Masuk
ซินฉีไม่คิดว่าวันหนึ่งจะฝืนลิขิตสวรรค์ล่วงรู้ความลับบางอย่างที่ไม่ควรก้าวก่ายแต่ในเมื่อเกิดอุบัติพลาดพลั้งให้รับรู้แล้วนางจะทำอย่างไรได้นอกจากหลีกเลี่ยงหนทางเพื่อเอาชีวิตรอด
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องจากนั้นก็มองเห็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งวางอยู่บนเตียงมันส่องประกายสีทองเจิดจ้าแม้จะกลัวจนอยากร่ำร้องให้ผู้อื่นได้ยินแต่ไม่รู้ทำไมกลับอยากเปิดมันอ่านมากกว่า นางเดินเข้าใกล้แล้วสัมผัสอย่างตื่นเต้นแต่แล้วเพียงแตะหนังสือคล้ายถูกบางสิ่งแล่นผ่านร่างกายจนเหน็บชาจากนั้นก็รับรู้เรื่องราวที่ไม่เข้าใจแม้แต่น้อย จุดเริ่มต้นคือนิยายเรื่อง ‘จอมใจจักรพรรดิร้าย’ ที่แสนโด่งดังกำลังจะถูกสร้างเป็นหนังฟอร์มยักษ์แต่จำต้องจำลองเรื่องราวผ่าน AI ก่อน ทว่าขณะนั้นได้เกิดกบฏของเหล่าหุ่นยนต์รวมถึงพวกคอมพิวเตอร์ AI จากนั้นไม่รู้เกิดขัดข้องอันใดนิยายที่ควรมีแต่ตัวหนังสือกลับพลาดพลั้งทำให้ตัวละครคล้ายจะมีชีวิตอยู่ในโลกของนิยาย ทำให้หนึ่งในตัวละครรู้ความลับว่าตนเองแท้จริงเป็นเพียงตัวอักษรและโลกที่อยู่เป็นเพียงนิยายเล่มหนึ่งและผู้นั้นก็คือซินฉีที่เจอชุดคำสั่งส่วนสมองของ AI ที่หลงเหลือทิ้งไว้กลายเป็นหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ตอนที่เห็นหนังสือสีทองปริศนาหญิงสาวตกใจจนคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นแล้วแม้จะยังคงกลัวแต่ก็ตัดสินใจเปิดดูทุกตัวอักษรที่ได้อ่านยิ่งทำให้หัวใจเหมือนจะทะลุออกจากอก ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างไม่อยากเชื่อเกือบจะควักหัวใจไปจนหมดแม้จะมีจำนวนหลายหน้าใช้เวลาตั้งแต่ค่ำจนถึงเช้าอีกวัน ซินฉีก็ไม่มีท่าทีล้าแต่อย่างใด มือปิดเมื่ออ่านจนจบ ส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ นางได้อ่านนิยายเรื่อง ‘จอมใจจักรพรรดิ’ จบแล้วและรับรู้ว่าโลกที่อยู่ก็คือนิยายเรื่องนี้ทั้งตนยังเป็นเพียงตัวร้ายในนิยายเท่านั้น “นี่ข้าฝันไปหรือไม่” มือหยิกแก้ม สายตามองหนังสือทว่าจู่ ๆ มันก็เริ่มสลายนางเบิกตากว้างรีบลุกถอยเท้าห่าง แต่คล้ายจะเริ่มตั้งสติได้จึงคิดไปหยิบแต่มันได้หายไปต่อหน้าต่อตา หันมองไปรอบ ๆ เพื่อหาก็ไม่มี “หายไปไหนแล้ว…นี่ข้าเสียสติไปแล้วรึ” จะแกล้งโง่ แกล้งลืม แกล้งว่าฝันไปเพราะหนังสือหายไปแล้วก็ไม่ได้ ต้องยอมรับความจริง บางทีสวรรค์อาจต้องการให้ตนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ทำตัวร้ายกาจจนพบจุดจบแบบเดิมอีก “แต่ข้าคือตัวร้ายงั้นรึ...