LOGINในตอนเช้า ไป๋ซูหนิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สงบลงกว่าเมื่อคืน ความเจ็บปวดที่แผดเผาหัวใจกลายเป็นความด้านชา และปลงตกกับความล้มเหลว นางจัดการแต่งกายด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง ก่อนจะก้าวเดินไปที่ห้องโถงกลางเพื่อร่วมรับประทานมื้อเช้าพร้อมหน้าครอบครัว
ณ ห้องโถงใหญ่ แม่สามีนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของหญิงสูงวัยประดับด้วยรอยยิ้มกึ่งพึงพอใจกึ่งเย่อหยิ่ง เมื่อเห็นลูกสะใภ้เดินเข้ามา นางก็เปิดฉากพูดขึ้นทันทีโดยไม่รอให้นางนั่งลงเสียก่อน
“ซูหนิง เจ้าคงรู้เรื่องที่อวี่เฉียงจะรับอนุแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงของจางลี่อิงเต็มไปด้วยความจงใจกดดัน
หญิงสาวชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ ที่ดูไร้ที่ติ
“เจ้าค่ะ ลูกสะใภ้ทราบเรื่องแล้ว” นางพยักหน้ารับช้าๆ แม่สามีแค่นเสียงหัวเราะอย่างพอใจ
“ดี รู้จักความและใจกว้างเช่นนี้แหละดีที่สุด อนุก็แค่รับเข้ามาเพื่อตั้งครรภ์ทายาทสืบสกุลเท่านั้น เจ้าวางใจเถอะ อย่างไรตำแหน่งฮูหยินเอกและอำนาจในจวนนี้ก็ยังเป็นของเจ้าผู้เดียว ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาล้ำเส้นเจ้าอย่างแน่นอน”
นางเพียงยิ้มรับด้วยความสงบ ไม่เอ่ยคำใดโต้แย้งหรือแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาแม้แต่น้อย รอยยิ้มของนางราบเรียบจนแม่สามีเองยังรู้สึกแปลกใจ แต่ก็คิดไปเองว่าลูกสะใภ้คงจะเจียมเนื้อเจียมตัวและยอมรับชะตากรรมแล้ว
ในใจของไป๋ซูหนิงกลับแค่นหัวเราะเยาะหยัน
‘อดทนมาสามปี... อีกแค่ไม่กี่วันข้าก็จะเป็นอิสระแล้ว อดทนปั้นหน้ายิ้มเสแสร้งอีกหน่อย จะเป็นไรไปเล่า’
ช่วงสายของวัน ไป๋ซูหนิงออกเดินทางจากจวนเพื่อไปตรวจดูความเรียบร้อยของกิจการร้านขายข้าวสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่หล่อเลี้ยงตระกูลหลินในเวลานี้
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางกระสอบข้าวและสมุดบัญชี ภาพความทรงจำตลอดสามปีที่ผ่านมาก็ผุดขึ้นมาในหัว นึกถึงยามที่นางต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาต้มยาบำรุงดูแลสุขภาพของแม่สามี นึกถึงยามที่นางต้องก้มหน้าก้มตาตรวจตราสมุดบัญชี คำนวณรายรับรายจ่ายในจวนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รวมไปถึงยามที่นางต้องออกหน้าติดต่อค้าขาย ใช้ความรู้สมัยใหม่วางแผนขยายกิจการร้านค้าข้าวสารจนคลังสมบัติของตระกูลหลินเต็มไปด้วยเงินทองไม่ขาดมือ
นางทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำทุกอย่างเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตระกูลนี้ แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมาคือการหักหลังและการเตรียมรับอนุเข้าจวนเพื่อผลิตทายาทอย่างหน้าตาเฉย
ขณะที่ไป๋ซูหนิงกำลังตรวจดูรายการสินค้าในร้าน บ่าวรับใช้ก็เดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้ากล้ำกลืน
“ฮูหยินเจ้าคะ ด้านนอกมีคุณหนูท่านหนึ่งมาขอพบเจ้าค่ะ นางบอกว่าเป็น... ว่าที่อนุของคุณชาย”
ไป๋ซูหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยอนุญาต ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้องรับรองของร้านอย่างถือวิสาสะ นางคือ หลิวจื่อหยา ว่าที่อนุของหลินอวี่เฉียงนั่นเอง
หญิงสาววัยสิบแปดตรงหน้าแต่งกายด้วยชุดผ้าแพรสีสันสดใส ใบหน้าแต่งแต้มงดงามเย้ายวน นางเดินตรงเข้ามาหาไป๋ซูหนิงด้วยท่าทีถือดี ส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบไปด้วยความเย้ยหยันมาให้ ก่อนจะย่อกายคารวะตามมารยาทแบบขอไปที
