Masukเมื่อไป๋ซูหนิงกลับมาถึงจวนตระกูลหลิน หลินอวี่เฉียงที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าบึ้งตึงก็ก้าวเข้ามาหาทันที ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“หนิงหนิง เหตุใดวันนี้เจ้าถึงไปพูดจาไม่ดีใส่จื่อหยาเล่า” เขาเปิดฉากตำหนิทันทีที่เห็นหน้าภรรยา
นางมองหน้าสามีด้วยแววตาว่างเปล่า “นางไปฟ้องท่านอย่างนั้นหรือ”
ยังไม่ทันที่หลินอวี่เฉียงจะได้เอ่ยปากตอบ เสียงฝีเท้าและเสียงสะอื้นก็ดังขึ้นจากด้านใน แม่สามีของนางเดินประคองหลิวจื่อหยาที่กำลังซับน้ำตา ออกมาด้วยท่าทางน่าสงสาร ราวกับลูกนกตกลงท่ามกลางพายุฝน
“ซูหนิง” จางลี่อิงตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ
“เจ้ากลั่นแกล้งรังแกจื่อหยาตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าจวน จิตใจของเจ้าทำด้วยอะไร ถึงได้ริษยาและใจแคบถึงเพียงนี้”
ไป๋ซูหนิงปรายตามองหญิงสาวที่แสร้งทำเป็นอ่อนแอในอ้อมแขนของแม่สามี มุมปากยกยิ้มเยาะหยัน
“ท่านแม่ นางยังไม่ทันได้ก้าวเข้าจวนด้วยซ้ำ แต่กลับกล้าบุกไปแสดงตัวและหาเรื่องข้าถึงหน้าร้านค้า แถมยังคาบข่าวเท็จมาปั้นน้ำเป็นตัวสร้างความวุ่นวายที่นั่น ใครกันแน่ที่ไร้มารยาท”
“เจ้ายังจะเถียงอีก” หลินอวี่เฉียงขมวดคิ้วแน่นด้วยความรำคาญใจ เขาเดินเข้ามาใกล้ภรรยา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
“ข้ารู้ว่าเจ้าหึงหวงและเสียใจที่ข้าจะรับอนุ แต่เจ้าก็ไม่ควรระบายอารมณ์ใส่นางเช่นนี้ จื่อหยาเป็นคนเรียบร้อย ร่างกายของนางเป็นร่างหยินบริสุทธิ์และแข็งแรง เหมาะแก่การมีบุตร ให้นางร่วมหอกับข้าแค่ไม่กี่ครั้ง เมื่อนางตั้งท้องและคลอดลูกออกมาแล้ว ทุกอย่างก็จะจบ... เหตุใดเจ้าต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าเอาแต่ใจตัวเองนักเลย”
คำพูดของสามีเปรียบเสมือนมีดนับพันเล่มที่กรีดซ้ำลงมาบนแผลเดิมที่ยังไม่ทันหายดี ทั้งๆ ที่นางตัดใจแล้ว แต่ก็ยังแอบรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ในใจไม่ได้
ร่างบอบบางรู้สึกชาไปทั้งร่าง นัยน์ตาสั่นไหวด้วยความเจ็บปวดระคนสมเพชตนเอง ร่างกายของนางก็เป็นสตรี เหตุใดจะให้กำเนิดบุตรไม่ได้
“แล้วข้าล่ะ” ไป๋ซูหนิงแค่นเสียงถาม น้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็น
“ร่างกายข้าก็ให้กำเนิดบุตรได้เช่นกัน แต่เป็นท่านไม่ใช่หรือที่บอกว่ายังไม่อยากมีลูก อยากจะอยู่กับข้าแค่สองคน ท่านลืมแล้วหรือว่าใครเป็นคนพูด”
“พอได้แล้ว!” ผู้เป็นสามีตัดบทเสียงดังลั่น
“เลิกพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้เสียที พูดไปก็มีแต่จะทำให้บรรยากาศแย่ลง” เขาโบกมือตัดรำคาญ สีหน้าไร้ซึ่งความเห็นใจ เลือกที่จะปิดหูปิดตา ไม่ยอมรับความจริงและไม่แม้แต่จะฟังคำอธิบายของนางแม้แต่น้อย