ทำไมข้าถึงเป็นตัวร้ายไปได้ ข้าก็ไม่ได้ร้ายขนาดนั้นนี่” จากที่ได้อ่านซินฉียอมรับว่าหากชีวิตดำเนินไปเช่นนั้นนางก็ต้องทำเหมือนในนิยายแน่นอนแต่ว่าเพียงแค่นี้ก็เป็นตัวร้ายแล้วรึ แม้ไม่ถึงกับเป็นคนดีแต่ไม่ได้เลวร้ายขนาดฆ่าคนตามใจชอบ อาจมีเห็นแก่ตัวตามประสาคนที่ต้องการเอาชีวิตรอดและต้องการเป็นใหญ่ ช่วยสามีให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ก็ต้องทำอย่างที่ตนในนิยายทำทั้งสิ้น แม้ตอนจบจะฆ่านางเอกพร้อมลูกในท้องจนตายแต่นั่นเพราะเป็นศัตรูกัน ไม่ฆ่าก็ต้องเป็นฝ่ายถูกฆ่าและเพราะนางเอกอย่างรุ่ยอี๋อ่อนโยนอ่อนแอเกินไปจึงทำเหมือนว่าตนคือตัวร้ายต่างหาก แล้วเหตุใดรุ่ยอี๋ถึงได้เป็นนางเอกหรือเพราะขนาดตายก็ยังได้เชิดชูเพราะสามีได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้และสถาปนานางเป็นฮองเฮาที่ไม่อาจลืมงั้นรึ “ข้าควรจะดีใจดีหรือไม่ที่ได้รับรู้เรื่องนี้” ซินฉีเม้มปาก ขณะกำลังคิดไม่ตกก็เห็นหนังสืออีกเล่มปรากฏต่อหน้าแม้จะตกใจแต่ก็รีบเดินเข้าหาและหน้าแรกที่ได้เห็นก็ทำนางตกตะลึงรีบทิ้งไป หนังสือที่ได้อ่านมีเนื้อหาเพียงหน้าแรกส่วนหน้าอื่นล้วนว่างเปล่ามันเขียนไว้ว่าเนื้อเรื่องในนิยายจอมใจจักรพรรดิที่ได้อ่านแท้จริงไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์เพราะภาคจบคือเรื่องราวที่นางเอกได้ย้อนเวลามีชีวิตใหม่อีกครั้งเพื่อแก้แค้นดังนั้นจะไม่เป็นไปตามฉบับที่อ่านอีกแล้ว “ยะ…ย้อนเวลา…นางย้อนเวลากลับมาแก้แค้น…อะไรกันข้างงไปหมดแล้ว…สรุปเนื้อเรื่องที่ ข้ารู้คือชาติก่อนของนางหรือไง” ซินฉีแทบสติแตกแต่ก็รีบตั้งสติเพราะในนิยายจอมใจจักรพรรดิฉากต้นเรื่องเกิดขึ้นที่ตระกูลหลินซึ่งก็คือตระกูลของนางเอก แต่ท่าทางบทหนึ่งจะยังไม่เริ่มเพราะตอนนี้รุ่ยอี๋ไม่ได้อยู่ที่นี่แต่ปัญหาคือเมื่อนางกลับมานิยายจะใช้ภาคเดิมหรือภาคจบที่นางย้อนเวลาแล้ว หากเป็นแบบหลังย่อมรับมือยาก “คุณหนูเจ้าคะ ตื่นหรือยังเจ้าคะ” เสียข้ารับใช้คนสนิทดังขึ้นจากด้านนอกเรียกสติที่สับสนให้ตื่น นางสูดหายใจพลางกุมศีรษะเพราะไม่ได้หลับทั้งคืนทั้งยังมีเรื่องให้เครียดจึงปวดหัว “เข้ามาเถอะ ข้ารับใช้จึงเปิดประตูเข้ามาสีหน้าของนางแสดงออกถึงความแปลกใจเพราะเห็นเจ้านายของตนนั่งอยู่บนโต๊ะท่าทางเคร่งเครียด ทั้งที่ปกติจะยังคงนอนอยู่บนเตียงแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เอ่ยถามเพียงวางเสื้อผ้าใหม่ให้แล้วปรนนิบัติรับใช้เหมือนทุกเช้า เจียเหวินคับแค้นใจไม่หายที่วันนั้นสามีของนางพาหญิงที่ใดมาก็ไม่รู้แล้วบอกว่าเป็นภรรยาทั้งยังตั้งครรภ์ตัดหน้าก่อน