LOGIN“นั่นสินะ หากให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่คนของสามสำนักใหญ่ครองตำแหน่งจ้าวยุทธจักร เกรงว่าพรรคมารคงกลับมาก่อเรื่องเป็นแน่ หลายปีแล้วที่สามสำนักใหญ่สามารถข่มขวัญพรรคมารไม่ให้ออกมาก่อกรรมทำเข็ญ หากจ้าวยุทธจักรเป็นคนของสำนักอื่นที่ไร้อิทธิพล เกรงว่ายุทธภพคงวุ่นวายเป็นแน่”
“เพียงแต่...”
“อะไรหรือ”
“ข่าวลือนั่นอย่างไรเล่า เรื่องเกี่ยวกับบิดาของคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย”
“ข่าวลืออะไรกัน”
“ท่านไม่เคยได้ยินหรือ อดีตเจ้าสำนักเฟิงเยี่ยนคนก่อนไม่ได้มอบตำแหน่งผู้สืบทอดให้เยี่ยเฉิน บิดาของคุณชายใหญ่ผู้นี้ แต่กลับมอบให้เยี่ยอวิ๋นเจ้าสำนักคนปัจจุบันที่เป็นท่านน้าของเขาแทน ต่อมาเยี่ยเฉินผู้นั้นก็หายสาบสูญไป ลือกันว่าสำนักเฟิงเยี่ยนที่มีสายเลือดแห่งเซียน แท้ที่จริงกลับเกิดความขัดแย้ง กระทั่งลงมือสังหารกันเองเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่”
“เหลวไหล! ตอนนี้คุณชายใหญ่ก็มิใช่ครองตำแหน่งผู้สืบทอดแล้วหรือ หากเป็นเช่นข่าวลือเจ้าว่าเยี่ยอวิ๋นจะละเว้นคุณชายใหญ่หรือ”
“ก็จริง”
พูดจบทั้งสองก็มีท่าทีตื่นตัวรีบกลับไปยืนประจำที่ รถม้าที่กำลังวิ่งขึ้นเขามา ทำให้จำต้องหยุดบทสนทนาลง กระทั่งมองเห็นคนคุ้มกันคือหนึ่งในศิษย์สำนักเมฆหวน ทั้งสองก็ทักทายกันด้วยความคุ้นเคยก่อนเปิดทางให้รถม้าวิ่งขึ้นเขาไป
“คุณหนู ดูเหมือนด้านหน้าหอสูงเพิ่งมีแขกมาเยือนเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถาชะโงกหน้ามองผ่านม่านรถม้าออกไป
“เช่นนั้นอ้อมไปอีกด้านเถิด ข้าไม่อยากรบกวนแขกของสำนักเมฆหวน”
“ข้าจะบอกคนขับรถม้าเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
เสี่ยวเถารีบปิดม่านรถม้า และทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่ากลับแง้มม่านรถม้าออกดู
มองขึ้นไปยังบันไดหอสูง ผู้มาเยือนล้วนเป็นชาวยุทธ์ท่วงท่าสง่างาม พวกเขามือกุมกระบี่ก้าวเดินขึ้นบันไดไปช้าๆ ชายชุดคลุมสีขาวสะอาดตาพลิ้วไหวกับสายลม ช่างเป็นภาพที่น่ามองยิ่งนัก
ชั่วขณะหนึ่งที่กำลังจะปล่อยม่านรถม้า สายตาของลี่ชิงหย่ากลับถูกตรึงเอาไว้ นางมองตามร่างสูงของบุรุษซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าชาวยุทธ์กลุ่มนั้น
เขาหันกลับมาราวกับรับรู้ว่าตนตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคน สายตาคมกวาดมองมายังทิศทางที่รถม้ากำลังวิ่งอ้อมไปด้านหลังหอสูง
แม้อยู่ไกลกันพอสมควร แต่ลี่ชิงหย่ายังคงรับรู้ถึงสายตาคมกริบที่มองตรงมา
ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายทำให้นางชะงัก บุรุษผู้นี้มีบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเกรงขาม แผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงท่าสง่างาม บวกกับใบหน้าที่เยือกเย็น แม้ในยามที่ถูกผู้อื่นจ้องมอง