แม่สามีเห็นลูกชายเข้าข้างว่าที่อนุก็ยิ่งได้ใจ ถลึงตาใส่สะใภ้ไร้หัวนอนปลายเท้าด้วยความเกลียดชัง
“เห็นหรือยัง เจ้ามันทั้งหึงหวงอย่างไร้เหตุผลและปากจัดเสียจริง ในเมื่อเจ้ายังสำนึกผิดไม่ได้ ก็จงกลับไปขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อสำนึกความผิดของตนเองซะ เย็นนี้ไม่ต้องมาร่วมโต๊ะอาหาร”
ไป๋ซูหนิงยืนนิ่งท่ามกลางคำพิพากษาของคนทั้งสอง นางกวาดสายตามองหน้าสามีที่นางเคยรักและทุ่มเทให้ทุกอย่าง กับแม่สามีที่นางปรนนิบัติรับใช้มาตลอดสามปี
คำพูดของแม่สามีที่เคยบอกว่า อย่างไรตำแหน่งฮูหยินเอกก็ยังเป็นของนาง ย้อนเข้ามาในหัว ช่างน่าขันสิ้นดี นี่น่ะหรือที่บอกว่าจะให้ฐานะนางเป็นใหญ่ที่สุด ขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ก้าวเข้าจวน พวกเขาก็รีบกระโจนเข้าข้างและรุมทุบตีศักดิ์ศรีของนางจนจมดินเสียแล้ว
มุมปากของฮูหยินน้อยยกยิ้มหยันขึ้นมาอย่างสมเพชตัวเองอีกครา นางไม่แม้แต่จะเอ่ยแก้ตัวหรือร้องไห้ออกมา ร่างบางหันหลังให้คนทั้งคู่โดยไม่กล่าวลา เดินกลับไปยังเรือนพักของตนเองด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของแม่สามีและหลิวจื่อหยา
ดีเหลือเกิน อีกไม่นาน นางก็จะได้หลุดพ้นจากนรกขุมนี้เสียที
ไป๋ซูหนิงเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ใบหน้านั้นซีดเซียวแต่แววตากลับนิ่งสนิทไร้ซึ่งหยาดน้ำตา ทันใดนั้น เสียงคลื่นพลังงานแผ่วเบาก็ลอยวนอยู่รอบตัว พร้อมกับเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ของระบบที่ดังขึ้นตรง
[ ตรวจพบสภาวะจิตใจดิ่งลงถึงขีดสุด... ไป๋ซูหนิง แน่ใจแล้วหรือว่าจะยอมทิ้งภารกิจผูกรักนี้ไปจริงๆ อีกเพียงแค่สองปีเท่านั้น หากโฮสต์อดทนต่ออีกนิด ภารกิจก็จะสำเร็จและจะได้รับรางวัลใหญ่ เหตุใดถึงไม่พยายามประคับประคองและรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ล่ะ]
ไป๋ซูหนิงหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความทรงจำตลอดสามปีที่ผ่านมาไหลผ่านสมองราวกับภาพฉาย สามปีที่นางทุ่มเทความรัก ความเข้าใจ และแรงกายแรงใจทั้งหมดให้แก่ตระกูลหลิน สามปีที่นางเฝ้าภาวนาให้ความรักครั้งนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่แค่เกมของระบบ
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยวและมั่นคงอย่างยิ่งยวด
“ข้าแน่ใจ ความรักที่ต้องแลกมาด้วยการอดทน ยอมให้คนอื่นเหยียบย่ำศักดิ์ศรี และหลอกตัวเองว่าผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้นรักเดียวใจเดียว... ของแบบนั้น ข้าไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว” หญิงสาวตอบกลับระบบในใจด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่นไร้ความลังเล
[แต่...]