และให้ตนแสร้งเป็นญาติรอจนพ่ออีกฝ่ายจากไปและทิ้งสมบัติการค้าไว้ให้จึงค่อยเผยตัวตนองค์ชายสามได้ยินก็ยิ่งชื่นชมทั้งยังคิดว่านางช่างกตัญญูยิ่ง เพราะส่วนมากอนุภรรยาจะไม่กลมเกลียวกับภรรยาเอกนักแต่ตระกูลนี้กลับไม่ใช่ นางรักท่านแม่ทั้งสองคนไม่ใช่แค่องค์ชายสามที่ชื่นชม ผู้คนที่ลอบสังเกตต่างก็พยักหน้ายกย่องนอกจากใบหน้างดงามแล้วแต่จิตใจก็งามไม่ต่างกันรุ่ยอี๋ตึงเครียดเพราะมันไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้ว ซินฉีที่ควรพูดให้นางอับอายเหตุใดถึงกลับชื่นชมเช่นนี้ คนรอบข้างไม่มีใครมองมาอย่างดูแคลนจนนางรู้สึกเจ็บปวดอับอายต้องวิ่งหายไปดั่งครานั้นเพราะอะไรกัน!“พี่รุ่ยอี๋คืนนี้เจ้าคงได้คู่ลอยโคมแล้ว ข้าไม่ขอรบกวน”นางก้มหัวแล้วทำท่าจะเดินจากไป อีกฝ่ายไม่รอช้ารีบรั้งไว้“น้องซินฉีเดี๋ยวก่อน!”“มีอะไรหรือ”“คือ..ข้า..เพิ่งเคยมาและไม่คุ้นเคย…เจ้าจะทิ้งข้าไปรึ”“จะกลัวอะไรคุณชายท่านนี้จะดูแลเจ้าเอง ในเมื่อมาแล้วก็ต้องมีความกล้า”องค์ชายสามมองซินฉีแล้วรู้สึกใจสั่นแปลก ๆ แม้จะมีผ้าบังใบหน้าครึ่งหนึ่งแต่รับรู้ความงามสะท้านใจ แต่สิ่งที่ทำให้สนใจกว่าคือความรู้สึกคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นเคยทว่าสุดท้ายก็ละสายตาแล้วหันมามองรุ่ยอี๋“เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”“เอ่อ…”“คุณชายขอฝ
ทั้งสองต่างไม่คาดคิดว่าจะได้เจอองค์ชายสามเร็วขนาดนี้ใบหน้าของรุ่ยอี๋ซีดเผือด ริมฝีปากสีแดงฉ่ำเม้มเข้าหากันอย่างลืมตัว ดวงตาทั้งสองสบกันมีเพียงองค์ชายสามที่มองอย่างลึกซึ้งและพอใจพลางพิจารณาใบหน้างามที่สะท้านความรู้สึกเกินกว่าจะปล่อยมือส่วนนางมองชายตรงหน้าด้วยความ เกลียดชังแต่ก็พยายามซ่อนไว้ จะไม่ให้โกรธแค้นได้อย่างไรเพราะในอนาคตชายคนนี้จะกลายเป็นศัตรูและเป็นสามีของซินฉีทั้งสองยังอยู่ในท่าทางโอบกอดครู่หนึ่ง สุดท้ายรุ่ยอี๋จึงแสร้งสงวนท่าทีขัดขืนอย่างสุภาพ“เจ้าไม่เป็นอะไรนะ”“เจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นอะไร”“เจ้าชื่ออะไรหรือ เป็นบุตรีของตระกูลใด”“หม่อมฉันมาจากตระกูลหลิน ชื่อรุ่ยอี๋เพคะ”คำพูดของนางทำให้สีหน้าขององค์ชายสามและองครักษ์เปลี่ยน แม้งานปล่อยโคมลอยนี้จะมีเหล่าองค์ชายหรือเชื้อพระวงศ์มาร่วมแต่ตอนนี้องค์ชายสามยังไม่เผยตัวตนแต่นางรู้ได้อย่างไรหรือจะเคยพบเจอกันมาก่อนจนทั้งสองเกิดความระแวงส่วนซินฉีที่เงียบมานานก็แสร้งทำสีหน้าตกใจว่านางกำลังพูดกับองค์ชายอย่างนั้นหรือ ท่าทางที่แสดงออกจึงค่อนข้างตลกแต่ก็น่าเอ็นดูตอนแรกนางยังไม่เข้าใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีระวังตัวแต่พอนึกได้ว่าพูดอะไรผิดจึง