“คารวะพี่หญิง ข้าแซ่หลิว นามว่าจื่อหยาเจ้าค่ะ อีกไม่กี่วันก็จะเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลหลินในฐานะอนุของคุณชายแล้ว วันนี้ผ่านมาแถวนี้ เลยแวะมาทำความรู้จักกับพี่หญิงไว้ก่อนเจ้าค่ะ” หลิวจื่อหยาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงดัดจริต
ไป๋ซูหนิงวางสมุดบัญชีในมือลงช้าๆ เงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสนิท ในยุคโบราณเช่นนี้ การเป็นอนุภรรยาไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับสตรีบางคน โดยเฉพาะตระกูลที่มีฐานะ หลิวจื่อหยาจึงกล้าหาญถึงขนาดบุกมาเปิดตัวและกดดันเมียหลวงถึงหน้าร้านเช่นนี้ คิดจะใช้ไม้นี้เพื่อประกาศชัยชนะและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางตั้งแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตูจวน ช่างใจกล้าและไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
หญิงสาวเหยียดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย น้ำเสียงของนางราบเรียบและเย็นเยียบจนหลิวจื่อหยารู้สึกเย็นสันหลังวาบ
“ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้ก้าวเข้าจวนตระกูลหลิน อย่าเพิ่งรีบร้อนเรียกข้าว่าพี่หญิงเลยจะดีกว่า อีกอย่าง มารยาทพื้นฐานของการเป็นอนุที่ดี คือการรู้ว่าที่ใดควรมา และที่ใดไม่ควรทำตัวระราน” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจื่อหยาแข็งค้างทันที นางตั้งใจจะมาเยาะเย้ยและยั่วโมโหให้ไป๋ซูหนิงตบะแตกกลางร้าน แต่กลับถูกสายตาอันเยือกเย็นและคำพูดที่แทงใจดำตอกกลับมาจนหน้าชา
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความโกรธที่แผนการไม่เป็นไปตามคาด แววตาฉายแววเคียดแค้นขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่เพราะยังไม่ถึงเวลาแต่งเข้าจวน นางจึงทำได้เพียงสะบัดหน้าใส่ด้วยความขัดเคือง
“เช่นนั้น... ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกันเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยหลิน” นางตอกกลับด้วยความโมโห ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินหนีออกจากร้านไปอย่างหัวเสีย เพื่อกลับไปตั้งหลักและคิดแผนการใหม่
ไป๋ซูหนิงมองตามหลังนางด้วยสายตาว่างเปล่า นางไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเจ็บแค้นเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกที่มีต่อตระกูลหลินและผู้ชายคนนั้นได้มอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว เหลือเพียงการนับถอยหลังสู่วันที่นางจะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งหมดนี้เสียที
“อีกเก้าวัน ข้าก็จะได้กลับไปแล้ว” นางนึกด้วยความใจหายแต่ก็ยินดี แม้ชีวิตของไป๋ซูหนิงในยุคอนาคตที่รุ่งเรืองจะเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนที่หาเช้ากินค่ำ แต่ในฐานะสะใภ้สกุลหลินที่ทำงานหนักทั้งในและนอกบ้านก็ไม่ได้ต่างอะไรมากนัก ความรักที่มีต่อสามีและรางวัลภารกิจทำให้นางมีแรงจูงใจ แต่ตอนนี้ ไม่อีกต่อไปแล้ว เผลอๆ กลับไป ชีวิตที่ต้องอยู่ตามลำพังอาจดีกว่าชีวิตในตอนนี้เสียด้วยซ้ำ
**********************
ในห้องครัวของเรือนรองมีกลิ่นเปรี้ยวของแป้งหมักธรรมชาติ ผสมกลิ่นขนมปังอบที่ทำเสร็จแล้วซึ่งกำลังส่งกลิ่นเย้ายวนใจ สวี่เยว่หรานตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อลงมือถ่ายทอดสูตรขนมชนิดใหม่ให้กับเสิ่นชิงหรู และเพื่อเตรียมต้อนรับเสิ่นซินหลิงในโลกของนาง ขนมชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของขนมปัง แต่นางได้นำมาประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบและเตาอบแบบโบราณที่นางดัดแปลงขึ้น สวี่เยว่หรานอธิบายขั้นตอนการนวดแป้ง การพักแป้งหมักธรรมชาติให้ขึ้นฟูอย่างพิถีพิถัน และการควบคุมอุณหภูมิไฟในการอบจนได้ที่เมื่ออบจนสุกได้ที่ ขนมปังเนื้อนุ่มฟูสีเหลืองทองอร่ามก็ถูกยกออกจากเตา สวี่เยว่หรานแบ่งขนมออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งแบบแป้งอบธรรมดาที่นำมาเคลือบด้วยนมที่เคี่ยวกับน้ำตาลจนเหนียวข้น ทำให้รสชาติหวานละมุนลิ้น และขนมปังแบบที่สอดไส้ธัญพืชกวนเนียนนุ่ม ที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอ เนื้อสัมผัสของขนมปังเหล่านี้มีความนุ่มละมุนลิ้นไม่แพ้ตั้นเกาที่เคยทำเลยแม้แต่น้อย“ท่านแม่ ขนมชนิดนี้เรียกว่า เมี่ยนเปา เจ้าค่ะ เนื้อสัมผัสจะนุ่มฟูและมีความหอมหวาน คล้ายหมั่นโถวแต่เหนียวนุ่มและแห้งกว่า เมี่ยนเปาชิ้นนี้เคลือบด้วยนมเคี่ยวน้
ในห้องรับรองของร้านขายธัญพืชสกุลโจว สตรีสองนางกำลังพูดคุยและสนทนากันอย่างถูกคอ เมื่อถึงเวลาอันสมควรแก่การกลับแล้ว เสิ่นซินหลิงก็ขอตัวลาเนื่องจากยังมีธุระอื่นต้องไปจัดการต่อ“ข้ารบกวนท่านนานแล้ว คงต้องขอตัวกลับไปก่อน พรุ่งนี้ข้าไม่ลืมนัดของเราแน่นอน”“ยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานลุกขึ้นเตรียมตัวจะส่งแขกด้วยตัวเอง“ฮูหยินน้อยไม่ต้องส่ง ข้าขอตัวก่อน” คุณหนูเสิ่นกล่าวอย่างเกรงใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผู้ติดตามของนางที่ดูเหมือนว่าจะมีวิชาการต่อสู้ไม่แพ้ผู้เป็นนายจนกระทั่งร่างระหงของคุณหนูเสิ่นลับสายตาลงไปจากชั้นสอง เมื่อภายในห้องรับรองเหลือเพียงความเงียบงันและอยู่ตามลำพังกับสาวใช้คนสนิท ฟู่หลิงซึ่งยืนเก็บสำรับชาอยู่ใกล้ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยความสงสัย“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวจำได้ว่าในช่วงนี้ท่านไม่ได้มีแผนการจะให้คนอื่นมาชิมขนมหวานชนิดใหม่สักหน่อยนี่เจ้าคะ เหตุใดเมื่อครู่ท่านถึงเอ่ยปากชวนคุณหนูเสิ่นซินหลิงให้มาที่จวนโหวพรุ่งนี้ด้วยข้ออ้างเรื่องนี้ด้วยเล่า หรือว่าท่านกำลังคิดจะทำอะไรอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ”สวี่เยว่หรานหันมาม
ยามสายของวันใหม่ ทั่วท้องถนนสายหลักของเมืองหลวง บรรยากาศมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับร้านขายธัญพืชตระกูลโจวที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างไม่ขาดสายวันนี้ สวี่เยว่หรานเดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและดูแลกิจการที่ร้านธัญพืชตามกิจวัตรปกติเพียงลำพัง เพราะในช่วงนี้สามีกำลังวุ่นวายกับภัตตาคารที่กำลังจะเปิดใหม่หญิงสาวนั่งสะสางบัญชีอยู่บริเวณห้องรับรองชั้นสองด้วยท่าทีสุขุม ทว่าในขณะที่นางกำลังพลิกดูสมุดบัญชีอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ของสาวใช้ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่ฟู่หลิงจะเดินเข้ามาประสานมือรายงาน“เรียนฮูหยินน้อย ด้านล่างมีแขกผู้สูงศักดิ์มาขอเข้าพบเจ้าค่ะ เป็นคุณหนูเสิ่นเจ้าค่ะ”คำรายงานของสาวใช้ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักมือที่กำลังถือพู่กันเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตคู่สวยฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง คิดว่าคุณหนูสายตรงจวนกั๋วกงคงตั้งใจมาเอาคืนตนแน่“คุณหนูเสิ่นซูหนานหรือ”“เป็นคุณหนูเสิ่นแห่งจวนแม่ทัพ คุณหนูเสิ่นซินหลิงเจ้าค่ะ”หญิงสาวขมวดคิ้ว คุณหนูเสิ่นตระกูลแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ เหตุใดถึงเจาะจงมาขอพบนางที่ร้านธัญ
