ANMELDENภายในห้องโถงรับรองสกุลลู่ การสนทนาของเหล่าสหายทั้งสามนั้นดูจริงจังกว่าทุกครั้งที่เอาแต่นัดกันเที่
เมื่อก้าวขึ้นมานั่งบนรถม้าประจำจวนเสิ่นกั๋วกง ที่จอดรออยู่หน้าประตูใหญ่ บรรยากาศภายในห้องโดยสารแคบๆ ก็อัดแน่นไปด้วยโทสะ เสิ่นซูหนานนั่งหอบหายใจสะท้าน ตัวสั่นเทาด้วยความแค้นเคืองที่สุมอกความคิดอันบิดเบี้ยวของหญิงสาวในตอนนี้ นางปักใจเชื่ออย่างไร้ข้อกังขาว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือแผนการอันชั่วร้ายของสวี่เยว่หราน ที่จงใจเชิญเสิ่นซินหลิงไปเพื่อเยาะเย้ยถากถางตน จงใจดึงญาติสนิทของตนไปเป็นพวกเพื่อตบหน้า และจงใจจุดไฟให้พี่น้องต้องแตกคอกัน“นังสารเลวสวี่เยว่หราน เจ้ามันรนหาที่ตายนัก” คุณหนูเสิ่นกรีดร้องออกมาลั่นรถม้า นางหันไปมองเสี่ยวซูที่นั่งหดหัวตัวลีบอยู่มุมรถม้าด้วยสายตาดุจดั่งปีศาจร้ายสาวใช้ตกใจจนหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดจนชิดผนังรถม้า “คุณหนู... มีอะไรหรือเจ้าคะ”“พวกไร้ประโยชน์ คอยเป็นภาระไม่เคยช่วยอะไรได้เลย!” เสิ่นซูหนานสติหลุดกระเจิง นางพุ่งเข้าใส่สาวใช้คนสนิทราวกับคนบ้า สองมือจิกทึ้งเส้นผมของเสี่ยวซูอย่างแรงแล้วกระชากจนศีรษะสั่นคลอน จากนั้นก็เงื้อมือขึ้นตบหน้าสาวใช้ผู้ภักดีฉาดใหญ่ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวภายในรถม้าแคบๆ“โอ๊ย! คุณหนู! อย่า
ทันทีที่เสิ่นซินหลิงก้าวเท้าเข้ามาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพ สาวใช้ในจวนหน้าตาตื่นก็รีบเข้ามารายงานด้วยความร้อนรน“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเสิ่นซูหนานมารอพบท่านที่ห้องโถงนานนับเค่อแล้ว ท่าทางดูไม่สู้ดีเลยเจ้าค่ะ”เสิ่นซินหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้อยู่แล้วว่าการไปเยือนจวนโหวในวันนี้จะต้องสร้างความไม่พอใจให้กับญาติผู้น้องจอมเอาแต่ใจคนนี้เข้าสักวัน แต่นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาดักรอเอาเรื่องรวดเร็วปานนี้เมื่อนางก้าวเข้าสู่ห้องโถง เสิ่นซูหนานที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่บนเก้าอี้ไม้ก็มองมา ทันทีที่เห็นร่างเพรียวระหงของญาติผู้พี่เดินเข้ามา นางก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้ามาหาทันทีโดยไม่รักษากิริยาคุณหนูตระกูลใหญ่แม้แต่น้อย“พี่หญิงท่านไปไหนมาคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ท่านกล้าดียังไงถึงแอบไปจวนโหวลับหลังข้า” เสิ่นซูหนานเปิดฉากโวยวายเสียงแหลมสูง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว แสดงความริษยาชัดเจน“ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ชอบสวี่เยว่หราน เหตุใดท่านจึงต้องทำตัวสนิทสนมกับนาง หรือว่าท่านตั้งใจไปยั่วยวนน้องเขยของตัวเอง อยากจะปีนป่ายขึ้นเป็นซื่อจื่อเฟยแทนข้าหรือ”คำพูดที่ไร้ซึ่
เหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ในสายตาของสวี่เยว่หราน จากสายตาคนที่ผ่านโลกมามากและนักอ่านนิยายตัวยง สถานการณ์แบบนี้เหตุใดนางจะเดาไม่ออกว่าบุรุษตรงหน้ารู้สึกเช่นไรต่อสหายใหม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ“เรียนซื่อจื่อ คุณหนูเสิ่นกำลังจะกลับพอดี ข้ากำลังจะเดินไปส่งนาง เช่นนั้นหากไม่รบกวนซื่อจื่อ ข้าต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” หญิงสาวตั้งใจหยั่งเชิงท่าทีของพี่ชายสามี“เอ่อ เช่นนั้น ข้าเดินไปส่งคุณหนูเสิ่นด้วยคน ข้า... ข้ายังมีเรื่องต้องพูดคุยกับนาง”เสิ่นซินหลิงเอียงคอเล็กน้อยอย่างงุนงงที่เขาอยากเดินไปส่งนาง หัวใจเริ่มเต้นแรงอีกครั้งแต่ก็ยังรักษากิริยา เตือนสติตนเองอีกครั้งถึงความเป็นไปไม่ได้ในสถานะของเขาที่มีคู่หมายแล้ว และที่สำคัญ คู่หมายผู้นั้นคือญาติผู้น้องของตน นางจะไม่มีวันเสียเกียรติและลดศักดิ์ศรี แย่งบุรุษของผู้อื่นเด็ดขาด“หากไม่รบกวน เช่นนั้นซื่อจื่อนำทางเลยเจ้าค่ะ” น้องสะใภ้สาวรีบตอบรับอย่างรู้งานโจวอี้หยางพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ “ได้สิ เชิญคุณหนูเสิ่นเถิด”ทั้งสามเดินเคียงคู่กันไปจนถึงบริเวณหน้าประตูใหญ่ของจวนโหว ระหว่างทางก็ถามไถ่กันไม่มากพอเป็นพิธี“เร
