายในห้องพักรับรองซึ่งสำนักเมฆหวนจัดเอาไว้ให้เยี่ยสวิน บัดนี้เหวินหลานกำลังนั่งเงียบอยู่ข้างๆ ศิษย์พี่ใหญ่ของตน เขาอยากถามแต่กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน ดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า“เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถิด”“ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องเมื่อคืนมิใช่หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็สงสัยในตัวคุณหนูลี่เช่นกันกับเราหรอกหรือ”“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว คุณหนูลี่ผู้นี้มิใช่ชาวยุทธ์ นางไหนเลยจะรู้จักการกลบเกลื่อน ก่อนส่งคนออกสืบสาวประวัติผู้อื่น ที่สำคัญนางจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าคุณหนูอันจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องอันตรายถึงเพียงนี้”เยี่ยสวินจิบชาไปคำหนึ่ง แม้สนทนากับเหวินหลานอย่างสุขุม หากแต่มองอย่างไรเรื่องในใจของเขากลับไม่ใช่เรื่องนี้“แสดงว่าท่านมั่นใจว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือนางจริงๆ”เยี่ยสวินลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปไกลแสนไกล หากแต่ความคิดกลับวนเวียนอยู่กับภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนเรื่องเหล่านั้นเหมือนจริงจนเขาเองยังประหลาดใจ ไม่ใช่เขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน เมื่อเห็นตัวเองสวมชุดเจ้าบ่าวทั้งยังลงมือทำร้ายเจ้าสาวของตัวเอง นั่นย่อมทำให้เขารู้สึกสับสนอยู่บ้างลี่ชิงหย่
“นางเพียงตกใจจนหมดสติไปเท่านั้น ขอฮูหยินน้อยอย่าได้กังวล”เขาบอกแม้ว่าตัวเองจะไม่มั่นใจ กระนั้นจังหวะหัวใจและชีพจรของลี่ชิงหย่าก็หาได้โกหกไม่ แม้ว่าเขาจะยังกังขาในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ก็ตามใช่...เขาเองก็มองเห็นภาพเหล่านั้นเช่นกัน ทั้งยังตระหนักดีว่าเห็นภาพนั้น ทันทีที่เขาคว้าไหล่ของหญิงสาว กระทั่งมั่นใจว่าเป็นเพราะนาง ในยามที่ลี่ชิงหย่าแตะมือลงไปยังหลังมือเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ“ขอบคุณพี่เยี่ยมาก หากมิใช่ท่านบังเอิญอยู่ที่นี่ด้วย ชิงชิงไหนเลยจะยังโชคดีเช่นในวันนี้”เสิ่นซีกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนที่บุกเข้ามาเป็นคนของใคร สำนักเมฆหวนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน เรื่องนี้ต้องสืบให้กระจ่าง!!!”หน้าหอสูงที่เต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ บัดนี้พวกเขากำลังห้ำหั่นกันโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เลือดแดงฉานไหลนองเต็มพื้น หอสูงสีขาวสะอาดตา มาบัดนี้กลับแดงฉานคาวคลุ้งไปทั่วบริเวณลี่ชิงหย่ากรีดร้องด้วยความหวาดหวั่น นางมองเห็นพี่สาวของตัวเองยืนอยู่เหนือบันไดหอสูง มีบุรุษผู้หนึ่งถือกระบี่พาดลงไปยังลำคอ ราวกับจับพี่สาวของนางเอาไว้เป็นตัวประกันไม่นานหลังจากนั้นนางก็มองเห็นกระบี่แทงทะลุร่างของพี่ส
ทั้งสามเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยม บทสนทนาที่เหมือนเป็นฉากแก้สถานการณ์ ทั้งที่ในใจของแต่ละคนรับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ใต้ฐานศาลาแปดเหลี่ยม หากแต่ผู้มาเป็นใครเหตุใดจึงปีนขึ้นมาในยามวิกาล ตอนนี้ยังไม่มีใครอยากจะหาคำตอบ“เสี่ยวเถาเจ้าไปบอกสาวใช้เมื่อครู่ว่าไม่ต้องนำชาและของว่างมาแล้ว ข้าจะกลับห้องพัก หลังจากส่งคุณชายท่านนี้ออกไป”ลี่ชิงหย่าส่งสายตาบอกเสี่ยวเถาให้ลอบไปบอกคนคุ้มกันเงียบๆ เสี่ยวเถารีบทำตามโดยดี“คุณชายท่านนี้ข้าจะชี้ทางออกให้ เชิญ” นางใช้น้ำเสียงเรียบเรื่อยทั้งที่ดวงตาแตกตื่น มือทั้งสองข้างกุมกันแน่น“รบกวนจริงๆ ข้าเพียงปลีกตัวออกมาสูดอากาศ ไม่คิดว่าจะเดินเลยเข้ามาไกลถึงเพียงนี้”คนทั้งสองก้าวออกไปช้าๆ กระนั้นลางสังหรณ์กลับบอกลี่ชิงหย่าว่ามีคนกำลังตามมา นางหันกลับไปมองเยี่ยสวินที่เดินอยู่ด้านหลัง แต่เขากลับกระซิบบอกเสียงเบา“เดินต่อไป ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าได้หันกลับมา อย่าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เดินตรงเข้าไปในหอสูง”นางทำตามที่เขาว่าโดยเดินไปเรื่อยๆ เสียงการต่อสู้ดังขึ้น แต่กลับไร้เสียงกระทบของกระบี่ มีเพียงเสียงทึบราวกับของหนักร่วงหล่นลงบนพื้น ลี่ชิงหย่าหวาดหวั่นจนตัวสั่น หากแ
โต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่เยื้องไปด้านหลังเสิ่นอิง ด้านหน้ายังมีพี่สาวนั่งอยู่อีกต่อหนึ่ง ทำให้มองเห็นเหล่าชาวยุทธ์ไม่ใคร่จะถนัดนัก ถึงอย่างนั้นจากหางตากลับมองเห็นกลุ่มชาวยุทธ์ในชุดสีขาวโดดเด่น นั่งรวมตัวกันอยู่ฝั่งซ้ายมือของจ้าวยุทธจักรลี่ชิงหย่าพยายามไม่หันไปมอง แต่ถึงอย่างนั้นกลับรับรู้ถึงสายตาคมที่มองมาเป็นระยะ ความคับข้องใจทำให้นางขมวดคิ้วครุ่นคิด จากนั้นจึงหันไปมองอย่างไม่อาจห้ามเป็นอย่างที่คิดเยี่ยสวินผู้นั้นกำลังจ้องตรงมายังนางจริงๆ“คุณหนูเจ้าคะ”เสี่ยวเถาสังเกตเห็นผู้เป็นนายของตนกำลังนั่งสบตากับบุรุษผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงกระซิบเตือนเสียงเบา ถึงตอนนี้ชาวยุทธ์หลายคนเองก็หันมาให้ความสนใจลี่ชิงหย่า ทั้งที่จุดซึ่งผู้เป็นนายของนางนั่งอยู่นั้นไม่สะดุดตาแต่อย่างใดลี่ชิงหย่ารีบก้มหน้าเพราะรับรู้ว่าตนกำลังตกเป็นเป้าสายตา ชาวยุทธ์หลายคนต่างก็หันมามองนางและเยี่ยสวินสลับกัน กระทั่งในที่สุดก็เริ่มซุบซิบด้วยท่าทีเป็นนัยคิ้วเรียวขมวดมุ่นพร้อมกับหันมากระซิบเสี่ยวเถา “ข้าว่าเรานั่งอีกสักครู่แล้วค่อยแอบออกไปดีกันดีหรือไม่”สายตาหลายคู่ทำให้นางหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นดวงตาคมของเยี่ยสวินที่มองมายังนาง
“สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ นั่นคือสี่ประโยคที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย อายุเพียงยี่สิบสามแต่กลับไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้”ลี่ชิงหย่าเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะจัดงานชุมนุมเพื่อกำหนดวันประลองกันไปทำไมเล่าเจ้าคะ เห็นชัดว่าเขาคงชนะอย่างแน่นอน”ลี่หลันเยว่หัวเราะ“หลายปีผ่านไปทุกคนฝึกฝนหมั่นเพียร โอกาสแม้น้อยนิด แต่มิใช่เป็นไปไม่ได้ อีกอย่างการประลองนี้ก็ต้องเกิดขึ้นต่อหน้าชาวยุทธ์ หาไม่ผู้คนจะยอมรับนับถือฐานะจ้าวยุทธจักรได้อย่างไรเล่า”แม้ยังคงไม่กระจ่าง แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่าไม่ได้ซักถามเพิ่มเติม นางมองผู้เป็นพี่สาวกล่าวด้วยความตื่นเต้น ในยามที่บอกให้สาวใช้นำชุดเข้ามาให้ลี่ชิงหย่าตระหนักดี อย่างไรเสียนางก็เดินทางมาถึงหานซานแล้ว ลี่หลันเยว่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนาง อีกฝ่ายเป็นฮูหยินน้อยตระกูลเสิ่น ตามมารยาทนางจึงนับเป็นหนึ่งในเจ้าบ้าน ซึ่งต้องออกไปทักทายชาวยุทธ์ ทั้งยังต้องเข้าไปนั่งในงานเลี้ยง ซึ่งจะจัดขึ้นสามวันสามคืนหลังจากการชุมนุมกำหนดวันประลองเห็นรอยยิ้มสดใสของลี่หลันเยว่ นางที่เป็นน้องสาวย่อมยินดียิ่ง เพราะนี่หมายถึงพี่สาวของนางมีความสุขดี ทั้งยังได้รับความ







