LOGINในยามเช้ามืด หม่าซีเยว่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับมือที่ควานหาสามีด้วยความเคยชิน เมื่อไม่พบว่ามีร่างของเขา
เมื่อภายในห้องโถงเหลือเพียงผู้อาวุโสและเสิ่นซินหลิง เสิ่นกั๋วกงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยประเด็นสำคัญขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ซินหลิง เรื่องของซูหนานถือเป็นบทเรียนราคาแพง นางทำลายตัวเอง แต่สัญญาหมั้นหมายระหว่างจวนกั๋วกงและจวนโหวที่เคยตกลงกันไว้ จะปล่อยให้ละเลยไปไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อเดิมทีผู้ที่จะต้องตบแต่งเข้าจวนโหวคือบุตรสาวตระกูลเสิ่น...” เสิ่นกั๋วกงหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะหันมาสบตาหลานสาวคนโต“ข้าตัดสินใจแล้ว ให้เจ้าเป็นผู้แต่งเข้าจวนโหว เพื่อสืบสานสัญญาหมั้นหมายนี้แทนซูหนานเสีย”สิ้นคำพูดของท่านปู่ เสิ่นซินหลิงถึงกับชะงัก นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ความลังเลและความกังวลพรั่งพรูขึ้นมาในใจทันที นางเกรงว่าหากตนก้าวเข้าไปเป็นฝ่ายแต่งแทนน้องสาว โจวอี้หยางอาจไม่ยอมรับนางหญิงสาวจึงรีบประสานมือปฏิเสธด้วยน้ำเสียงกังวล“ท่านปู่ เรื่องนี้จะบีบบังคับกันได้อย่างไรเจ้าคะ การแต่งงานคือเรื่องใหญ่ตลอดชีวิต หากโจวซื่อจื่อไม่มีความรู้สึกสมัครใจและไม่ยอมรับข้า สองตระกูลอาจจะผิดใจกันเสียเปล่า ขอท่านปู่โปรดเมตตา
ลายมือของเสิ่นซูหนาน ทำให้สีหน้าของเสิ่นกั๋วกงและบุตรชายเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธและอับอายจนแทบกระอักเลือด ท่านปู่กั๋วกงหันไปจ้องหน้าหลานสาวคนเล็กด้วยแววตาผิดหวัง“ซูหนาน เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีกไหม”“ไม่จริง! ไม่ใช่ข้านะเจ้าคะ ท่านปู่ อย่าไปเชื่อเขา ต้องมีคนลอกเลียนลายมือข้า พี่หญิง เป็นท่าน ท่านวางแผนทั้งหมด” เสิ่นซูหนานส่ายหัวปฏิเสธ น้ำตาไหลพรั่งพรูด้วยความสิ้นหวัง“เป็นข้างั้นหรือ เจ้าวางแผนจะทำร้ายข้า แต่กลับผิดพลาดจนต้องรับผลกรรมเอง น้องหญิงซูหนาน ข้าทำอะไรให้เจ้าโกรธแค้น จึงต้องทำกันถึงเพียงนี้” เสิ่นซินหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวังในจังหวะนั้นเอง สาวใช้คนสนิทของเสิ่นซูหนานที่ถูกจับตัวมารออยู่ด้านนอก ก็ถูกพ่อบ้านพาเข้ามาในห้องโถง“พูดความจริงออกมา ไม่อย่างนั้นข้าจะขายพวกเจ้าทั้งครอบครัวไปเป็นแรงงานทาส” เสิ่นซื่อจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน หวังว่าความจริงคือบุตรีของตนบริสุทธิ์สาวใช้ผู้นั้นถูกผลักตัวให้คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว เมื่อเผชิญหน้ากับสายตากดดันของผู้อาวุโสและถูกคาด
ก้าวแรกที่เสิ่นซินหลิงย่างเท้าก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของจวนกั๋วกง บรรยากาศกดดันอันหนักอึ้งก็แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในห้องโถงเวลานี้เต็มไปด้วยบุคคลสำคัญที่มารวมตัวกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บนเก้าอี้ไท่ซือตัวหลัก เสิ่นกั๋วกงผู้เป็นท่านปู่และเสิ่นผิงเฟยผู้เป็นท่านลุงของนางกำลังนั่งหน้าตาเครียด ดวงตาทั้งสองคู่จับจ้องมองมาที่นางด้วยแววตาเต็มไปด้วยความโกรธขึ้งข้างกายของผู้อาวุโสตระกูลเสิ่น เสิ่นซูหนานกำลังนั่งซบหน้าสะอื้นไห้ตัวสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาบวมช้ำด้วยคราบน้ำตา ร้องไห้ซบแขนกับฮูหยินใหญ่ผู้เป็นย่าที่นั่งหน้าเครียด ในขณะที่เสิ่นฮูหยินมารดาของนางเป็นลมหมดสติไปไม่ได้มาฟังเรื่องราวอัปยศนี้ด้วยเมื่อกวาดสายตาไปยังอีกฝั่งของห้องโถง ปรากฏร่างของกู้เหล่ยที่นั่งก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดระแวง ข้างกายคือหม่าซีเยว่ผู้เป็นภรรยาที่ส่งสายตาอาฆาตแค้นมาให้อย่างไม่ปิดบัง และยังมีผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ที่เดินทางมาร่วมออกหน้าเพื่อเจรจากับตระกูลเสิ่นในเหตุการณ์อัปยศครั้งนี้ด้วยตนเองเสิ่นซินหลิงหยุดยืนอยู่กลางห้องโถง ใบหน้างดงามสะสวยยังคงรักษาความสงบนิ่งและเยือกเย
