LOGINภายในห้องพักรับรองซึ่งสำนักเมฆหวนจัดเอาไว้ให้เยี่ยสวิน บัดนี้เหวินหลานกำลังนั่งเงียบอยู่ข้างๆ ศิษย์พี่ใหญ่ของตน เขาอยากถามแต่กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน ดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า
“เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถิด”
“ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องเมื่อคืนมิใช่หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็สงสัยในตัวคุณหนูลี่เช่นกันกับเราหรอกหรือ”
“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว คุณหนูลี่ผู้นี้มิใช่ชาวยุทธ์ นางไหนเลยจะรู้จักการกลบเกลื่อน ก่อนส่งคนออกสืบสาวประวัติผู้อื่น ที่สำคัญนางจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าคุณหนูอันจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องอันตรายถึงเพียงนี้”
เยี่ยสวินจิบชาไปคำหนึ่ง แม้สนทนากับเหวินหลานอย่างสุขุม หากแต่มองอย่างไรเรื่องในใจของเขากลับไม่ใช่เรื่องนี้
“แสดงว่าท่านมั่นใจว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือนางจริงๆ”
เยี่ยสวินลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปไกลแสนไกล หากแต่ความคิดกลับวนเวียนอยู่กับภาพที่เขาเห็นเมื่อคืน
เรื่องเหล่านั้นเหมือนจริงจนเขาเองยังประหลาดใจ ไม่ใช่เขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน เมื่อเห็นตัวเองสวมชุดเจ้าบ่าวทั้งยังลงมือทำร้ายเจ้าสาวของตัวเอง นั่นย่อมทำให้เขารู้สึกสับสนอยู่บ้าง
ลี่ชิงหย่าผู้นี้เป็นเพียงเด็กสาวที่เพิ่งปักปิ่น นางเป็นเพียงบุตรสาวคหบดีที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด แล้วจะมีเหตุผลใดให้เขาลงมือทำร้ายนางได้เล่า
นอกจาก...กระบี่สีน้ำเงินเล่มนั้น
ตลอดมาเขายึดถือคุณธรรมและความถูกต้อง เรื่องลงมือทำร้ายสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งเช่นนี้ เขาไหนเลยจะเชื่อว่าตัวเองจะทำได้
ยังมีภาพหลังจากนั้นภาพที่เขาสวมชุดสีดำและลงมือสังหารผู้คน ใบหน้าราวกับคลุ้มคลั่ง ดวงตาที่ไม่คล้ายเป็นตัวเขาในยามที่ก้าวเข้าไปหาลี่ชิงหย่า
“เจ้าจะหนีไปไหนได้ ชาตินี้ทั้งชาติเจ้าต้องเป็นของข้า...”
เยี่ยสวินพึมพำประโยคนั้นออกมาเสียงเบา “ข้าน่ะหรือจะพูดเช่นนั้น” เขาเพิ่งพบนางและมั่นใจว่ามองนางไม่ต่างจากมองสตรีแปลกหน้าคนอื่นๆ หากแต่ความรู้สึกอยากครอบครองที่รู้สึกได้จากประโยคนั้นคือสิ่งใด
เรื่องนี้ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย...
“ศิษย์พี่ท่านพูดอะไรนะขอรับ”
เยี่ยสวินขมวดคิ้ว พร้อมกับหันกลับไปมองเหวินหลาน “ส่งคนไปยังจีชาง สืบเรื่องราวเกี่ยวกับคุณหนูลี่มาให้ละเอียด นางเป็นคนเช่นไร เกิดอะไรขึ้นกับนางบ้าง สืบทุกเรื่องที่ดูน่าสงสัย นางคบหาใคร และมีเหตุการณ์แปลกๆ บ้างหรือไม่”
“สิ่งใดที่เรียกว่าแปลกขอรับ ทุกเรื่องเลยหรือ” นานแล้วที่ไม่เห็นศิษย์พี่ใหญ่คิดเรื่องของสตรีอ่อนแอคนหนึ่ง เหวินหลานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“เหวินหลาน”
“ขอรับ”
“ทำตามที่สั่ง”
เหวินหลานชะงักก่อนรับคำแล้วเดินออกไปจากห้อง เขาลืมตัวไปสนิทเพราะความสงสัย ดังนั้นจึงเผลอเอ่ยถามออกไปทั้งที่รู้ดีว่าศิษย์พี่ใหญ่ไม่ชอบให้ผู้ใดตั้งคำถาม
“เจ้าไม่ต้องไปด้วยตัวเอง ส่งคนของเราไปก็พอ”
เสียงนั้นราวเสียงสวรรค์ เหวินหลานยิ้มกว้างจากนั้นรีบรับคำทันที เขายังนึกว่าต้องไปด้วยตัวเอง กระทั่งพลาดงานชุมนุมเสียแล้ว
งานเลี้ยงวันนี้ศิษย์พี่ใหญ่ของเขาออกมาเสียก่อน ดังนั้นจึงยังไม่มีโอกาสได้สนทนากับคนของสำนักกระบี่วายุ เขาอยากเห็นคนสามคนยืนสนทนาอยู่ในวงเดียวกันมานานแล้ว
คนแรกแน่นอนว่าคือศิษย์พี่ใหญ่ของเขาเอง
คนที่สองคือกู้เหยียนผู้ซึ่งเป็นทายาทสำนักกระบี่วายุ
คนสุดท้ายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเสิ่นซีผู้ซึ่งเป็นทายาทสำนักเมฆหวน
ชื่อเสียงของกู้เหยียน และเสิ่นซี นับว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับศิษย์พี่ใหญ่ของเขา ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็จะไม่พลาดฉากดังกล่าวอย่างแน่นอน!!!