ทุกคนที่ได้ยินต่างงุนงง“พรหมลิขิต!” เจียเหวินแค่นหัวเราะพลางหยิบพัดขึ้นโบก ส่ายหน้าเหมือนมองคนโง่“รุ่ยอี๋เจ้าพูดอะไรน่าตลกอย่างยิ่ง...ท่านพ่อในเมื่อนางไม่อยากเข้าร่วมงานก็หาบุตรชายของใครสักคนให้เลยจะดีกว่า”ทันทีที่เอ่ยพูดนางก็ลอบมองตาขวางทันที ปากเม้มจนสั่น“ท่านพ่อ...ข้าไม่ต้องการ”“อะไรเจ้าก็ไม่ต้องการข้าอุตส่าห์หาพรหมลิขิตให้เจ้าแล้วนะยังจะเรื่องมากอีก…ท่านพ่อบุตรชายของพ่อค้าปลาก็ดีนะ”“ทะ...ท่านพ่อ...ข้าไม่...”“ลูกข้าอุตส่าห์หาคู่ให้เจ้ายังคิดจะปฏิเสธ อีกรึ โน่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอาเจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครทั้งที่เป็นแค่ลูกของอนุใกล้ตายยังจะมาเลือกได้อีก!”มือทั้งสองของรุ่ยอี๋สั่นเมื่อได้ยินคำของ เจียเหวินที่พูดจาถึงมารดา นางกัดฟันและสัญญาว่าจะต้องฆ่าหญิงนางนี้ให้ได้แน่นอนว่าพฤติกรรมของนางล้วนอยู่ในสายตาของซินฉี พลางลอบหัวเราะทว่าตอนนี้ต้องปิดกั้นนางทุกทางเพื่อไม่ให้หนีงานไปได้เพราะเกรงว่าจะไปหาจุดนัดพบที่เจอองค์ชายสามเหมือนชาติที่แล้ว“เอาละ พอก่อน…รุ่ยอี๋ข้าถามเจ้าอีกครั้งเจ้าจะเข้าร่วมงานหรือไม่”นางแม้ลังเลแต่พอนึกถึงสภาพคนหาปลาจึงต้องยินยอมไป“ข้าขอเข้าร่วมงานเจ้าค่ะ”สุดท้าย
ซินฉีคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรต่อไปนางต้องหาวิธีสกัดกั้นรุ่ยอี๋ไม่ให้กลายเป็นฮองเฮาเหมือนชาติที่แล้วแม้จะถูกฆ่าตายก่อนแต่ซินฉีได้เห็นและรับรู้ว่าฮ่องเต้นั้นแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮาด้วยความรักที่มอบให้อย่างมากล้นส่วนตนที่ฆ่าหญิงอันเป็นที่รักตายย่อมต้องถูกฆ่าตายแต่ว่ามันช่างโหดร้ายจนไม่อยากจะนึกภาพนั้นทั้งที่ซินฉีเพียงอ่านเรื่องราวในนิยายแต่ยังขนลุกและหายใจยากลำบากการถูกประหารชีวิตให้เฉือนเนื้อทีละชั้นไม่ให้ตายทันทีเป็นการตายที่ทรมานอย่างมากจนไม่อยากจะเจอหน้าฮ่องเต้ในชาตินี้ชั่วชีวิตดังนั้นต้องขัดขวางนางไม่ให้ถูกรักจากคนคลั่งรักผู้นี้ฮ่องเต้ของแคว้นเจียงหนานหรือก็คือพระเอก เดิมทีเป็นโอรสองค์ที่เจ็ดแต่ด้วยความที่เกิดจากสนมไม่มีตระกูลใหญ่อยู่เบื้องหลังคอยผลักดันจึงไร้อำนาจใด ๆ เหล่าองค์ชายที่ขับเคี่ยวต่างหมางเมินเขาเหมือนมองคนไร้ประโยชน์ที่ไม่มีค่าให้หวาดระแวงแต่ใครจะรู้ว่าเขาคือองค์ชายที่อำมหิตและซุกซ่อนขุมกำลังไว้แท้จริงสนมที่ไร้ปากเสียงไร้อำนาจนางกลับเป็นถึงองค์หญิงของชนเผ่าขนาดใหญ่ที่สามารถรุกรานแคว้นเจียงหนานได้อย่างสบายแต่เป็นเพราะข้อตกลงที่มีมาแต่ช้านานระหว่างชนเผ่าและฮ่องเต้ผู้ก่อต