รถม้าวิ่งลับเข้าไปด้านหลังหอสูง บดบังสายตาของหญิงสาวที่สานสบกับอีกฝ่าย พร้อมกับทิ้งความรู้สึกประหลาดในใจของลี่ชิงหย่า เป็นความรู้สึกคล้ายถูกผู้อื่นมองทะลุปรุโปร่ง ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถปิดบังดวงตาคู่นั้นเอาไว้ได้
เมื่อเดินกลับมายังห้องพัก ลี่ชิงหย่ายังคงรู้สึกหนักอึ้งในใจ สายตาคมกริบคู่นั้นติดอยู่ในห้วงความคิดของนาง แม้พยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร หากแต่ในใจยังคงวนเวียนกลับมาครุ่นคิดซ้ำๆ ไม่อาจปัดออกไปให้พ้นจากห้วงคำนึง
“ชิงชิงเจ้ากลับมาแล้วหรือ ไปเที่ยวที่ตลาดสนุกหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มให้ผู้เป็นพี่สาว “พี่ใหญ่ เมื่อครู่ข้ากลับมาบังเอิญพบจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งเข้า พวกเขาล้วนสวมชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดตาดูน่าเลื่อมใสยิ่งนัก”
ลี่หลันเยว่เลิกคิ้วมองน้องสาวด้วยความประหลาดใจ “ไม่คิดว่าเจ้าจะสนใจเรื่องของชาวยุทธ์เหล่านี้”
“ข้าเพียงเห็นแล้วเลื่อมใสเจ้าค่ะ อีกอย่างน้อยนักที่จะเห็นชาวยุทธ์สวมชุดสีขาวสะอาดตารวมกลุ่มกันเช่นนี้”
“เจ้าคงหมายถึงคนของสำนักเฟิงเยี่ยน”
“สำนักเฟิงเยี่ยนหรือเจ้าคะ”
“เคยได้ยินหรือไม่ สามสำนักใหญ่แห่งหานซาน เหนือคือเฟิงเยี่ยน ตะวันออกเมฆหวน ตะวันตกกระบี่วายุ ชาวยุทธ์เหล่านั้นล้วนเป็นคนของสำนักเฟิงเยี่ยน พวกเขาล้วนสวมชุดคลุมยาวสีขาว ในมือถือกระบี่นางแอ่นลมคู่กาย วันนี้คุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย เยี่ยสวินเดินทางมาร่วมงานชุมนุมด้วยตัวเอง”
คงไม่ต้องบอกว่าคนไหนคือเยี่ยสวิน เพราะลี่ชิงหย่ามั่นใจว่าเขาก็คือเจ้าของดวงตาคมกริบคู่นั้น บุรุษที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดคล้ายมีบางอย่างกวนใจจนไม่อาจปัดออกไปได้
“เชื่อกันว่าคนตระกูลเยี่ยของสำนักเฟิงเยี่ยน มีสายเลือดบริสุทธิ์ของเซียนแห่งหานซาน ตระกูลเยี่ยปลีกตัวจากความวุ่นวายมานานนับร้อยปี เป็นสำนักที่เก่าแก่ที่สุดในยุทธภพ ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ล้วนถูกคัดเลือกเป็นอย่างดี”
ลี่หลันเยว่เว้นวรรคไปครู่หนึ่ง
“นั่นเพราะอาจารย์เคยกินของไม่ดีเข้าไป ดังนั้นจึงได้รับพิษ ดวงตาข้างหนึ่งจึงกลายเป็นสีแดง หากพวกเจ้าไม่อยากเป็นอย่างอาจารย์ คราวหน้าคราวหลังอย่าได้หยิบอะไรเข้าปากสุ่มสี่สุ่มห้าโดยเด็ดขาด”ลี่ชิงหย่าหัวเราะ เช่นกันกับคนในหมู่บ้านหญิงสาวมองบรรยากาศเป็นกันเองของชาวบ้านที่นี่ หัวใจของนางอบอุ่นและสงบลงเป็นอย่างมาก คราแรกยังกังวลว่าทุกคนที่นี่จะรังเกียจและหวาดกลัว ถึงอย่างนั้นนางกลับพบว่านางคิดมากไปเองระหว่างเดินเท้ากลับไปยังกระท่อม เยี่ยสวินจูงมือลี่ชิงหย่าก้าวเดินไปตามทางเดินช้าๆ มือข้างหนึ่งของเขาถือโคมไฟเพื่อส่องทาง“ข้าชอบที่นี่” เขากล่าว “เจ้าเล่า”“ข้าเองก็เช่นกัน ข้าชอบผู้คนที่นี่ ชอบบรรยากาศสงบเงียบ ชอบที่พวกเขาต่างก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไร้ซึ่งการแก่งแย่ง”เยี่ยสวินพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าว่าจะสร้างเล้าไก่ จะเลี้ยงแม่ไก่เอาไว้สักหลายตัว เจ้าชอบกินไข่ไก่หรือไม่ หากเรามีไก่ตัวผู้หลายตัวข้าจะทำน้ำแกงให้เจ้าในหน้าหนาว”“ข้าชอบกินน้ำแกง” ลี่ชิงหย่ายิ้มกว้าง “หากท่านเลี้ยงไก่ ข้าจะปลูกผัก ลำธารใกล้แค่นั้นคงไม่ลำบากเท่าไรนัก ยังมีบรรดาฮูหยินทั้งบอกข้าว่าด้านหลังไม่ไกลมีไผ่หวาน ข้าจะไปนำมาผัด ท่
จดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งมาจนถึงมือของลี่หลันเยว่ นางที่ครรภ์นูนป่องเปิดออกอ่านในทันที ในนั้นคือเรื่องที่นางส่งคนไปสืบ หลังจากได้รับข่าวจากบิดามารดาว่าผู้เป็นน้องสาวออกเรือนไปกับบุตรชายคหบดีตระกูลหลี่หลี่เฟิ่ง บุตรชายคนรองของตระกูลหลี่แห่งฉีซาน เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างไปจากหานซาน เขาแต่งลี่ชิงหย่าเป็นฮูหยินจากนั้นทั้งสองก็ย้ายไปตั้งถิ่นฐานยังแดนใต้ของแคว้น เลี้ยงแกะในทุ่งหญ้า ใช้ชีวิตอย่างชนเผ่าที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนอกเหนือไปจากนั้นก็ไร้ซึ่งร่องรอยอื่น ไม่มีผู้พบเห็นเพราะนานๆ ครั้งขบวนชนเผ่าที่เต็มไปด้วยฝูงแกะจะเข้ามาในเมืองพร้อมกัน ทั้งนี้ก็เพื่อกักตุนเสบียง ทำให้แยกไม่ออกว่าใครเป็นใครลี่หลันเยว่หลับตาลงแน่นเพื่อไล่หยาดน้ำตา นางลูบครรภ์ของตนเองด้วยหัวใจบีบรัด เป็นนางเองที่บีบให้น้องสาวต้องแต่งออกไปไกลถึงขนาดนั้น เพียงเพื่อให้ลืมเลือนเยี่ยสวิน บุรุษซึ่งเป็นรักแรกของลี่ชิงหย่าถึงตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าน้องสาวจะมีความสุข หวังว่าบุตรชายตระกูลหลี่ผู้นั้นจะดีต่อน้องสาวของตนให้มาก ชดเชยความรู้สึกผิดในใจของนางบนรถม้ากลางเก่ากลางใหม่ที่แล่นไปตามถนนขรุขระ ลี่ชิงหย่านั่งพิงไหล่เยี่ยสวินซึ่ง
พูดจบเขาก็จุมพิตริมฝีปากอิ่ม ดูดกลืนปลายลิ้นอ่อนนุ่มที่กำลังกล่าวบางอย่าง รับรู้ว่านางกำลังดิ้นรนเพราะตระหนักว่านี่หาใช่ความฝันไม่หญิงสาวถูกเขากอดและพลิกร่างขึ้นทาบทับ ความอบอุ่นจากร่างนางส่งไปยังร่างเย็นเยียบ กระทั่งไม่นานร่างทั้งร่างของเขาก็เริ่มอบอุ่น นางกอดเขาเอาไว้แน่น ราวกับหากปล่อยเขาจะหายตัวไปเยี่ยสวินจุมพิตปลายจมูกเล็ก แนบหน้าผากลงไปยังหน้าผากนวล “ข้ากลับมาแล้ว ชิงชิง เจ้า...แต่งให้ข้าเถิดนะ เราสองคนออกไปตามหาสถานที่แห่งนั้นด้วยกัน”ลี่ชิงหย่าน้ำตาซึมค่อยๆ รับรู้ความจริงว่าเขากลับมาจริงๆ นี่หาใช่ความฝันไม่“ท่านหายไปไหนมา เหตุใดกลับมาช้าเช่นนี้ สองเดือนมานี้ข้า...ข้าเห็นชัดว่าท่าน” นางสะอื้นไม่อาจพูดต่อจนจบ“เยี่ยสวินตายไปแล้วจริงๆ” เขากระซิบ “ท่านพ่อของข้าเป็นคนพาข้ากลับมา”“ท่านพ่อ” ลี่ชิงหย่าทวนอย่างเหม่อลอย “ท่านพ่อของท่านมาที่นี่ เขายังนำกระบี่อวิ๋นเฟิงมามอบให้ข้า”“ข้ารู้”“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”เยี่ยสวินพลิกร่างนอนลงกับเตียง สองแขนรั้งลี่ชิงหย่าขึ้นนอนทาบทับเขาเอาไว้ด้านบน ยังไม่ลืมที่จะดึงผ้านวมขึ้นห่มให้นางอีกทอดหนึ่งเพื่อให้ความอบอุ่น“ชิงชิง หากข้ากลายเป็นกึ่งมนุษย
