LOGINกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารมื้อค่ำถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน โจวอวิ๋นเฟิงและสวี่เยว่หรานนั่งรับประทานอา
กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารมื้อค่ำถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน โจวอวิ๋นเฟิงและสวี่เยว่หรานนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเงียบสงบ โดยมีเสิ่นชิงหรูนั่งร่วมโต๊ะด้วย และเอ่ยชมอาหารแปลกลิ้นที่ลูกสะใภ้ทำไม่หยุดทว่าในระหว่างที่กำลังคีบอาหารเข้าปาก หญิงสาวก็คล้ายกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ นางจึงวางตะเกียบลงเบาๆ แล้วหันไปสบตากับผู้เป็นสามีด้วยแววตารอบคอบ“ท่านพี่ เจ้าค่ะ...” สวี่เยว่หรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดึงความสนใจของทุกคนบนโต๊ะให้หันมามอง“เรื่องการเปิดภัตตาคารรสเลิศล้ำ นอกจากเรื่องทำเลและสูตรอาหารแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยคือ การบริหารคนเจ้าค่ะ โดยเฉพาะบรรดาพ่อครัวแม่ครัวที่เรากำลังจะรับเข้ามาทำงาน หากพวกเขาเรียนรู้สูตรอาหารของเราไปแล้ว วันหนึ่งเกิดถูกซื้อตัวหรือแอบนำสูตรลับเหล่านี้ไปเปิดร้านแข่งเสียเอง กิจการของเราย่อมได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงแน่นอนเจ้าค่ะ”โจวอวิ๋นเฟิงพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้องทันที ดวงตาคมฉายแววครุ่นคิด “เจ้าพูดมีเหตุผล คนเรามักเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า หากมีคู่แข่งรายอื่นกล้าทุ่มเงินก้อ
หลังจากที่ลู่เฉียนและจางซานได้ลิ้มลองรสชาติอาหารอันแปลกใหม่และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ฝีมือของสวี่เยว่หรานจนหมดเกลี้ยงทุกจาน บรรยากาศภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านค้าธัญพืชก็เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแห่งความฮึกเหิม ทุกคนต่างรู้ดีว่าก้าวแรกในการสร้างชื่อเสียงให้กับกิจการร่วมทุนครั้งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามแล้วเมื่อความประทับใจผ่านพ้นไป โจวอวิ๋นเฟิงจึงผายมือเชิญสหายทั้งสองเข้าสู่การหารือวาระสำคัญถัดไป นั่นคือการเลือกสรรทำเลที่ตั้งและชื่อของภัตตาคารแห่งใหม่“ในเมื่อรสชาติอาหารผ่านการทดสอบและเป็นที่ยอมรับของพวกเราทุกคนแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่เราต้องรีบจัดการให้เป็นรูปเป็นร่างโดยเร็วก็คือเรื่องของทำเลที่ตั้งและชื่อร้าน” โจวอวิ๋นเฟิงเอ่ยเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงจริงจังและคล่องแคล่วลู่เฉียนพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง มือหนายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยข้อมูลที่ตนเองไปสำรวจขึ้นมา“เรื่องทำเลร้าน ข้าได้ลองตระเวนสำรวจดูทั่วเมืองหลวงมาแล้ว อาคารขนาดใหญ่หลังเก่าบริเวณย่านการค้าฝั่งประตูตะวันออกของเมืองหลวงเพิ่งจะปิดกิจการและประกาศปล่อยเช่ารวมถึงขายขาด เดิมทีสถานที่แห่งนั้นเคยเ
ยามสาย ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านค้าธัญพืชสกุลโจว ลู่เฉียนและจางซานสหายสนิททั้งสองคนมาถึงก็ถูกเชิญขึ้นมาที่ห้องรับรองทันที“คุณชายลู่ คุณชายจาง” นางเอ่ยทักทายเสียงหวานพร้อมก้มศีรษะให้เล็กน้อย ตามศักดิ์แล้วนางเป็นสะใภ้จวนโหว ทั้งสองควรเป็นคนที่คารวะทักทายนางก่อนเสียด้วยซ้ำ“พี่สะใภ้ เกรงใจไปแล้ว” จางซานเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มกว้างตามนิสัยร่าเริง เรียกภรรยาของสหายอย่างให้เกียรติ ส่วนลู่เฉียนพยักหน้ารับและประสานมือยิ้มให้อย่างสุภาพ“พี่สะใภ้อะไรกันเล่า” โจวอวิ๋นเฟิงเอามือลูบท้ายทอยด้วยความเขินอาย ที่สหายเรียกภรรยาตนอย่างให้เกียรติ และเป็นการให้เกียรติผู้เป็นสามีเช่นตนไปด้วย ว่าทั้งคู่นับถือเขา“เรียกพี่สะใภ้ถูกแล้ว” ลู่เฉียนกล่าวพลางหัวเราะ“ตามสบายเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ข้าตั้งใจทำอาหารมาให้พวกท่านได้ลองชิมกันดู เพื่อนำมาปรึกษาหารือเรื่องอาหารจานเด็ดประจำภัตตาคารของเรา” สวี่เยว่หรานกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นกันเองหลังจากนั่งลงประจำที่ สวี่เยว่หรานก็กวาดสายตามองชายหนุ่มทั้งสามก่อนจะเริ่มเป