เพราะยังคงหวาดหวั่นกับเรื่องที่ศาลาแปดเหลี่ยม ลี่ชิงหย่าไม่ได้ออกมาจากห้อง ที่สำคัญนางยังมีไข้เล็กน้อย ดังนั้นจึงเข้านอนเร็ว
กระนั้นตกดึกนางกลับเริ่มฝันถึงอันหรูเซียงอีกครั้ง และครั้งนี้นางถึงกับมองเห็นหน้าถ้ำซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายใต้น้ำตก
‘ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่ บอกข้า’
ในความฝันลี่ชิงหย่าตะโกนถามอันหรูเซียงที่ยืนอยู่หน้าถ้ำ อีกฝ่ายยิ้มให้นางก่อนพึมพำประโยคหนึ่ง
‘คัมภีร์คืนชีพ’
‘เดี๋ยวท่านอย่าเพิ่งไป คัมภีร์คืนชีพคืออะไรข้าไม่เข้าใจ’
ลี่ชิงหย่าพยายามวิ่งตาม หากแต่ทุกอย่างกลับว่างเปล่ามืดมน นางตะโกนประโยคเดียวกันซ้ำๆ กระนั้นกลับไม่ได้รับคำตอบ
“เดี๋ยวท่านอย่าเพิ่งไป คัมภีร์คืนชีพคือสิ่งใดกัน!”
หญิงสาวตื่นขึ้นกลางดึก แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อลุกพรวดขึ้นนั่งนางกลับต้องมีอันต้องสะดุ้งสุดตัว แม้ภายในห้องจะมืดมนเพราะม่านหน้าเตียง หากแต่นางตระหนักชัดว่านอกจากนางแล้ว บนเตียงยังมีผู้อื่นกำลังนั่งจ้องมองนางอยู่!!!
ลี่ชิงหย่าพรวดพราดจะลงจากเตียงพร้อมกรีดร้อง แต่ดูเหมือนผู้บุกรุกจะล่วงรู้การกระทำของนางอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงรวบตัวนางเอาไว้ ทั้งยังใช้มือข้างหนึ่งปิดปากไม่ให้หญิงสาวส่งเสียงภาพบางอย่างวาบเข้ามาในห้วงความคิด ใบหน้าหล่อเหลาของเยี่ยสวินพร้อมกับจุมพิตอันเร่าร้อน...ลี่ชิงหย่าเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย ตระหนักได้ในทันทีว่าผู้บุกรุกคือผู้ใด เพราะทันทีที่เขาแตะต้องตัวนาง นางพลันมองเห็นภาพที่ไม่ปะติดปะต่อ“ภาพเหล่านั้นคือสิ่งใดกันแน่”เขากระซิบถามนางเสียงเบา มองดูหญิงสาวในอ้อมแขนพยายามดิ้นรน ทั้งยังมองตรงไปยังห้องเล็กด้านข้างซึ่งเป็นห้องของสาวใช้ต้นห้อง“หากเจ้าสัญญาว่าจะไม่ส่งเสียง ข้าจะปล่อยเจ้าโดยดี ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับเจ้าเท่านั้น”ลี่ชิงหย่าถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธกรุ่น อยากสนทนากับนาง ไยต้องบุกเข้าหานางในห้องนอนยามวิกาลเช่นนี้ได้ยินพี่สาวของนางกล่าวว่า เยี่ยสวินผู้นี้เป็นคนสุขุม และสุภาพอ่อนโยน แม้ท่าทีจะเย็นชาไปบ้าง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอเห็นชัดว่าพี่สาวของนางโดนหลอกแล้ว!!!“ยังมี...” เยี่ยสวินกระซิบ“สาวใช้ของเจ้าจะไม่ตื่นขึ้นมา ไม่ใช่ในอีกสอง
ภายในห้องพักรับรองซึ่งสำนักเมฆหวนจัดเอาไว้ให้เยี่ยสวิน บัดนี้เหวินหลานกำลังนั่งเงียบอยู่ข้างๆ ศิษย์พี่ใหญ่ของตน เขาอยากถามแต่กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน ดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า“เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถิด”“ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องเมื่อคืนมิใช่หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็สงสัยในตัวคุณหนูลี่เช่นกันกับเราหรอกหรือ”“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว คุณหนูลี่ผู้นี้มิใช่ชาวยุทธ์ นางไหนเลยจะรู้จักการกลบเกลื่อน ก่อนส่งคนออกสืบสาวประวัติผู้อื่น ที่สำคัญนางจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าคุณหนูอันจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องอันตรายถึงเพียงนี้”เยี่ยสวินจิบชาไปคำหนึ่ง แม้สนทนากับเหวินหลานอย่างสุขุม หากแต่มองอย่างไรเรื่องในใจของเขากลับไม่ใช่เรื่องนี้“แสดงว่าท่านมั่นใจว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือนางจริงๆ”เยี่ยสวินลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปไกลแสนไกล หากแต่ความคิดกลับวนเวียนอยู่กับภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนเรื่องเหล่านั้นเหมือนจริงจนเขาเองยังประหลาดใจ ไม่ใช่เขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน เมื่อเห็นตัวเองสวมชุดเจ้าบ่าวทั้งยังลงมือทำร้ายเจ้าสาวของตัวเอง นั่นย่อมทำให้เขารู้สึกสับสนอยู่บ้างลี่ชิงหย่
“นางเพียงตกใจจนหมดสติไปเท่านั้น ขอฮูหยินน้อยอย่าได้กังวล”เขาบอกแม้ว่าตัวเองจะไม่มั่นใจ กระนั้นจังหวะหัวใจและชีพจรของลี่ชิงหย่าก็หาได้โกหกไม่ แม้ว่าเขาจะยังกังขาในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ก็ตามใช่...เขาเองก็มองเห็นภาพเหล่านั้นเช่นกัน ทั้งยังตระหนักดีว่าเห็นภาพนั้น ทันทีที่เขาคว้าไหล่ของหญิงสาว กระทั่งมั่นใจว่าเป็นเพราะนาง ในยามที่ลี่ชิงหย่าแตะมือลงไปยังหลังมือเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ“ขอบคุณพี่เยี่ยมาก หากมิใช่ท่านบังเอิญอยู่ที่นี่ด้วย ชิงชิงไหนเลยจะยังโชคดีเช่นในวันนี้”เสิ่นซีกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนที่บุกเข้ามาเป็นคนของใคร สำนักเมฆหวนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน เรื่องนี้ต้องสืบให้กระจ่าง!!!”หน้าหอสูงที่เต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ บัดนี้พวกเขากำลังห้ำหั่นกันโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เลือดแดงฉานไหลนองเต็มพื้น หอสูงสีขาวสะอาดตา มาบัดนี้กลับแดงฉานคาวคลุ้งไปทั่วบริเวณลี่ชิงหย่ากรีดร้องด้วยความหวาดหวั่น นางมองเห็นพี่สาวของตัวเองยืนอยู่เหนือบันไดหอสูง มีบุรุษผู้หนึ่งถือกระบี่พาดลงไปยังลำคอ ราวกับจับพี่สาวของนางเอาไว้เป็นตัวประกันไม่นานหลังจากนั้นนางก็มองเห็นกระบี่แทงทะลุร่างของพี่ส
ทั้งสามเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยม บทสนทนาที่เหมือนเป็นฉากแก้สถานการณ์ ทั้งที่ในใจของแต่ละคนรับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ใต้ฐานศาลาแปดเหลี่ยม หากแต่ผู้มาเป็นใครเหตุใดจึงปีนขึ้นมาในยามวิกาล ตอนนี้ยังไม่มีใครอยากจะหาคำตอบ“เสี่ยวเถาเจ้าไปบอกสาวใช้เมื่อครู่ว่าไม่ต้องนำชาและของว่างมาแล้ว ข้าจะกลับห้องพัก หลังจากส่งคุณชายท่านนี้ออกไป”ลี่ชิงหย่าส่งสายตาบอกเสี่ยวเถาให้ลอบไปบอกคนคุ้มกันเงียบๆ เสี่ยวเถารีบทำตามโดยดี“คุณชายท่านนี้ข้าจะชี้ทางออกให้ เชิญ” นางใช้น้ำเสียงเรียบเรื่อยทั้งที่ดวงตาแตกตื่น มือทั้งสองข้างกุมกันแน่น“รบกวนจริงๆ ข้าเพียงปลีกตัวออกมาสูดอากาศ ไม่คิดว่าจะเดินเลยเข้ามาไกลถึงเพียงนี้”คนทั้งสองก้าวออกไปช้าๆ กระนั้นลางสังหรณ์กลับบอกลี่ชิงหย่าว่ามีคนกำลังตามมา นางหันกลับไปมองเยี่ยสวินที่เดินอยู่ด้านหลัง แต่เขากลับกระซิบบอกเสียงเบา“เดินต่อไป ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าได้หันกลับมา อย่าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เดินตรงเข้าไปในหอสูง”นางทำตามที่เขาว่าโดยเดินไปเรื่อยๆ เสียงการต่อสู้ดังขึ้น แต่กลับไร้เสียงกระทบของกระบี่ มีเพียงเสียงทึบราวกับของหนักร่วงหล่นลงบนพื้น ลี่ชิงหย่าหวาดหวั่นจนตัวสั่น หากแ
