Masukภายในห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลหลิน อาหารมื้อค่ำที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีต สมาชิกทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะอาหาร ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้อบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็น
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังรับประทานกันอย่างเงียบเชียบ จู่ๆ จางลี่อิงก็วางตะเกียบลงในมือเสียงดังเบาๆ ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตวัดสายตาขึ้นมองลูกสะใภ้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาตำหนิและไม่สบอารมณ์
“ไป๋ซูหนิง พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องออกไปดูแลร้านค้าข้าว อยู่เก็บตัวจัดการงานในจวนช่วยข้าเสียบ้าง...” จางลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้าง พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างขัดอกขัดใจ บ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ
“อีกแค่สองวันก็จะถึงพิธีรับอนุเข้าจวนอยู่แล้ว แทนที่เจ้าซึ่งเป็นฮูหยินเอกจะอยู่ช่วยจัดเตรียมสถานที่ ต้อนรับแขกเหรื่อ และดูแลความเรียบร้อยภายในจวน กลับทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ทิ้งงานทิ้งการแล้วหนีออกไปข้างนอกเสียอย่างนั้น เจ้าคิดจะปล่อยให้จวนเราขายหน้าแขกเหรื่อหรืออย่างไรกัน”
ไป๋ซูหนิงยังไม่ทันได้อ้าปากเอ่ยคำใด หลินเช่อผู้เป็นพ่อสามี ก็หันไปปรามภรรยาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าอย่าเพิ่งตำหนินางเลย วันนี้ให้นางออกไปดูแลร้านค้าข้าวก็ถือว่าถูกต้องแล้ว ช่วงนี้การค้าขายข้าวสารกำลังไปได้ด้วยดี มีผลกำไรเข้าจวนเป็นกอบเป็นกำ” หลินเช่อกล่าวจบ ก็หันมามองหน้าลูกสะใภ้ด้วยแววตาพึงพอใจระดับหนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เอาล่ะ พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องออกไปไหนแล้ว อยู่ช่วยจัดเตรียมสถานที่และข้าวของสำหรับงานมงคลในจวนก็แล้วกัน”
ไป๋ซูหนิงเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อสามี ใบหน้างดงามแย้มรอยยิ้มบางเบาที่ดูอ่อนน้อมและว่าง่าย นางพยักหน้ารับคำสั่งอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ ท่านพ่อ พรุ่งนี้สะใภ้จะอยู่ช่วยท่านแม่จัดเตรียมทุกอย่างภายในจวนให้เรียบร้อยสมเกียรติอย่างแน่นอนเจ้าคะ”
เมื่อเห็นท่าทีที่ว่าง่ายและยอมจำนนของลูกสะใภ้ หลินเช่อก็พยักหน้ารับด้วยความพอใจ ขณะที่จางลี่อิงทำได้เพียงแค่เบือนหน้าหนีด้วยความหมั่นไส้ในความตีหน้าซื่อของนาง
ระหว่างมื้ออาหารนั้น หลินอวี่เฉียงที่นั่งอยู่ข้างกายไป๋ซูหนิง พยายามทำตัวเอาอกเอาใจภรรยาเอกอย่างเต็มที่เพื่อไถ่โทษจากเหตุการณ์วุ่นวายที่ร้านค้าเมื่อช่วงบ่าย เขาคีบชิ้นเนื้อใส่ลงในถ้วยข้าวของนางด้วยรอยยิ้มเอาใจใส่
ร่างสูงโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพื่อหวังจะให้ความรู้สึกผิดในใจลดลง “หนิงหนิง เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเรื่องเมื่อกลางวันเลยนะ ข้ารู้ว่าเจ้าเหนื่อยและน้อยใจ...” ชายหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยสัญญาด้วยความจริงจังที่เขาคิดว่ามันจะปลอบใจนางได้
“เอาไว้อีกสองวันข้างหน้า หลังเสร็จพิธีทางทางการกับจื่อหยาแล้ว ในคืนนั้นข้าจะขออยู่ร่วมหอกับนางแค่เพียงคืนเดียวเพื่อรักษาหน้าตาตระกูลหลินเท่านั้น หลังจากนั้น ข้าสัญญาว่าจะมาอยู่ร่วมห้องและชดเชยให้เจ้าทุกคืนอย่างแน่นอน เจ้าเชื่อใจข้านะ” คำพูดที่เอ่ยออกมาอย่างเห็นแก่ตัวและไร้ซึ่งความสำนึกผิดใดๆ นั้น ทำให้ไป๋ซูหนิงแทบอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้
หญิงสาวฝืนปั้นหน้ายิ้มรับบางๆ แสร้งทำเป็นพยักหน้ารับด้วยความยินยอมพร้อมใจ ทว่าในใจกลับแค่นหัวเราะเยาะหยันอย่างสมเพชเวทนา
‘ร่วมหอกับนางคืนเดียวเพื่อรักษาหน้า แล้วมาชดเชยให้ข้าอย่างนั้นหรือ ช่างเป็นคำพูดของบุรุษที่น่ารังเกียจและหน้าไม่อายเสียจริง’ ไป๋ซูหนิงคิดในใจอย่างเย็นชา
ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด หลินอวี่เฉียงที่ก้าวขึ้นมาบนเตียงนอน เขารวบเอาร่างบางของภรรยาเข้ามาสวมกอดไว้แนบกาย ดวงตาคมกวาดมองใบหน้างดงามของภรรยาด้วยประกายความปรารถนาที่คุกรุ่นขึ้นมา
“หนิงหนิง... อาการไม่สบายของเจ้าดีขึ้นหรือยัง ข้าอยากร่วมสวาทแนบชิดกับเจ้าเสียเหลือเกิน” เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มือหนาลูบไล้ไปตามเรียวแขนและแผ่นหลังของนางอย่างย่ามใจ
สามีหนุ่มก้มหน้าลงหมายจะซุกไซ้ซอกคอระหงของนาง เพื่อระบายความต้องการของตนเอง นางรีบยกมือขึ้นดันแผงอกแกร่งของเขาไว้เบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแผ่วเบา
“ท่านพี่ อย่าเพิ่งเลยเจ้าค่ะ” ไป๋ซูหนิงแสร้งทำเป็นเบี่ยงตัวหลบด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนใจ ดวงตาแสดงความละอายใจต่อสามี
“ความจริงแล้ว วันนี้ร่างกายของข้าร่างกายไม่สู้ดีนัก เกรงว่าจะทำให้ท่านผิดหวัง... ข้ามีระดูพอดีเจ้าคะ เสียดายนักที่ช่วงเวลานี้ข้าไม่สามารถปรนนิบัติรับใช้ท่านพี่ได้ตามหน้าที่ภรรยา ท่านพี่โปรดอภัยให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ” นางช้อนสายตาขึ้นสบตากลับไปอย่างน่าเวทนา แสร้งถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิด
หลินอวี่เฉียงชะงัก ความปรารถนาที่กำลังลุกโชนพลันมอดดับลงทันทีด้วยความเสียดาย เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความขัดใจ
“เฮ้อ ช่างน่าเสียดายจริงๆ เสียจังหวะหมด”
ถึงกระนั้น ด้วยความที่เขายังคงอยากแสดงตัวเป็นสามีผู้แสนดีและไม่อยากให้นางคิดมาก หลินอวี่เฉียงจึงทำได้เพียงแค่ดึงร่างบางของไป๋ซูหนิงเข้ามากอดรัดไว้แน่นแนบอกเช่นเดิม
“เอาเถอะ ในเมื่อร่างกายเจ้าไม่พร้อม ข้าก็จะไม่ฝืนใจเจ้าหรอก นอนพักผ่อนเถอะนะ”
ไป๋ซูหนิงยอมปล่อยให้เขานอนกอดแนบกายอยู่บนเตียงอย่างว่าง่าย นางหลับตาลงซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขา ทว่าภายใต้ความมืดมิดและอ้อมกอดที่อบอุ่นจอมปลอมนั้น ร่างกายของนางกลับเกร็งแข็งและเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างถึงที่สุด
ทุกสัมผัส ทุกไออุ่น และทุกคำพูดของบุรุษจอมปลอมผู้นี้ ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจนนางแทบทนไม่ไหว ทว่านางจำเป็นต้องอดทนอดกลั้นและยอมจำนนให้อีกฝ่ายกอดไว้ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับสังเกตเห็นความผิดปกติหรือระแคะระคายแผนการใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
**********************
หลังจากที่สวี่เยว่หรานเอ่ยปากรับคำท้าทายอย่างองอาจและไม่เกรงกลัวผู้ใด แววตาของเหล่าคุณหนูและฮูหยินต่างจับจ้องมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตื่นเต้น ประหลาดใจ และบางคนก็แอบลอบยิ้มเยาะเย้ยด้วยความเวทนา ที่เห็นสตรีต่างเมืองกล้าหาญรับการท้าทายคุณหนูจวนกั๋วกงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงในจังหวะนั้นเอง องค์หญิงเจ็ดทอดพระเนตรความสนุกอยู่เบื้องสูง ทรงแย้มพระสรวลด้วยความสำราญพระทัย พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อยเพื่อยุติเสียงซุบซิบรอบด้าน ก่อนจะตรัสด้วยเสียงกังวาน“ในเมื่อทั้งสองคนต่างมีความมั่นใจและพร้อมจะประชันบทกวีเพื่อเป็นการสร้างความสำราญแก่เราและทุกคนในที่นี้ วันนี้เราจะขอเป็นผู้กำหนดหัวข้อการแต่งกลอนให้พวกเจ้าทั้งสองคนเอง”เมื่อองค์หญิงเจ็ดตรัสเช่นนี้ เสิ่นซูหนานก็รีบยิ้มรับอย่างอ่อนหวาน ทว่าในใจกลับลำพองใจยิ่งนัก นางมั่นใจในความรู้ด้านอักษรที่ตนร่ำเรียนมาจากสำนักชื่อดังในเมืองหลวงว่าอย่างไรเสีย ตนก็ไม่มีทางพ่ายแพ้สตรีที่เพิ่งแต่งงานย้ายเข้ามาอาศัยที่เมืองหลวงอย่างแน่นอน“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งเพคะองค์หญิง หม่อมฉันพร้อมแล้วเพคะ” เสิ่นซูห
งานเลี้ยงวันเกิดของเสิ่นซูหนานดำเนินมาถึงช่วงเวลาที่เหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางต่างเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเพื่ออวดโฉมและประชันฝีมือกัน ไม่ว่าจะเป็นการบรรเลงกู่ฉิน วาดภาพทัศนียภาพ หรือการร่ายรำที่อ่อนช้อยงดงาม ท่ามกลางความคึกคักนั้น องค์หญิงเจ็ดผู้สูงศักดิ์ที่เสด็จมาร่วมงานในฐานะแขกคนสำคัญกำลังประทับทอดพระเนตรการแสดงต่างๆ ด้วยความสำราญพระทัยเสิ่นซูหนานในฐานะเจ้าภาพและตัวเอกของงานเห็นว่า นี่คือโอกาสทองที่จะประกาศศักดาความเหนือกว่าของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาขององค์หญิงเจ็ดและบรรดาแขกเหรื่อทั่วทั้งงาน สายตาเย่อหยิ่งของนางกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่เสิ่นซินหลิงนางจึงตั้งใจจะใช้โอกาสนี้หักหน้าและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของญาติผู้พี่ให้จมดินต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงเจ็ด เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคุณหนูสายตรงเช่นนางเหนือกว่าสายรองในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง“วันนี้ในงานเลี้ยงอันเป็นมงคลยิ่ง มีทั้งองค์หญิงเจ็ดและเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์มาร่วมงานมากมาย หากมีเพียงแค่การชมดนตรีร่ายรำก็คงจะน่าเบื่อเกินไปกระมังเพคะ” คุณหนูเสิ่นวัยสิบเจ็ดเต็มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน จงใจให้ทุกคนไ
บรรยากาศภายในจวนกั๋วกงในวันนี้ถูกประดับประดาอย่างวิจิตรงดงามเพื่อจัดงานวันเกิดครบรอบอายุสิบเจ็ดปีของเสิ่นซูหนาน คุณหนูสายตรงผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวนกั๋วกง ภายในห้องโถงใหญ่และสวนหย่อมรายล้อมไปด้วยเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางชนชั้นสูงและฮูหยินผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ต่างเดินทางมาร่วมอวยพรและมอบของขวัญล้ำค่ากันอย่างเนืองแน่น และที่งานนี้ดูยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น เพราะในงานมีองค์หญิงเจ็ดเสด็จมาร่วมงานด้วยท่ามกลางผู้คนมากมาย เสิ่นซูหนานปรากฏกายในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายหงส์ทองประดับไข่มุกระยิบระยับ นางกำลังยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคุณหนูตระกูลขุนนางหลายคนที่พากันเอ่ยปากเยินยอประจบสอพลอไม่ขาดสาย รอยยิ้มลำพองใจและแววตาเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้านางตลอดเวลา นางมองว่าไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงเทียบเคียงได้ในวันนี้ในขณะเดียวกัน ทางด้านของสวี่เยว่หรานที่เดินทางมาร่วมงานในฐานะตัวแทนจากจวนโหว นางก้าวเข้ามาพร้อมกับฟู่หลิงและหว่านชุ่ยผู้ถือกล่องไม้บรรจุของขวัญที่นำมา เมื่อกวาดสายตามองไปรอบงาน นางไม่ได้สนใจท่าทีโอ้อวดของเจ้าภาพแม้แต่น้อย แต่กลับเลือกที่จะเดินเลี่ยงไปยังมุมสงบด้านข้าง