ความอัปยศอดสูที่เกิดขึ้นภายในอารามบนภูเขาเมื่อช่วงเช้า ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาที่ผู้คนต่างพากันนำไปซุบซิบนินทาอย่างออกรสออกชาติ เสิ่นซูหนานทนรับแรงกดดันจากสายตานับร้อยคู่ไม่ไหว นางเลือกที่จะรีบเก็บข้าวของแล้วหนีอายลงจากเขา กลับจวนเสิ่นกั๋วกงไปก่อนอย่างทุลักทุเล ปล่อยให้พิธีสวดขอพรประจำปีดำเนินต่อไปท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ยังคงคุกรุ่นสำหรับเสิ่นซินหลิง นางใช้เวลาช่วงเช้าปฏิบัติกิจของพิธีขอพรจนแล้วเสร็จทุกขั้นตอนอย่างราบรื่น ใบหน้างดงามเปี่ยมด้วยความสงบนิ่งและเยือกเย็น ราวกับว่าเรื่องราวความฉาวโฉ่เป็นเพียงเรื่องเล่าผ่านลมปากที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนางทั้งสิ้นกระทั่งพิธีการทั้งหมดสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ คุณหนูเสิ่นจากจวนแม่ทัพจึงเคลื่อนขบวนรถม้าเดินทางลงจากภูเขาเพื่อกลับสู่เมืองหลวงทว่าเมื่อรถม้าของจวนแม่ทัพมาถึงบริเวณประตูเมืองหลวง บรรยากาศรอบด้านก็พลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันตา เมื่อจู่ๆ ก็มีกลุ่มองครักษ์และบ่าวรับใช้จากจวนกั๋วกง กรูเข้ามาขวางเส้นทางรถม้าเอาไว้เสียก่อน“หยุดรถม้าเดี๋ยวนี้” เสียงตะโกนกร้าวของพ่อบ้านจวนกั๋วกงดังขึ้น พ
สาวใช้ของเสิ่นซูหนานที่รับหน้าที่แทนเสี่ยวซูซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาในช่วงนี้ สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราด้วยความตกใจ นางเผลอหลับยาวนานเกินไปเนื่องจากฤทธิ์ยาสลบอ่อนๆ ที่ชุนฮวาแอบโปรยไว้รอบห้องเมื่อคืนนี้เพื่อไม่ให้มีใครมาขัดขวางแผนการเมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คือยามเช้าและตนมีหน้าที่ต้องไปปรนนิบัติคุณหนู สาวใช้ผู้นั้นก็หน้าถอดสี รีบผุดลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วสาวเท้ายาวตรงไปยังห้องนอนของเสิ่นซูหนานทันทีเสียงผลักประตูไม้เปิดออกอย่างแผ่วเบา พร้อมกับที่สาวใช้ก้าวเข้ามาด้านในด้วยท่าทีรีบร้อน ทว่าก้าวแรกที่เหยียบลงไปบนพื้นห้อง ร่างทั้งร่างก็แข็งค้าง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้าบนเตียงนอน เรือนร่างเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆ ปกปิดของคนทั้งสองที่นอนกอดก่ายกันอยู่สร้างความตื่นตระหนกให้นางเป็นอย่างมาก กู้เหล่ยกำลังนอนทาบทับและกอดรัดร่างอวบอัดของเสิ่นซูหนานเอาไว้แนบแน่น ร่องรอยการร่วมรักที่ดุเดือดปรากฏชัดเจนตามผิวขาวเนียนของคุณหนูวัยสิบเจ็ดเนื่องจากการร่วมสวาทกันอย่างต่อเนื่องและยาวนานตลอดทั้งคืน ทำให้ทั้งสองจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันล้ำลึกด้วยความอ่อนเ
ในยามเช้ามืด หม่าซีเยว่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับมือที่ควานหาสามีด้วยความเคยชิน เมื่อไม่พบว่ามีร่างของเขานอนข้างกาย นางก็ตื่นขึ้นมาแล้วมองไปรอบๆ“มู่หลิน” นางเรียกสาวใช้เสียงเข้มสักพักสาวใช้ผู้ติดตามก็รีบยกอ่างน้ำเข้ามา“เห็นท่านพี่หรือไม่”“ไม่เห็นเจ้าค่ะ บ่าวตื่นตั้งแต่ยามเหม่า เตรียมน้ำอุ่นไว้ปรนนิบัติคุณหนูและท่านเขย ประตูนี้ไม่ได้ถูกเปิดเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้รายงานตามความจริงฮูหยินสกุลกู้ตาเบิกกว้าง ตั้งแต่ยามเหม่า (5.00-6.59 น.) ประตูนี้ยังไม่มีใครผ่าน เช่นนั้นก็หมายความว่าสามีของนางไม่ได้อยู่ห้องตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว“สั่งให้คนตามหาคุณชาย แล้วแต่งตัวให้ข้า” นางกล่าวเสียงเข้ม แววตาเต็มไปด้วยความโกรธและโทสะที่ยากจะดับลงล่วงเลยไปจนถึงยามเฉิน (7.00-8.59 น.) ก็ยังไม่มีวี่แววของกู้เหล่ยรอบบริเวณอาราม ในขณะที่รถม้าของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงทยอยเข้ามาจอดเทียบที่ลานนอกประตูอารามด้านนอก และมีคนเริ่มเข้ามาเตรียมขอพรประจำปีทว่าความสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยฝีเท้าอันหนักหน่วงและเสียงเอิกเกริกของก