ทันทีที่หญิงสาวคนดังกล่าวเดินเข้ามาทั้งสามต่างจับจ้อง อี้เฉินและเจียเหวินฉงนใจไม่คาดคิดว่าเด็กหญิงในครานั้นจะเติบโตมางดงามขนาดนี้แต่เมื่อมองดี ๆ จะพบว่านางคล้ายกับผู้เป็นแม่ ดังนั้นไม่แปลกที่จะเติบโตมาเช่นนี้ เจียเหวินหยิบพัดมาโบกเพื่อดับความไม่พอใจให้คลายลงแต่พอมองบุตรสาวก็เริ่มสบายใจเพราะงดงามกว่ารุ่ยอี๋ยิ้มอ่อนโยนแล้วทำความเคารพพวกเขาทั้งสามอย่างนอบน้อม“คำนับ ท่านพ่อ ท่านแม่ เจ้าค่ะ”“อืม..ไม่เจอกันนานเลยเจ้าเติบโตขึ้นมาก” อี้เฉินพยักหน้าพลางพิจารณามองบุตรีที่งดงามคล้ายมารดา“ฮึ! ข้าลืมไปแล้วว่าท่านพี่ยังมีเจ้าเป็นลูกอีกคน”รุ่ยอี๋เพียงยิ้มจากนั้นหันมามองน้องสาวที่นั่งอยู่ ดวงตาของนางเปลี่ยนมาแข็งกร้าว มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ คนตรงหน้าคือศัตรูที่นางอยากฆ่าให้ตายมากที่สุดแม้จะแค้นเพียงไรแต่ก็เปลี่ยนท่าทีฉับพลันเหมือนกับว่าเมื่อครู่ไม่มีความแค้นใด ๆแต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของซินฉีที่สังเกตการณ์แต่แรกตอนที่เห็นนางเกือบจะคลั่งก็เตรียมรับมือ ที่จริงซ่อนมีดสั้นเอาไว้หากนางพุ่งเข้ามาเมื่อไรก็เตรียมตายเมื่อนั้น แต่ยังดีที่อีกฝ่ายครองสติไว้ได้ทันเห็นทีบทคนดีต่อนางเอกไม่มีทางถูกงั
หลายวันต่อจากนั้นรถม้าคันหนึ่งได้เดินทางจากหมู่บ้านห่างไกลใกล้มาถึงเมืองหลวงซึ่งในรถม้ามีสตรีนงคราญงดงามนางหนึ่งนั่งอยู่ภายใน สีหน้าเย็นชาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ต้องการแก้แค้นอย่างแรงกล้าไม่เข้ากับนัยน์ตาหวานแม้แต่น้อยมือทั้งสองกำแน่นจนสั่น“รอข้าก่อนเถอะ ข้าจะแก้แค้นพวกเจ้าทุกคน โดยเฉพาะเจ้าซินฉี!”รุ่ยอี๋บุตรสาวของอนุภรรยาตระกูลหลินเม้มริมฝีปากจนห้อเลือด นางโกรธแค้นจนอยากฆ่าให้ตายแต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้ความแค้นนี้ทำให้เสียแผนแม้นางจะอยากเอาร่างกายพวกมันมาหั่นเป็นหมื่นชิ้นทันทีที่พบเจอเพียงไรแต่เมื่อไร้อำนาจก็ย่อมพ่ายแพ้อยู่ดี“ในเมื่อสวรรค์ให้ชีวิตข้าอีกครั้งข้าก็จะทำให้พวกมันเจ็บยิ่งกว่าเดิม”แท้จริงนางนั้นได้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงย้อนเวลามาได้เมื่อชาติที่แล้วชะตาชีวิตอาภัพอย่างยิ่งเป็นลูกของอนุภรรยาที่พ่อไม่รักถูกภรรยาเอกรังแกตั้งแต่ยังเด็กก็ถูกใส่ร้ายว่านางนั้นจะนำโชคร้ายมาให้แก่ตระกูลต้องส่งนางออกไปอยู่ข้างนอกจนกว่าจะอายุสิบเจ็ดเด็กหญิงอายุไม่ถึงเจ็ดขวบกลับต้องมาพลัดพรากจากมารดาไปอยู่บ้านเดิมตระกูลลู่ที่ห่างไกลความเจริญไร้ทรัพย์สินใช้ชีวิต