โจวอี้หยางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ภายหลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิสัยที่แท้จริงของคู่หมั้นหมายจากปากของสาวใช้ เขาก็ตัดสินใจส่งบ่าวคนสนิทให้ไปเชิญตัวน้องชายและน้องสะใภ้ให้มาพบเป็นการด่วนไม่นานนัก สวี่เยว่หรานและโจวอวิ๋นเฟิงก็ก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ ทั้งสองประสานมือคารวะซื่อจื่อตามธรรมเนียม ก่อนที่คุณชายรองโจวจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พี่ใหญ่ เรียกว่าพวกเรามาพบในยามนี้ มีเรื่องเร่งด่วนอันใดหรือขอรับ”โจวอี้หยางเงยหน้าขึ้นมองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนที่สายตาคมกริบจะหยุดอยู่ที่สวี่เยว่หราน เขาตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรงๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจังและคาดคั้น“น้องสะใภ้ ข้าอยากถามเจ้าตามตรง เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าให้สาวใช้ไปสืบเรื่องราวของตระกูลเสิ่นอย่างละเอียด เหตุใดเจ้าจึงเจาะจงสืบเรื่องของจวนสายรอง”คำถามนี้ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักไปเล็กน้อย ทว่านางมิได้แสดงอาการตกใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด หญิงสาวกลับคลี่ยิ้มบางเบาอย่างคนรู้ทันสถานการณ์ นางกวาดสายตามองพี่ชายสามีที่ดูร้อนรน ก็พอจะเดาออกได้ทันทีว่าเขาคงไปพบเจอหรือล่วงรู้อะไรบางอย่างเกี่
รถม้าประจำตระกูลโจวเคลื่อนตัวกลับมาถึงจวนโหวอย่างราบรื่น โจวอี้หยางก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกที่ยังคงขุ่นมัวและหนักอึ้งในใจ ภาพเหตุการณ์ความเอาแต่ใจและวาจาอันหยาบคายของเสิ่นซูหนานที่ร้านขนมยังคงติดตาเขาไม่รู้ลืมเมื่อเดินเข้ามาถึงห้องโถงด้านใน หลี่เหลียนฮวา ก็ส่งยิ้มรอต้อนรับด้วยความคาดหวัง“ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงที่แม่ฝากซื้อเล่า ได้มาหรือไม่ แม่เห็นเจ้าบอกว่าจะแวะซื้อให้เสียหน่อย” โจวฮูหยินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี“ท่านแม่ ลูกต้องขออภัยด้วย พอดีระหว่างทางเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย ข้าจึงไม่ได้แวะซื้อขนมกลับมาให้ท่านขอรับ”หลี่เหลียนฮวาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ นางกวาดสายตามองบุตรชายที่ดูมีท่าทางครุ่นคิดและเคร่งเครียดผิดปกติ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ เหตุใดหน้าตาจึงดูเคร่งเครียดเช่นนั้น หรือว่างานภายนอกมีปัญหาอันใด”โจวอี้หยางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจหยิบยกประเด็นที่ค้างคาใจขึ้นมาเอ่ยถามมารดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ท่านแม่ ลูกมีเรื่องอยากจะถามท่านสักหน่อย เรื่องคู่หมั้นของข้า คุณหนูเสิ่นซูหนาน ท่านแม่รู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงของนางดีแค่ไหนหร
ที่หอเฟิ่งเหยา ร้านขายเครื่องประดับอัญมณีชื่อดังและใหญ่ที่สุดย่านใจกลางเมืองหลวง ภายในร้านเนืองแน่นไปด้วยคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์และฮูหยินผู้มีอันจะกินที่ต่างมาเลือกซื้อหาเครื่องประดับชิ้นงามเพื่อสวมใส่ไปออกงานสังคมบริเวณมุมจัดแสดงปิ่นหยกเนื้อดี เสิ่นซินหลิงแห่งจวนแม่ทัพ กำลังยืนเลือกปิ่นปักผมลวดลายเรียบหรูแต่ประณีตเพื่อนำไปเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่ลูกพี่ลูกน้องอย่างเสิ่นซูหนาน ดวงตากลมโตสำรวจความงดงามของลวดลายแกะสลักอย่างตั้งใจ ก่อนที่เรียวนิ้วงามจะเอื้อมออกไปหมายจะหยิบปิ่นหยกขาวแกะสลักลายดอกโบตั๋นชิ้นที่สะดุดตาที่สุดขึ้นมาพินิจใกล้ๆทว่า ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ปลายเรียวนิ้วของนางกลับไปสัมผัสโดนเข้ากับมือของบุรุษผู้หนึ่งที่เอื้อมหยิบปิ่นชิ้นเดียวกันพอดีเสิ่นซินหลิงสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบชักมือกลับตามสัญชาตญาณพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเพื่อกล่าวคำขอโทษ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมของบุรุษหนุ่มแปลกหน้าผู้สวมอาภรณ์หรูหราสง่างาม นางก็ชะงักไปครู่หนึ่งโจวอี้หยาง ซื่อจื่อแห่งจวนโจวโหว กำลังยืนอยู่ต่อหน้า เขากำลังจะเอ่ยปากขออภัยนางเช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่าเป็นสตรีที่คุ้นหน