ยามบ่าย สาวใช้ที่สวี่เยว่หรานส่งตัวออกไปสืบข่าวเรื่องของตระกูลรองของเสิ่นกั๋วกง ก็รีบเร่งฝีเท้ากลับมารายงานถึงข้อมูลเชิงลึกที่ไปสืบมาได้ทั้งหมดทันทีตามข้อมูลที่เสี่ยวหลินรายงาน ตระกูลเสิ่นในเมืองหลวงนั้น แท้จริงแล้วถูกแบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ๆ แม้จะใช้สกุลเดียวกันและพำนักอยู่ใกล้ชิดกันในย่านขุนนางชั้นสูง ทว่ากลับมีการแยกบ้านออกจากกันอย่างเป็นทางการอย่างชัดเจนในส่วนของจวนกั๋วกงสายหลัก เป็นที่พำนักของเสิ่นกั๋วกงผู้นำตระกูล ร่วมกับบุตรชายคนโต เสิ่นผิงเฟย ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง ซึ่งเป็นบิดาแท้ๆ ของเสิ่นซูหนานคุณหนูผู้เอาแต่ใจนั่นเอง ทางสายหลักนี้กุมอำนาจและผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของตระกูลไว้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสืบทอดบรรดาศักดิ์กั๋วกงต่อไปในอนาคตส่วนอีกสายหนึ่งคือจวนสายรอง ซึ่งได้ทำการแยกบ้านออกมาตามธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลใหญ่ เมื่อบุตรชายเติบโตและต่างคนต่างมีหน้าที่การงานใหญ่โตจนเรือนเดิมเริ่มคับแคบ การแยกบ้านนี้มิได้เกิดจากความบาดหมางหรือการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงสมบัติแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะความเหมาะสมตามสถานะจวนสายรองนี
ภายในห้องนอนยามค่ำคืน โจวอวิ๋นเฟิงในวัยสิบเก้าปี ทอดกายเอนหลังพิงหัวเตียงด้วยท่าทีผ่อนคลาย หลังจากผ่านพ้นเรื่องราววุ่นวายภายนอกมาทั้งวัน ในขณะที่ภรรยาของเขากลับยังคงนั่งขมวดคิ้วอยู่ปลายเตียง สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างหนัก“เกิดอะไรขึ้น ฮูหยินของข้าจึงทำหน้าเครียดเช่นนั้น วันนี้ไม่ได้ออกไปดูร้านค้าวันเดียว เจ้าอย่าเป็นห่วงนักเลย ผู้ดูแลร้านค้าเองก็มีฝีมือและวางใจได้ไม่น้อย”“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกเจ้าค่ะ” นางถอนหายใจออกมา ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่สาวใช้คนสนิทไปพบเจอมาที่ร้านอาหารให้โจวอวิ๋นเฟิงฟังอย่างละเอียด ทั้งพฤติกรรมอันเย่อหยิ่งจองหอง และชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่นของเสิ่นซูหนาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงคู่หมั้นหมายของโจวอี้หยางโจวอวิ๋นเฟิงถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เมื่อฟังจบ เขายกมือขึ้นลูบศีรษะภรรยาเบาๆ อย่างปลอบโยน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“เรื่องนี้ข้าเองก็เคยได้ยินมาเช่นกัน แต่เยว่หราน... การจะถอนหมั้นกับตระกูลกั๋วกงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ใครต่างก็รู้ว่าตระกูลเสิ่นมีอิทธิพลมากเพียงใดในราชสำนัก ยิ่งไปกว่
เสียงจอแจภายในภัตตาคารชื่อดังกลางเมืองหลวงที่ฟังดูคึกคักยิ่ง กลับต้องสะดุดลงด้วยเสียงโวยวายแหลมสูงที่ดังแทรกขึ้นมาเหนือเสียงพูดคุยทั้งปวงฟู่หลิงที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาสำรวจตลาดและหาข้อมูลอาหารจานยอดนิยมตามคำสั่งของผู้เป็นนาย กำลังนั่งรอขนมที่แสร้งสั่งกลับจวนเพื่อนั่งสำรวจข้อมูล ในขณะที่ส่งสาวใช้อีกคนไปสืบข้อมูลของร้านอื่นนางกวาดสายตาจดบันทึกราคาและรายการอาหารที่ขายดีที่สุดในร้านลงในสมุดเล่มเล็ก ทว่าสายตากลับต้องเบนไปหยุดอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นร่างระหงในชุดอาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์สีสดใสกำลังยืนเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโสและไม่ยอมใคร เสิ่นซูหนาน หรือที่ผู้คนในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดีในฐานะหลานสาวของเสิ่นกั๋วกง กำลังใช้นิ้วเรียวชี้หน้าเถ้าแก่เจ้าของร้านและลูกค้าโต๊ะข้างๆ ที่มาถึงก่อน นางกรีดร้องด้วยความไม่พอใจเนื่องจากโต๊ะริมหน้าต่างตัวที่ดีที่สุดถูกลูกค้ากลุ่มอื่นแย่งชิงไปก่อนหน้า“พวกเจ้าหูหนวกกันหมดหรืออย่างไร ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร” หญิงสาววัยสิบหกย่างสิบเจ็







