LOGINในช่วงสายของวันหนึ่ง หลังจากสามสหายนั่งดื่มสุราอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งฤทธิ์สุราเริ่มส่งผลให้บรรยากา
เสียงจอแจภายในภัตตาคารชื่อดังกลางเมืองหลวงที่ฟังดูคึกคักยิ่ง กลับต้องสะดุดลงด้วยเสียงโวยวายแหลมสูงที่ดังแทรกขึ้นมาเหนือเสียงพูดคุยทั้งปวงฟู่หลิงที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาสำรวจตลาดและหาข้อมูลอาหารจานยอดนิยมตามคำสั่งของผู้เป็นนาย กำลังนั่งรอขนมที่แสร้งสั่งกลับจวนเพื่อนั่งสำรวจข้อมูล ในขณะที่ส่งสาวใช้อีกคนไปสืบข้อมูลของร้านอื่นนางกวาดสายตาจดบันทึกราคาและรายการอาหารที่ขายดีที่สุดในร้านลงในสมุดเล่มเล็ก ทว่าสายตากลับต้องเบนไปหยุดอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นร่างระหงในชุดอาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์สีสดใสกำลังยืนเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโสและไม่ยอมใคร เสิ่นซูหนาน หรือที่ผู้คนในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดีในฐานะหลานสาวของเสิ่นกั๋วกง กำลังใช้นิ้วเรียวชี้หน้าเถ้าแก่เจ้าของร้านและลูกค้าโต๊ะข้างๆ ที่มาถึงก่อน นางกรีดร้องด้วยความไม่พอใจเนื่องจากโต๊ะริมหน้าต่างตัวที่ดีที่สุดถูกลูกค้ากลุ่มอื่นแย่งชิงไปก่อนหน้า“พวกเจ้าหูหนวกกันหมดหรืออย่างไร ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร” หญิงสาววัยสิบหกย่างสิบเจ็
ภายในห้องโถงของเรือนรอง ฟู่หลิงวิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้ามาด้วยใบหน้าที่ยังคงตื่นตระหนกไม่หาย“เกิดอะไรขึ้นหรือฟู่หลิง เหตุใดเจ้าจึงดูตื่นตระหนกนัก” สวี่เยว่หรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัยสาวใช้สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะรีบรายงานเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ฟังมาจากคนขับรถม้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฮูหยินเจ้าคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะเมื่อครู่นี้บ่าวเห็นรถม้าของโจวฮูหยินกลับมาถึงจวนด้วยบรรยากาศที่อึมครึม บ่าวจึงไปสอบถามคนขับรถม้ามา ได้ความว่า... วันนี้โจวฮูหยินเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ตระกูลหลี่ เพื่อไปเจรจาขอร้องให้ใต้เท้าหลี่เลิกยุ่งเกี่ยวกับคุณชายรอง แต่ทางตระกูลหลี่กลับไม่ยอม โจวฮูหยินจึงหมดความอดทนและประกาศแตกหักกับตระกูลหลี่ต่อหน้าทุกคน เพื่อปกป้องคุณชายรองเจ้าค่ะ”สิ้นเสียงรายงานของสาวใช้ สะใภ้รองจวนโหวถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ทว่านางกลับไม่ได้รู้สึกตกใจหรือหวาดกลัวอย่างที่คิด ตรงกันข้าม ภายในอกกลับรู้สึกวูบไหวและเต็มไปด้วยความตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกสวี่เยว่หรานทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทิศทางที่ตั้งของเรือนหล
ภายในเรือนรอง สวี่เยว่หรานกำลังนั่งใช้ความคิดอย่างจดจ่ออยู่เบื้องหน้ากระดาษแผ่นใหญ่ นางกำลังร่างรายการอาหารและสูตรลับเฉพาะสำหรับนำไปใช้ในภัตตาคารแห่งใหม่ที่นางและสามีเพิ่งตกลงร่วมทุนกับสหายสนิททั้งสองสำหรับหญิงสาวผู้มาจากโลกอนาคต คลังความรู้เรื่องอาหารในหัวของนางนั้นมากมายยิ่งนัก ทว่าการจะนำอาหารยุคปัจจุบันมาประยุกต์ให้เข้ากับรสนิยมและการบริโภคของคนในยุคโบราณนั้น จำเป็นต้องมีการคัดสรรและปรับรสชาติให้มีความกลมกล่อมลงตัวมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นของว่างทานเล่นกับสุรา อาหารจานหลักรสชาติจัดจ้าน หรือแม้แต่ซุปบำรุงร่างกายที่เคี่ยวจนหอมกรุ่น ทุกเมนูล้วนถูกคัดมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อเปิดร้านแล้ว จะต้องสร้างความตื่นตะลึงให้กับแขกเหรื่อทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างแน่นอนหลังจากทบทวนรายการอาหารในกระดาษจนพอใจแล้ว มือเรียวของนางก็วางพู่กันลง หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ไม่ห่าง“ฟู่หลิง เจ้าเข้ามานี่สิ”สาวใช้หน้าตาหมดจดและท่าทางคล่องแคล่วรีบก้าวเข้ามาประสานมือรับคำทันที “เจ้าค่ะฮูหยิน มีสิ่งใดจ
โจวฮูหยินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความอัดอั้นตันใจ นางกวาดสายตามองหน้าบิดาก่อนจะเอ่ยธุระของตนด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น“ที่ลูกมาในวันนี้ ลูกมาเพื่อขอร้องท่านพ่อ ขอร้องให้ท่านหยุดยุ่งเกี่ยวและเลิกราวีโจวอวิ๋นเฟิงกับสกุลโจวเสียทีเถิดเจ้าค่ะ”เพล้ง! เสียงถ้วยชาถูกโยนลงพื้นห้องดังขึ้นหลี่เฉิงอี้ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองบุตรสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ“เหลียนฮวา เจ้าพูดเหลวไหลอะไรออกมา นังลูกอกตัญญู!” หลี่เฉิงอี้ชี้หน้าด่าทอด้วยความเดือดดาล“เจ้าแต่งงานออกเรือนไปเป็นสะใภ้จวนโหว ไยจึงหันมาเข้าข้างคนนอก มากราบกรานให้บิดาตัวเองยอมจำนนต่อไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างโจวอวิ๋นเฟิงเล่า เจ้าเห็นแก่บุตรชายอนุคนนั้น มากกว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตระกูลหลี่เราอย่างนั้นหรือ”แม้จะถูกบิดาตวาดกร้าวใส่ต่อหน้าบ่าวไพร่ โจวฮูหยินก็มิได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือสะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้“ลูกไม่ได้เข้าข้างคนนอก และ
ภายในห้องโถงรับรองสกุลลู่ การสนทนาของเหล่าสหายทั้งสามนั้นดูจริงจังกว่าทุกครั้งที่เอาแต่นัดกันเที่ยวเล่น ประมุขสกุลลู่ที่บังเอิญฟังอยู่หลังฉากกั้น เมื่อได้ยินว่าคุณชายรองจวนโหวมาชักชวนบุตรชายของตนให้ร่วมทำการค้าก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปอย่างเงียบๆ มีความหวังว่าบุตรชายจะเดินเข้าสู่เส้นทางที่เข้ารูปเข้ารอยกว่าที่ผ่านมาโจวอวิ๋นเฟิงมองหน้าสหายทั้งสองที่ลังเลและไม่มั่นใจ จึงเริ่มกล่าวโน้มน้าวต่อ“ข้าไม่ได้ให้พวกเจ้ามารับความเสี่ยงลำพัง ข้าอยากชวนพวกเจ้ามาร่วมหุ้นลงแรงและบริหารไปด้วยกันในฐานะสหายสนิทที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน ข้าเชื่อมั่นในความสามารถของพวกเจ้า ลู่เฉียน เจ้าเป็นคนกว้างขวาง รู้จักผู้คนมากมายในแวดวงคุณชายและพ่อค้า ย่อมช่วยเรื่องการเชิญชวนและดูแลลูกค้าได้เป็นอย่างดี แล้วยังมีความรู้เรื่องสุราอีก ส่วนจางซาน เจ้ามีความละเอียดอ่อนและเชี่ยวชาญเรื่องชา แล้วยังรู้ว่าอาหารจานไหนเหมาะกับเครื่องดื่มประเภทใด เรื่องนี้ย่อมไม่มีใครเกินเจ้าอย่างแน่นอน”สหายทั้งสองนิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินคำพูดที่จริงจังและจริงใจของสหายตรงหน้า แววตาของทั้งคู
โจวอวิ๋นเฟิงในชุดอาภรณ์ผ้าแพรสีเข้มสะอาดตา ก้าวเดินด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและองอาจมาที่หน้าเรือนสกุลลู่ โดยมีต้าหลงบ่าวคนสนิทเดินตามหลังมาไม่ห่าง เป้าหมายในวันนี้ของเขาคือการมาพบสหายสนิทอย่างลู่เฉียน ตั้งใจจะมากล่าวขอบคุณจากใจจริง และเอ่ยปากชวนมาร่วมหุ้นทำกิจการภัตตาคารด้วยกันตามที่ได้ปรึกษากับภรรยาไว้ทว่าเมื่อเดินทางมาถึงหน้าเรือนรับรองของตระกูลลู่ บ่าวไพร่หน้าประตูยังไม่ทันได้วิ่งเข้าไปรายงานด้านใน ประตูก็ถูกเปิดออกมาเสียก่อนร่างของลู่เฉียนก้าวพรวดพราดออกมาด้วยสีหน้าเร่งรีบ โดยมีจางซานเดินตามหลังมาติดๆ ทั้งสองคนดูประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าผู้ที่กำลังจะมาเคาะประตูเรือน กลับเป็นคนที่พวกเขากำลังจะเดินทางไปหาที่จวนโหวพอดี“อวิ๋นเฟิงหรือ” ลู่เฉียนอุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่โล่งอก“พวกเรากำลังจะไปหาเจ้าที่จวนโหวพอดี ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมาที่นี่เสียก่อน ช่างใจตรงกันเสียจริง”จางซานที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางตบไหล่เพื่อนรักด้วยความคุ้นเคย “นั่นสิ ข้ากับลู่เฉียนกำลังคุย