“เจ้าไม่ต้องคะยั้นคะยอข้าแล้ว ข้าฟังประโยคนี้สองหนแล้ว อย่าให้มีหนที่สาม” นางพูดเสียงแข็งอย่างจริงจัง
ระบบเงียบไปชั่วขณะ ราวกับกำลังประมวลผลคำตอบของนาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
[เข้าใจแล้ว หากนี่คือการตัดสินใจของโฮสต์ ระบบจะเคารพการตัดสินใจ และเริ่มกระบวนการส่งตัวกลับในวันที่การนอกใจสมบูรณ์]
ซูหนิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ความรู้สึกอึดอัดที่เคยเกาะกุมหน้าอกมาตลอดทั้งวันค่อยๆ หายไป แทนที่ด้วยความโล่งใจอย่างประหลาด
นางกวาดสายตามองสิ่งของมีค่าภายในห้อง ทั้งเครื่องประดับทองคำหยก และหีบสมบัติที่นางเป็นคนหามาด้วยหยาดเหงื่อ ในเมื่อตระกูลหลินปฏิบัติกับนางเช่นนี้ นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องหลงเหลือเยื่อใยหรือทิ้งสมบัติเหล่านี้ไว้ให้คนตระกูลหลินเสวยสุขบนความเจ็บปวดของนางอีกต่อไป
‘ข้าคิดจะจากไปดีๆ แล้วแท้ๆ เชียว ในเมื่ออยู่ด้วยกันดีๆ ไม่ได้ จากลาแบบสงบสุขไม่ได้ เช่นนั้น ข้าจะทำให้พวกเจ้า จำชื่อไป๋ซูหนิงไปจนวันตาย’ นางคิดในใจ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ขณะที่สมองเริ่มวางแผนการจัดการทุกอย่างในจวนแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่นางจะก้าวเดินออกไปจากชีวิตของพวกเขาตลอดกาล
**********************
ก้าวแรกที่เสิ่นซินหลิงย่างเท้าก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของจวนกั๋วกง บรรยากาศกดดันอันหนักอึ้งก็แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในห้องโถงเวลานี้เต็มไปด้วยบุคคลสำคัญที่มารวมตัวกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บนเก้าอี้ไท่ซือตัวหลัก เสิ่นกั๋วกงผู้เป็นท่านปู่และเสิ่นผิงเฟยผู้เป็นท่านลุงของนางกำลังนั่งหน้าตาเครียด ดวงตาทั้งสองคู่จับจ้องมองมาที่นางด้วยแววตาเต็มไปด้วยความโกรธขึ้งข้างกายของผู้อาวุโสตระกูลเสิ่น เสิ่นซูหนานกำลังนั่งซบหน้าสะอื้นไห้ตัวสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาบวมช้ำด้วยคราบน้ำตา ร้องไห้ซบแขนกับฮูหยินใหญ่ผู้เป็นย่าที่นั่งหน้าเครียด ในขณะที่เสิ่นฮูหยินมารดาของนางเป็นลมหมดสติไปไม่ได้มาฟังเรื่องราวอัปยศนี้ด้วยเมื่อกวาดสายตาไปยังอีกฝั่งของห้องโถง ปรากฏร่างของกู้เหล่ยที่นั่งก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดระแวง ข้างกายคือหม่าซีเยว่ผู้เป็นภรรยาที่ส่งสายตาอาฆาตแค้นมาให้อย่างไม่ปิดบัง และยังมีผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ที่เดินทางมาร่วมออกหน้าเพื่อเจรจากับตระกูลเสิ่นในเหตุการณ์อัปยศครั้งนี้ด้วยตนเองเสิ่นซินหลิงหยุดยืนอยู่กลางห้องโถง ใบหน้างดงามสะสวยยังคงรักษาความสงบนิ่งและเยือกเย
ความอัปยศอดสูที่เกิดขึ้นภายในอารามบนภูเขาเมื่อช่วงเช้า ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาที่ผู้คนต่างพากันนำไปซุบซิบนินทาอย่างออกรสออกชาติ เสิ่นซูหนานทนรับแรงกดดันจากสายตานับร้อยคู่ไม่ไหว นางเลือกที่จะรีบเก็บข้าวของแล้วหนีอายลงจากเขา กลับจวนเสิ่นกั๋วกงไปก่อนอย่างทุลักทุเล ปล่อยให้พิธีสวดขอพรประจำปีดำเนินต่อไปท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ยังคงคุกรุ่นสำหรับเสิ่นซินหลิง