ในยามที่กล่าวประโยคนั้น นางเหลือบมองกระบี่ในมือของชายวัยกลางคนแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ กระบี่ที่อีกฝ่ายถืออยู่นั้น คล้ายกระบี่อวิ๋นเฟิงของเยี่ยสวิน เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าลึกๆ แล้วในใจหวังว่าในกล่องไม้จะเป็นกระบี่อวิ๋นเฟิง ทั้งที่ตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้ กระบี่อวิ๋นเฟิงนับเป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักเฟิงเยี่ยน ดังนั้นพวกเขาจะมอบให้นางได้อย่างไร“ข้ารั้งอยู่ที่ซีโจวนับเดือน แต่กลับไม่เคยพบท่านสักครั้ง”“ข้าเพิ่งกลับมาหานซานเมื่อไม่นานมานี้” เขากล่าว“ข้าขอละลาบละล้วงได้หรือไม่ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเดินทางไปที่ใดหรือ” “ข้าหรือ” เขาหัวเราะ ท่าทางดูใจดีจนลี่ชิงหย่ารู้สึกผิดที่หวาดระแวงอีกฝ่าย “ข้าก็...ออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า ถึงคราวข้าถามเจ้าบ้าง ข้าไม่ยอมเสียเปรียบเจ้าหรอกนะ”“เจ้าค่ะ” ลี่ชิงหย่ายิ้มกับอารมณ์ขันของชายวัยกลางคน“เพราะอะไรในวันนั้นจึงเลือกเดินออกมาจากสำนักเมฆหวนมา ทั้งยังกล้าติดตามคนของสำนักเฟิงเยี่ยนไป กล้ารั้งอยู่จนเสร็จสิ้นงานศพ เจ้ามิใช่ไม่กระจ่างหรือว่าในวันหน้าอาจสร้างความบาดหมางกับพี่สาว”ลี่ชิงหย่าชะงักไปครู่ใหญ่กระทั่งรอยยิ้มระบายทั่วใบหน้า “ข้าไม่อยากทำสิ่งที่ข้าจะเสีย
หวังว่าเวลาจะเยียวยาหัวใจที่เจ็บปวดและรู้สึกผิดของข้า ท่านเป็นพี่สาวของข้า เป็นคนในครอบครัว เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยน แต่ถึงอย่างนั้นแม้ข้าเพิ่งได้พบกับเยี่ยสวิน ทว่าข้าตระหนักว่าเขาคืออนาคตของข้า เขาทำเพื่อปกป้องผู้คนมากมาย แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นว่าเขาเป็นจอมมารที่ผู้คนคิดสังหาร แม้เขาสิ้นใจชาวยุทธ์ทั้งหลายที่เขาคิดปกป้อง กลับไม่ละเว้นแม้แต่ศพของเขา เรื่องในครั้งนี้สั่นคลอนความศรัทธาในใจข้าหลายๆ เรื่อง การทำความดีบางครั้งผลตอบแทนที่ได้รับก็เป็นสิ่งตรงกันข้าม ข้าเข้าใจการกระทำของเยี่ยสวิน เพราะไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ความจริงที่ว่าเขามีสายเลือดของจอมมารก็ไม่อาจเปลี่ยน แม้เรื่องในวันนี้แพร่ออกไป ทุกคนล่วงรู้ถึงการกระทำของเขา แต่ใครรับประกันได้เล่าว่าเรื่องที่เขามีสายเลือดจอมมาร จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเขาและคนตระกูลเยี่ย รวมไปถึงคนของสำนักเฟิงเยี่ยนอีกครั้ง หากเป็นเช่นนั้นมิสู้ในวันนี้จบสิ้นทุกสิ่ง ให้ทุกคนจดจำเขาในฐานะคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย บุรุษที่ถูกจอมมารสิงสู่ กระทั่งสิ้นใจภายใต้คมกระบี่ชิงเสวี่ยทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่นางอยากจะบอกผู้เป็นพี่สาว แต่ถึงอย่างนั้นแม้จะบอกออกไป ก
ลี่ชิงหย่ากรีดร้องอย่างโศกเศร้า นางกอดศีรษะของเยี่ยสวินเอาไว้กับอก สองมือเหนี่ยวรั้งร่างสูงเอาไว้ ราวกับทำเช่นนั้นแล้ว เขาอาจได้ยินและรับรู้ถึงคำอ้อนวอนของนางชาวยุทธ์หลายคนกรูเข้ามาล้อมรอบ ใบหน้าลังเลมองกันไปมา “เขาเป็นจอมมาร ไม่แน่ว่ายังไม่ตาย”“นั่นสิ ต้องแน่ใจว่าเขาตายแล้ว หาไม่...”“ใครกล้าก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวเดียว...” เหวินหลานสะบัดกระบี่ออกเตรียมรับมือเยี่ยหลันเองก็เดินเข้ามายืนเคียงข้างเขา เยี่ยอวิ๋นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง กระนั้นเขาก็เดินเข้ามาเคียงข้างศิษย์ของตน“นำศพของเขากลับสำนักเฟิงเยี่ยนเถิด”“แต่ท่านเจ้าสำนัก ทำเช่นนี้ท่านอาจไม่ได้รับการเชื่อถือจากชาวยุทธ์” มีเสียงหนึ่งไม่เห็นด้วย“นั่นสิ ท่านทำเช่นนี้ต้องการปกป้องจอมมารหรือ”“หรือว่าท่านเองก็มีส่วนในแผนการครั้งนี้”“นั่นสิหาไม่คุณชายเยี่ยเก่งกาจถึงเพียงนั้นจะถูกจอมมารสิงสู่ได้โดยง่ายหรือ”“เช่นนั้นหากมีจอมยุทธ์ท่านใดข้องใจเชิญที่สำนักเฟิงเยี่ยน ข้าเยี่ยอวิ๋นและคนของสำนักเฟิงเยี่ยนยินดีรับการชี้แนะ!!”เยี่ยอวิ๋นประกาศด้วยเสียงกร้าวแผนการนี้ก็เพื่อช่วยหยุดหายนะที่จะเกิดขึ้นในยุทธภพ แต่ถึงตอนนี้คนที่เสียสละกลับถูกกล่าวห
ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายยามบ่าย รถม้าหรูหราท่ามกลางการคุ้มกันอันแน่นหนา กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าขึ้นไปยังหนึ่งในยอดเขาแห่งหานซานมองจากจุดที่ต่ำกว่าทุกคนในขบวนเดินทางสามารถชื่นชมทิวทัศน์อันงดงาม ซึ่งมีเพียงสำนักเมฆหวนเท่านั้นที่ครอบครองสำนักเมฆหวนคือหนึ่งในสามสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงในใต้หล้า ศิษย์ทุกค
“นางเพียงตกใจจนหมดสติไปเท่านั้น ขอฮูหยินน้อยอย่าได้กังวล”เขาบอกแม้ว่าตัวเองจะไม่มั่นใจ กระนั้นจังหวะหัวใจและชีพจรของลี่ชิงหย่าก็หาได้โกหกไม่ แม้ว่าเขาจะยังกังขาในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ก็ตามใช่...เขาเองก็มองเห็นภาพเหล่านั้นเช่นกัน ทั้งยังตระหนักดีว่าเห็นภาพนั้น ทันทีที่เขาคว้าไหล่ของหญิงสาว กระทั่งมั่
ทั้งสามเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยม บทสนทนาที่เหมือนเป็นฉากแก้สถานการณ์ ทั้งที่ในใจของแต่ละคนรับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ใต้ฐานศาลาแปดเหลี่ยม หากแต่ผู้มาเป็นใครเหตุใดจึงปีนขึ้นมาในยามวิกาล ตอนนี้ยังไม่มีใครอยากจะหาคำตอบ“เสี่ยวเถาเจ้าไปบอกสาวใช้เมื่อครู่ว่าไม่ต้องนำชาและของว่างมาแล้ว ข้าจะกลับห้องพัก หลัง
ลี่ชิงหย่าปล่อยมือพร้อมกับมองอีกฝ่ายจากไป ในใจเต็มไปด้วยความกังวล ใจหนึ่งอยากเอ่ยเตือนให้อีกฝ่ายระวังตัว ทว่ายังไม่ทันได้ตัดสินใจอีกฝ่ายกลับหายตัวไปเสียแล้วผ่านไปหลายวันกระทั่งลี่ชิงหย่าเองก็แทบจะลืมเลือน ไม่คิดว่านางจะเริ่มฝันประหลาด หญิงสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งร้องขอให้นางช่วยเหลือ นางยืนอยู่ข้างแท่น