ยามราตรีมาเยือน ภายในห้องนอนส่วนตัว โจวอวิ๋นเฟิงและสวี่เยว่หรานยังคงนอนเคียงคู่กันอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ ใต้ผ้าห่มนวมเนื้อนุ่ม ทั้งสองยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลิ้มหลับไป ทว่ากลับนอนแลกเปลี่ยนบทสนทนา พูดคุยถึงความคืบหน้าต่างๆ ในช่วงนี้ด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกผ่อนคลาย“พ่อครัวทั้งสอง เฉินไห่และหลิวหยวน พวกเขาแสดงฝีมือออกมาได้น่าพอใจมาก รสชาติอาหารคงที่และได้มาตรฐานแล้ว ส่วนเรื่องขนมหวานก็มีท่านแม่คอยช่วยรับผิดชอบและทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม รสชาติอร่อยจนข้ายังต้องทึ่ง ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและพร้อมสำหรับการเปิดร้านแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวล นางนอนหนุนอยู่บนแขนแกร่งของสามี พลางใช้นิ้วเรียวไล้เล่นเบาๆ บนอกเสื้อของเขาโจวอวิ๋นเฟิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคมฉายความอ่อนโยนยามก้มมองใบหน้างดงามของภรรยาในยามค่ำคืน ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ รั้งร่างบางให้แนบชิดกับอกแกร่งมากยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง“นั่นสินะ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วจนบางครั้งข้าก็รู้สึกเหมือนเป็นความฝัน”
ภายในห้องครัวของเรือนรอง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมชวนลิ้มลองของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสสูตรพิเศษสวี่เยว่หรานยืนกำกับดูแลความเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆ โดยมีพ่อครัวฝีมือดีสองคนคือ เฉินไห่และหลิวหยวน กำลังตั้งอกตั้งใจปรุงอาหารตามสูตรที่นางถ่ายทอดให้ ทั้งสองคนตักเครื่องปรุงรสจากไหดินเผามาผสมคลุกเคล้ากับวัตถุดิบต่างๆ ด้วยความชำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออาหารชุดแรกเสร็จสิ้นลงและถูกตักใส่จาน สวี่เยว่หรานได้ลองชิมรสชาติเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย พวกเขาสามารถควบคุมระดับไฟและสัดส่วนเครื่องปรุงได้อย่างแม่นยำ รสชาติอาหารมีความกลมกล่อมและคงที่ไม่มีผิดเพี้ยนจากต้นตำรับเลยแม้แต่น้อย“ฝีมือของพวกเจ้าพัฒนาขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก รสชาติอาหารคงที่และอร่อยกลมกล่อมดีมาก แบบนี้ค่อยวางใจได้หน่อย” ฮูหยินน้อยสกุลโจวเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อมั่นใจว่าอาหารคาวไร้ที่ติแล้ว งานสำคัญลำดับต่อไปก็คือการจัดการเรื่องของหวาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าเข้าร้านภัตตาคารรสเลิศล้ำเนื่องจากขั้นตอนการทำขนมหวานมีความประณีต ละเอียดอ่อน และใช้เวลาค่อนข้างมาก สวี่เยว่หรานจึงวางแผน
หลังจากที่บิดากล่าวถึงการแต่งงาน ความรู้สึกร้อนรุ่มและกระวนกระวายใจก็เกาะกุมจิตใจของโจวอี้หยางอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้ในอดีต แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจหรือมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งอะไรกับเสิ่นซูหนาน คู่หมั้นหมายตามธรรมเนียมของตน ทว่านับตั้งแต่เขาได้ล่วงรู้ธาตุแท้อันน่ารังเกียจของหญิงสาวรวมถึงการได้พบพานสตรีสกุลเสิ่นอีกนาง หัวใจของซื่อจื่อหนุ่มก็เริ่มเอนเอียงและเกิดความรู้สึกพึงพอใจในคุณหนูเสิ่นสายรองอย่างเงียบๆเขากลายเป็นบุรุษผู้ตกอยู่ในห้วงความอึดอัด เพราะหากปล่อยให้เรื่องดำเนินไปตามความต้องการของบิดาที่หวังดีอยากเร่งรัดวันแต่งงาน เขาจะต้องตบแต่งกับสตรีร้ายกาจผู้นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วยังสูญเสียสตรีที่ตนเองกำลังพึงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทนรับได้อีกต่อไปแล้วด้วยความร้อนรุ่มใจที่เกรงว่าบิดาจะส่งแม่สื่อไปทาบทามและกำหนดฤกษ์มงคลโดยเร็ว แม้น้องสะใภ้รับปากจะช่วยเหลือก็เกรงว่าอาจไม่ทันการณ์ โจวอี้หยางจึงอยากปรึกษากับมารดาเพื่อหาทางออกในขณะที่บิดากำลังต้อนรับสหายขุนนางและเดินหมากกันในสวน โจวซื่อจื่อก็ใช้โอกาสนั้นไปหามารดาที่นั่งจิบชาผ่อนคลายอยู่ภายในห้องโถ