โต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่เยื้องไปด้านหลังเสิ่นอิง ด้านหน้ายังมีพี่สาวนั่งอยู่อีกต่อหนึ่ง ทำให้มองเห็นเหล่าชาวยุทธ์ไม่ใคร่จะถนัดนัก ถึงอย่างนั้นจากหางตากลับมองเห็นกลุ่มชาวยุทธ์ในชุดสีขาวโดดเด่น นั่งรวมตัวกันอยู่ฝั่งซ้ายมือของจ้าวยุทธจักรลี่ชิงหย่าพยายามไม่หันไปมอง แต่ถึงอย่างนั้นกลับรับรู้ถึงสายตาคมที่มองมาเป็นระยะ ความคับข้องใจทำให้นางขมวดคิ้วครุ่นคิด จากนั้นจึงหันไปมองอย่างไม่อาจห้ามเป็นอย่างที่คิดเยี่ยสวินผู้นั้นกำลังจ้องตรงมายังนางจริงๆ“คุณหนูเจ้าคะ”เสี่ยวเถาสังเกตเห็นผู้เป็นนายของตนกำลังนั่งสบตากับบุรุษผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงกระซิบเตือนเสียงเบา ถึงตอนนี้ชาวยุทธ์หลายคนเองก็หันมาให้ความสนใจลี่ชิงหย่า ทั้งที่จุดซึ่งผู้เป็นนายของนางนั่งอยู่นั้นไม่สะดุดตาแต่อย่างใดลี่ชิงหย่ารีบก้มหน้าเพราะรับรู้ว่าตนกำลังตกเป็นเป้าสายตา ชาวยุทธ์หลายคนต่างก็หันมามองนางและเยี่ยสวินสลับกัน กระทั่งในที่สุดก็เริ่มซุบซิบด้วยท่าทีเป็นนัยคิ้วเรียวขมวดมุ่นพร้อมกับหันมากระซิบเสี่ยวเถา “ข้าว่าเรานั่งอีกสักครู่แล้วค่อยแอบออกไปดีกันดีหรือไม่”สายตาหลายคู่ทำให้นางหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นดวงตาคมของเยี่ยสวินที่มองมายังนาง
“สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ นั่นคือสี่ประโยคที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย อายุเพียงยี่สิบสามแต่กลับไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้”ลี่ชิงหย่าเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะจัดงานชุมนุมเพื่อกำหนดวันประลองกันไปทำไมเล่าเจ้าคะ เห็นชัดว่าเขาคงชนะอย่างแน่นอน”ลี่หลันเยว่หัวเราะ“หลายปีผ่านไปทุกคนฝึกฝนหมั่นเพียร โอกาสแม้น้อยนิด แต่มิใช่เป็นไปไม่ได้ อีกอย่างการประลองนี้ก็ต้องเกิดขึ้นต่อหน้าชาวยุทธ์ หาไม่ผู้คนจะยอมรับนับถือฐานะจ้าวยุทธจักรได้อย่างไรเล่า”แม้ยังคงไม่กระจ่าง แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่าไม่ได้ซักถามเพิ่มเติม นางมองผู้เป็นพี่สาวกล่าวด้วยความตื่นเต้น ในยามที่บอกให้สาวใช้นำชุดเข้ามาให้ลี่ชิงหย่าตระหนักดี อย่างไรเสียนางก็เดินทางมาถึงหานซานแล้ว ลี่หลันเยว่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนาง อีกฝ่ายเป็นฮูหยินน้อยตระกูลเสิ่น ตามมารยาทนางจึงนับเป็นหนึ่งในเจ้าบ้าน ซึ่งต้องออกไปทักทายชาวยุทธ์ ทั้งยังต้องเข้าไปนั่งในงานเลี้ยง ซึ่งจะจัดขึ้นสามวันสามคืนหลังจากการชุมนุมกำหนดวันประลองเห็นรอยยิ้มสดใสของลี่หลันเยว่ นางที่เป็นน้องสาวย่อมยินดียิ่ง เพราะนี่หมายถึงพี่สาวของนางมีความสุขดี ทั้งยังได้รับความ