ทว่า ไม่ไกลจากจุดที่ซื่อจื่อยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง โจวฮูหยินซึ่งเพิ่งเดินกลับมาจากเรือนหลักพร้อมด้วยคนสนิทอย่าง จางหมัวมัว ก็บังเอิญเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าเช่นกันหลี่เหลียนฮวายืนหยุดนิ่ง สายตามองไปยังบุตรชายคนโตที่กำลังยืนทอดสายตามองไปทางสวนดอกไม้ด้วยแววตาอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความรู้สึกพิเศษ นางเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของบุตรชายอย่างชัดเจน ก่อนจะเบนสายตาไปยังสตรีผู้เป็นแขกของสะใภ้รองที่นั่งอยู่ในศาลาโจวฮูหยินหันไปกระซิบถามจางหมัวมัวที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“จางหมัวมัว หญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่กับเยว่หรานในสวนนั่น คือผู้ใดกัน เหตุใดข้าจึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลย”แม่นมจางรีบกวาดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือโน้มตัวลงกระซิบตอบด้วยความเคารพ“เรียนฮูหยิน สตรีท่านนั้นหาใช่ใครอื่นไกลไม่เจ้าค่ะ นางคือ คุณหนูเสิ่นสายรอง บุตรีแท้ๆ ของแม่ทัพเสิ่นเอ้อหลางแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรเจ้าค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบ โจวฮูหยินก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย นางหันกลับไปมองเสิ่นซินหลิงที่กำลังหัวเราะอย่างรื่นรมย์กับสวี่เยว่หรานอีกครั้ง พลางพินิจพิจารณากิริยามารย
ในห้องครัวของเรือนรองมีกลิ่นเปรี้ยวของแป้งหมักธรรมชาติ ผสมกลิ่นขนมปังอบที่ทำเสร็จแล้วซึ่งกำลังส่งกลิ่นเย้ายวนใจ สวี่เยว่หรานตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อลงมือถ่ายทอดสูตรขนมชนิดใหม่ให้กับเสิ่นชิงหรู และเพื่อเตรียมต้อนรับเสิ่นซินหลิงในโลกของนาง ขนมชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของขนมปัง แต่นางได้นำมาประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบและเตาอบแบบโบราณที่นางดัดแปลงขึ้น สวี่เยว่หรานอธิบายขั้นตอนการนวดแป้ง การพักแป้งหมักธรรมชาติให้ขึ้นฟูอย่างพิถีพิถัน และการควบคุมอุณหภูมิไฟในการอบจนได้ที่เมื่ออบจนสุกได้ที่ ขนมปังเนื้อนุ่มฟูสีเหลืองทองอร่ามก็ถูกยกออกจากเตา สวี่เยว่หรานแบ่งขนมออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งแบบแป้งอบธรรมดาที่นำมาเคลือบด้วยนมที่เคี่ยวกับน้ำตาลจนเหนียวข้น ทำให้รสชาติหวานละมุนลิ้น และขนมปังแบบที่สอดไส้ธัญพืชกวนเนียนนุ่ม ที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอ เนื้อสัมผัสของขนมปังเหล่านี้มีความนุ่มละมุนลิ้นไม่แพ้ตั้นเกาที่เคยทำเลยแม้แต่น้อย“ท่านแม่ ขนมชนิดนี้เรียกว่า เมี่ยนเปา เจ้าค่ะ เนื้อสัมผัสจะนุ่มฟูและมีความหอมหวาน คล้ายหมั่นโถวแต่เหนียวนุ่มและแห้งกว่า เมี่ยนเปาชิ้นนี้เคลือบด้วยนมเคี่ยวน้
ในห้องรับรองของร้านขายธัญพืชสกุลโจว สตรีสองนางกำลังพูดคุยและสนทนากันอย่างถูกคอ เมื่อถึงเวลาอันสมควรแก่การกลับแล้ว เสิ่นซินหลิงก็ขอตัวลาเนื่องจากยังมีธุระอื่นต้องไปจัดการต่อ“ข้ารบกวนท่านนานแล้ว คงต้องขอตัวกลับไปก่อน พรุ่งนี้ข้าไม่ลืมนัดของเราแน่นอน”“ยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานลุกขึ้นเตรียมตัวจะส่งแขกด้วยตัวเอง“ฮูหยินน้อยไม่ต้องส่ง ข้าขอตัวก่อน” คุณหนูเสิ่นกล่าวอย่างเกรงใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผู้ติดตามของนางที่ดูเหมือนว่าจะมีวิชาการต่อสู้ไม่แพ้ผู้เป็นนายจนกระทั่งร่างระหงของคุณหนูเสิ่นลับสายตาลงไปจากชั้นสอง เมื่อภายในห้องรับรองเหลือเพียงความเงียบงันและอยู่ตามลำพังกับสาวใช้คนสนิท ฟู่หลิงซึ่งยืนเก็บสำรับชาอยู่ใกล้ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยความสงสัย“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวจำได้ว่าในช่วงนี้ท่านไม่ได้มีแผนการจะให้คนอื่นมาชิมขนมหวานชนิดใหม่สักหน่อยนี่เจ้าคะ เหตุใดเมื่อครู่ท่านถึงเอ่ยปากชวนคุณหนูเสิ่นซินหลิงให้มาที่จวนโหวพรุ่งนี้ด้วยข้ออ้างเรื่องนี้ด้วยเล่า หรือว่าท่านกำลังคิดจะทำอะไรอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ”สวี่เยว่หรานหันมาม