นางใช้เวลาช่วงเช้าปฏิบัติกิจของพิธีขอพรจนแล้วเสร็จทุกขั้นตอนอย่างราบรื่น ใบหน้างดงามเปี่ยมด้วยความสงบนิ่งและเยือกเย็น ราวกับว่าเรื่องราวความฉาวโฉ่เป็นเพียงเรื่องเล่าผ่านลมปากที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนางทั้งสิ้นกระทั่งพิธีการทั้งหมดสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ คุณหนูเสิ่นจากจวนแม่ทัพจึงเคลื่อนขบวนรถม้าเดินทางลงจากภูเขาเพื่อกลับสู่เมืองหลวงทว่าเมื่อรถม้าของจวนแม่ทัพมาถึงบริเวณประตูเมืองหลวง บรรยากาศรอบด้านก็พลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันตา เมื่อจู่ๆ ก็มีกลุ่มองครักษ์และบ่าวรับใช้จากจวนกั๋วกง กรูเข้ามาขวางเส้นทางรถม้าเอาไว้เสียก่อน“หยุดรถม้าเดี๋ยวนี้” เสียงตะโกนกร้าวของพ่อบ้านจวนกั๋วกงดังขึ้น พ
สาวใช้ของเสิ่นซูหนานที่รับหน้าที่แทนเสี่ยวซูซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาในช่วงนี้ สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราด้วยความตกใจ นางเผลอหลับยาวนานเกินไปเนื่องจากฤทธิ์ยาสลบอ่อนๆ ที่ชุนฮวาแอบโปรยไว้รอบห้องเมื่อคืนนี้เพื่อไม่ให้มีใครมาขัดขวางแผนการเมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คือยามเช้าและตนมีหน้าที่ต้องไปปรนนิบัติคุณหนู สาวใช้ผู้นั้นก็หน้าถอดสี รีบผุดลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วสาวเท้ายาวตรงไปยังห้องนอนของเสิ่นซูหนานทันทีเสียงผลักประตูไม้เปิดออกอย่างแผ่วเบา พร้อมกับที่สาวใช้ก้าวเข้ามาด้านในด้วยท่าทีรีบร้อน ทว่าก้าวแรกที่เหยียบลงไปบนพื้นห้อง ร่างทั้งร่างก็แข็งค้าง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้าบนเตียงนอน เรือนร่างเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆ ปกปิดของคนทั้งสองที่นอนกอดก่ายกันอยู่สร้างความตื่นตระหนกให้นางเป็นอย่างมาก กู้เหล่ยกำลังนอนทาบทับและกอดรัดร่างอวบอัดของเสิ่นซูหนานเอาไว้แนบแน่น ร่องรอยการร่วมรักที่ดุเดือดปรากฏชัดเจนตามผิวขาวเนียนของคุณหนูวัยสิบเจ็ดเนื่องจากการร่วมสวาทกันอย่างต่อเนื่องและยาวนานตลอดทั้งคืน ทำให้ทั้งสองจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันล้ำลึกด้วยความอ่อนเ
ในยามเช้ามืด หม่าซีเยว่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับมือที่ควานหาสามีด้วยความเคยชิน เมื่อไม่พบว่ามีร่างของเขานอนข้างกาย นางก็ตื่นขึ้นมาแล้วมองไปรอบๆ“มู่หลิน” นางเรียกสาวใช้เสียงเข้มสักพักสาวใช้ผู้ติดตามก็รีบยกอ่างน้ำเข้ามา“เห็นท่านพี่หรือไม่”“ไม่เห็นเจ้าค่ะ บ่าวตื่นตั้งแต่ยามเหม่า เตรียมน้ำอุ่นไว้ปรนนิบัติคุณหนูและท่านเขย ประตูนี้ไม่ได้ถูกเปิดเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้รายงานตามความจริงฮูหยินสกุลกู้ตาเบิกกว้าง ตั้งแต่ยามเหม่า (5.00-6.59 น.) ประตูนี้ยังไม่มีใครผ่าน เช่นนั้นก็หมายความว่าสามีของนางไม่ได้อยู่ห้องตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว“สั่งให้คนตามหาคุณชาย แล้วแต่งตัวให้ข้า” นางกล่าวเสียงเข้ม แววตาเต็มไปด้วยความโกรธและโทสะที่ยากจะดับลงล่วงเลยไปจนถึงยามเฉิน (7.00-8.59 น.) ก็ยังไม่มีวี่แววของกู้เหล่ยรอบบริเวณอาราม ในขณะที่รถม้าของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงทยอยเข้ามาจอดเทียบที่ลานนอกประตูอารามด้านนอก และมีคนเริ่มเข้ามาเตรียมขอพรประจำปีทว่าความสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยฝีเท้าอันหนักหน่วงและเสียงเอิกเกริกของก
ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกซอกมุมของอารามบนภูเขา สายลมหนาวพัดโชยนำพาเอาความเงียบงันเข้ามาปกคลุมที่บริเวณทางเดินมืดสลัว กู้เหล่ยซึ่งถูกความโลภและตัณหาครอบงำจนหน้ามืดตามัว กำลังเดินลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องพักของเสิ่นซินหลิงตามที่สาวใช้ของเสิ่นซูหนานได้นัดแนะเอาไว้ กว่าเขาจะรอให้ภรรยาหลับสนิทก็ผ่านไปถึงหนึ่งก้านธูป แต่ก็ยังไม่ถือว่าสายไปสำหรับค่ำคืนแห่งความสำราญนี้ทว่าในระหว่างทางเดินอันเงียบเชียบนั้น กลับมีเงาร่างเงาหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว สาวใช้ที่ปิดหน้าปิดตามาขวางทางที่ทางเดิน แล้วชี้นำเส้นทางให้กู้เหล่ยเลี้ยวผิดพลาดไปด้วยความมืดและฤทธิ์สุราที่กู้เหล่ยแอบดื่มมาก่อนหน้า ประกอบกับความตื่นเต้นที่จะได้ลิ้มรสสวาทของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ทำให้เขาไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อยว่าเส้นทางที่ตนกำลังเดินอยู่นั้น ได้ถูกบิดเบือนทิศทางไปจากเดิมจนกระทั่งฝ่าเท้าของเขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องพักรับรองอีกห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่แยกตัวออกไปอย่างสงบภายในห้องพักของเสิ่นซูหนานเวลานี้ อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานปลุกกำหนัดที่ถูกชุนฮ
ความโกรธเกรี้ยวที่แผดเผาอยู่ในอกทำให้เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของเสิ่นซินหลิง ร่างระหงสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะที่พรั่งพรูขึ้นมาดั่งคลื่นพายุกลางทะเลลึกที่เดือดดาล ทว่าในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ ความสามารถในการควบคุมสติสัมปชัญญะของนางกลับเฉียบคมและนิ่งสงบอย่างน่าประหลาดคุณหนูจากจวนแม่ทัพสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติของตนเองกลับมา มือเรียวบางยกขึ้นแตะหน้าผากยามกำลังครุ่นคิด ก่อนจะหันไปสบตากับชุนฮวาที่ยืนรอคำสั่งด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน“เจ้าคิดว่าการที่ข้าเอาคืนนางนั้น ไม่ผิดใช่หรือไม่”“แน่นอนเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวยอมมานานแล้ว คุณหนูเสิ่นซูหนานกล้าทำเพียงนี้ คำว่าพี่น้องนางก็คงไม่เคยเห็นค่ามานานแล้ว” สาวใช้เอ่ยสนับสนุนด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“ชุนฮวา เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมว่าน้องสาวดีเด่นของเราเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดไหนไว้ต้อนรับข้า พิษสลายกำลังในสำรับอาหาร กำยานกามารมณ์ในกระถางธูป และกู้เหล่ยที่บังเอิญมาพักในอารามในวันเดียวกัน หึ! ช่างเป็นแผนการที่วางไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเสียจริง” เสิ่นซินหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสจิตสังห







