LOGINเหยียนหรานเดินวนเป็นไปวนมาจนบุตรชายที่แอบนั่งกินถังหูลู่เริ่มเวียนหัว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยขัดสิ่งใด นั่งก้มหน้าก้มตากินต่อไปปล่อยให้อาเหนียงของตนเดินพูดอยู่คนเดียวไปแบบนั้น
“ดูแล เฮอะ! ดูแลบ้าบออะไร แค่อ้าปากข้าก็รู้ไส้รู้พุงจนหมดสิ้น พวกทางการดีแต่จะเอารัดเอาเปรียบทั้งนั้น”
เหยียนหรานดีดลูกคิดรางแก้วอยู่ในใจก็ทราบดีว่าสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองร้องขอนั้นไม่ต่างอะไรกับการบีบบังคับนาง มีอย่างที่ไหนขอให้มาดูแลทั้ง ๆ ที่ก็เป็นหน้าที่แต่ยังมาร้องเรียกความสบาย ในเมืองนี้นางมั่งมีสุด หากมีสงครามจนเปี้ยนเหลียงได้รับความเดือดร้อนนางย่อมเจ็บตัวมากสุด เพราะเหตุนี้ทางการจึงบีบบังคับนางจนถึงที่สุด โดยการให้ดูแลเจ้าแม่ทัพอะไรนั่น
เหยียนหรานเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวก็จริงอยู่แต่ใช่จะไร้เหตุผล แต่พอมาคิดถึงเหตุผลมันก็น่าโมโหอยู่วันยังค่ำ ทำแบบนี้ต่างอะไรจากการที่นางไปจ้างคนของทางการมาเฝ้าร้านให้กันเล่า เช่นนี้สู้เลี้ยงสุนัขไว้ไม่ดีกว่าหรืออย่างน้อย ๆ ก็น่าจะเชื่องกว่าเจ้าพวกสมองทึ่มดีแต่ใช้กำลังพวกนั้น เห็นนางเป็นสตรีทำการค้าเข้าหน่อยก็คิดจะข่มเหงรังแก ช่างสมเป็นชายชาตรีจริง ๆ!
เดินปั้นปึ่งโมโหไปมา แต่ก็ต้องมาสะดุดตากับบุตรชายที่นั่งตัวกลมกินไม่หยุดปากจนเหยียนหรานต้องส่ายหน้าอย่างปลงตก
ไม่รู้ไปอดยากมาจากไหน...
“นี่เจ้าปีศาจน้อยหยุดกินแล้วไปเฝ้าหน้าร้านได้แล้ว”
เหยียนเฟิงที่ถูกเรียกว่าเจ้าปีศาจน้อยจนคุ้นชินเงยหน้า ใบหน้ากลมขมวดคิ้วมุ่นเขานั่งไม่นิ่งพอหรืออาเหนียงถึงได้มองเห็นว่าเขากำลังกิน ให้ตายเถอะครั้งหน้าเขาต้องแอบกินให้แนบเนียนกว่านี้!
“ขอรับ”
“เดี๋ยวก่อน” เหยียนหรานรั้งร่างป้อมของบุตรชายวัยห้าปีเอาไว้ “อาเหนียงสอนอะไรไว้จำได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ ไม่ขาด ไม่ต่อ ไม่ให้ซื้อ...คิดเงินไม่ให้ขาด ขายของไม่ให้ต่อราคา คนพาลไม่ให้ซื้อของในร้าน ขอรับ”
“ดีมาก ไปทำงานได้แล้ว เย็นนี้อาเหนียงจะทำขาหมูให้กิน”
“ขอรับ!”
เจ้าปีศาจน้อยวิ่งตุ๊บตั๊บออกจากบ้านไปยังร้านค้าฝั่งตรงข้ามที่ขายผ้าไหมแพรพรรณ เหยียนหรานมีร้านค้ามากมายในเมือง ถนนทั้งสายเต็มไปด้วยร้านรวงของนางทั้งสิ้น และหน้าที่ของบุตรชายนายหญิงใหญ่แห่งเปี้ยนเหลียงคือการขายของทุกร้านวนกันไปในทุก ๆ วัน
นางสร้างทุกอย่างมาก็เพื่อเจ้าปีศาจน้อยตนนั้นฉะนั้นไม่แปลกที่นางจะฝึกให้บุตรชายทำทุกอย่างเป็น และนับว่าโชคดีที่นอกจากกินเก่งแล้วเหยียนเฟิงก็พอจะเก่งเรื่องอื่นอยู่บ้าง แต่สิ่งเดียวที่เหยียนหรานหนักใจคือยิ่งโตเท่าใดเหยียนเฟิงก็ยิ่งเหมือนเจ้าลูกเต่าต้าเหลียน!
พอพานนึกถึงอดีตสามีเหยียนหรานก็ต้องเดินงุ่นง่านไปยังร้านขายซาลาเปาข้าง ๆ ที่มีซือเยว่คอยดูแล สตรีนางนี้นับว่าเป็นสตรีที่ใช้ได้นางหนึ่ง ตั้งแต่นางตกต่ำถึงขีดสุดซือเยว่ก็ไม่คิดตีตัวออกห่างมิหนำซ้ำยังช่วยนางเลี้ยงเหยียนเฟิงมาอย่างเหนื่อยยาก พอนางตั้งตัวได้ก็ให้ซือเยว่เลือกทางเดินของตัวเองแต่กระนั้นซือเยว่กลับเลือกที่จะขายซาลาเปาแทนที่จะเลือกในสิ่งที่ดีกว่านี้หรือรวมไปถึงการแต่งงานกับลูกชายคหบดีสักคน
ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คนอย่างนายหญิงใหญ่จะหาผู้ชายดี ๆ ให้กับคนของตน แต่ซือเยว่กลับไม่ร้องขอให้นางทำเช่นนั้น ซือเยว่ยังเลือกอยู่ข้าง ๆ นางแล้วแบบนี้จะให้ทำอย่างไรได้เล่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่ด้วยกันสามคนดังเดิม
“เป็นอะไรไปเจ้าคะ”
“เรื่องทางการน่ะสิที่จะให้ข้าดูแลท่านแม่ทัพอะไรนั่น ข้านั่งคิดก็แล้วนอนคิดก็แล้วก็ไม่รู้ว่ามันธุระกงการอะไรของข้า”
“โถ่นายหญิงอย่าคิดเล็กคิดน้อยเลยเจ้าค่ะ อย่างน้อย ๆ เราก็ได้รับการคุ้มครองจากทางการ”
“เรื่องนั้นข้าก็รู้ แต่ลางสังหรณ์ข้ามันแปลกพิกล... เหมือนว่ากำลังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะสิ”
“อย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ”
“อยากไปเจอหวงตี้ไหม พระองค์ยังไม่ตื่นจากบรรทมอันยาวนาน แต่นั่นก็ดีแล้ว”“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้ต้องการมาเข้าเฝ้าหวงตี้อยู่แล้ว แค่ต้องการมาเข้าเฝ้าหวงโฮ่วและพระโอรสน้อยเท่านั้น”“เด็ดขาดจริง ๆ ... เอาเถอะ ข้าขอบใจชายาของท่านด้วยที่ฝากของมากมายมาให้ข้าและเลี่ยงรุ่ย ต่อจากนี้ขอให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการต่อ ส่วนท่านและชายาก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ”“พ่ะย่ะค่ะ”หลานหลินอ๋องทราบดีว่าต่อจากนี้ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะสอดมือเข้าไปยุ่งได้อีกแล้ว ความจริงเขาเองก็เตรียมตัวมาเพื่อการนี้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นเขาไม่สั่งให้คนในวังอ๋องกลับบ้านเกิดและไปลงหลักปักฐานที่เปี้ยนเหลียงแบบนั้นแน่ ราชสำนักและหวงตี้ก็เหมือนกับพระอาทิตย์ อยู่ไกลก็หนาว อยู่ใกล้ก็ร้อนรุ่มดั่งไฟ การรักษาระยะห่างเอาไว้นับว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด อีกอย่างเขาอยากมีชีวิตที่สงบสุขเหมือนคนอื่น ๆ เสียที...หลานหลินอ๋องอยู่จัดการเรื่องในเมืองหลวงอีกราว ๆ สามวันแล้วจึงเดินทางกลับเปี้ยนเหลียง สรุปสุดท้ายหวงโฮ่วก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนหวงตี้ แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยแต่เสียงส่วนน้อยมีหรือจะเอาคานอำนาจเสียงส่วนมากที่ยังพ่วงมาด้วยตำแหน่งให
หลังจากเรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไปราว ๆ สองเดือนหลานหลินอ๋องก็ได้รับข่าวใหญ่เกี่ยวกับหวงตี้ที่ล้มป่วยกะทันหันขณะหารือกับขุนนางในท้องพระโรง จนบัดนี้ก็ยังไม่ฟื้นคืนสติ ราชสำนักต้องหยุดชะงักราชกิจทุกอย่างต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ทว่าก็มีคนจำนวนหนึ่งคิดเห็นว่าหากภายในสิบวันนี้หากพระองค์ยังไม่ฟื้นขึ้นมาควรให้หวงโฮ่วขึ้นสำเร็จราชการแทน แต่ทว่าก็ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งจากขุนนางทั้งหลาย จนหลานหลินอ๋องหนึ่งในขุนนางถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงเพื่อไปหารือร่วมกันส่วนเรื่องก่อนหน้านี้ที่ทำให้หลานหลินอ๋องมีข้อครหามากมายนั้นอันตรธานหายไปในพริบตา ผู้คนมากมายแสร้งปิดหู ปิดตา ราวกับไม่เคยได้ยินเรื่องอ๋องที่เคยคิดกบฏจนหวงตี้กริ้ว ไม่เคยเห็นอ๋องผู้นี้ฆ่าคนของหวงตี้เป็นผักปลา อีกทั้งยังคงให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพดังเดิมและไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งกับกำลังทหารที่เปี้ยนเหลียงแม้แต่คนเดียว ผิดกับแม่ทัพใหญ่ที่ดูจะสิ้นวาสนาถูกขังในคุกหลวงและถูกพิพากษาให้ต้องโทษตาย และนี่ล้วนเป็นผลจากความเชื่องของอีกฝ่ายทั้งสิ้น หาได้เกิดจากผู้อื่นไม่...เรื่องของหวงตี้บางเรื่องยังถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรมเช่นเคย ตระกูลกัวชอบใจในสิ่งที่ห
ภาพของสามแม่ลูกชุลมุนอยู่ด้วยกันนับว่าเป็นเรื่องที่ชินตาของหลานหลินอ๋องอยู่ไม่น้อย เจ้าเด็กพวกนี้สร้างเรื่องน่าปวดหัวให้อาเหนียงได้ตลอด และอาเหนียงต่อให้บ่นเพียงใดแต่ก็ยอมตามใจอยู่ตลอดเช่นกัน จนคนเป็นบิดาอดไม่ได้ที่จะเอ็นดู“อาเหนียงสะอาดหรือยัง” เหยียนเฟิงเอ่ยพลางชูถ้วยใบโตที่นั่งขัดอยู่นานสองนานให้มารดาได้พินิจแต่ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้เด็กน้อยต้องมุ่ยหน้า“ยัง ขัดอีกรอบ”“ถ้าสะอาดอาเหนียงจะให้กินเกี๊ยวเนื้อ” พอเอาอาหารขึ้นมาล่อเด็กน้อยก็ตาเป็นประกายขัดถูถ้วยจานเสียยิ่งกว่าทองคำล้ำค่า เหยียนหรานหัวเราะเบา ๆ ให้กับความเห็นแก่กินของบุตรชาย ก่อนจะเหลือบไปมองอาหยวนที่ขัดถ้วยชามอย่างเงียบ ๆ “แล้วอาหยวนอยากกินอะไร”“อะไรก็ได้ขอรับ”“ไม่ได้สิ อะไรก็ได้แบบนี้อาเหนียงทำให้ไม่ถูกนะ อาหยวนต้องบอก” อาเฟิงรีบบอกน้องของตัวเองโดยพลัน เรื่องกินนั้นเรื่องใหญ่จะตอบส่ง ๆ ไม่ได้เด็ดขาด และเมื่อได้ยินต้าเกอพูดเตือนจางหยวนจึงครุ่นคิดเป็นการใหญ่ “อาหยวนชอบกินผัก แต่ไม่ชอบผัดผักมันเลี่ยนลิ้น”“ลองกินผักกาดเนื้อตุ๋นไก่ไหม ผักทำได้ตั้งหลายอย่างประเดี๋ยวอาเหนียงจะลองทำให้อาหยวนกินหลาย ๆ อย่าง จะได้รู้ว่าช
หลังจากทุกอย่างจบสิ้นหลานหลินอ๋องสั่งให้ทหารจัดการเก็บกวาดเมืองเปี้ยนเหลียง ใช้ทรัพย์ส่วนตัวบำรุงบ้านเรือนที่เสียหาย หากใครได้รับบาดเจ็บก็ออกค่ารักษาให้ฟรี หากมีคนล้มตายก็จะชดใช้ให้ตามสมควร เมื่อจบสิ้นเรื่องราวเลวร้ายหลานหลินอ๋องก็เลี้ยงอาหารชาวบ้านทุกคนอีกสามวันสามคืน ทราบดีว่าไม่อาจทดแทนความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ การกระทำของชนชั้นขุนนางนั้นส่งผลกระทบต่อชาวบ้านมากมาย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเขาปล่อยให้ทุกอย่างพังอยู่อย่างนั้นแล้วให้ชาวบ้านดิ้นรนกันเอาเองมีเรื่องมากมายที่ต้องรายงานให้ทางเมืองหลวงได้ทราบ พร้อมทั้งการประกาศว่าท่านแม่ทัพหลินถูกคุมขังอยู่ในคุกของหลานหลินอ๋อง เพราะพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อแคว้น เรื่องทุกอย่างจะถูกเขียนขึ้นผ่านรายงานสองฉบับ ฉบับที่หนึ่งจะถูกส่งเข้าราชสำนัก และอีกฉบับหนึ่งจะถูกส่งไปที่จวนตระกูลกัวฉบับที่ถูกส่งไปเข้าที่ราชสำนักมีแค่ความเคลือบแคลงใจในหวงตี้ มิอาจระบุถึงความผิดได้อย่างชัดเจน แต่ทว่าฉบับที่ถูกส่งให้ตระกูลกัวนั้นคือเรื่องที่เกิดขึ้นโดยละเอียดและให้ตระกูลกัวได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่เขาเป็นผู้ตัดสินใจ...“ยาพิษจากจิ๋นหนาน...
“เสียงดังหน่า... จางต้าเหลียน” สตรีที่สลบไสลตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่นางได้ยินคือเสียงเอะอะโวยวายของหลานหลินอ๋อง ซึ่งนางก็ทราบดีว่าจากสาเหตุใด เหยียนหรานพยายามจะลุกขึ้นนั่งและหลานหลินอ๋องเองก็เข้ามาช่วยเหลือ ผู้คนที่รายล้อมจึงค่อย ๆ ล่าถอยปล่อยให้สองสามีภรรยาได้สนทนากันตามประสา“ข้าจะลงโทษทหารทุกนายที่ดูแลเจ้าไม่ได้”“ใจเย็นบ้างจะได้ไหม พวกเขาพยายามกันเต็มที่แล้ว เนื้อตัวมีแต่แผลไม่เห็นหรืออย่างไร” เหยียนหรานกล่าวเตือนอีกฝ่าย นางทราบดีเวลานั้นล้วนชุลมุนเพียงใด เอาชีวิตรอดมาได้ก็นับว่าดีเท่าใดแล้ว“หน้าที่ก็คือหน้าที่ เมื่อบกพร่องย่อมต้องลงโทษ” หลานหลินอ๋องยังคงยืนยัน “พวกมันจะมาพาตัวอาหยวนไปหรือ”“ทั้งคู่เลย... เทหมดหน้าตักแล้วกระมัง พญามังกรโง่เขลาผู้นั้นน่ะ”“ข้าจะกระชากมันลงมาจากบัลลังก์”เหยียนหรานไม่เอ่ยสิ่งใด นางพิงศีรษะไว้ที่ไหล่กว้างของหลานหลินอ๋อง ช่วงหลายวันมานี้ช่างหนักหนาเหลือเกิน ส่วนหลานหลินอ๋องก็โอบไหล่บางและจับมือข้างหนึ่งของเหยียนหรานเอาไว้ หลานหลินอ๋องมองมือเล็ก ๆ ของเหยียนหรานที่ต่อสู้ดิ้นรนในการเอาชีวิตรอด สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นเขาอีกกระมังที่เป็นความลำบากในชีวิตของนาง
แต่จะเป็นอย่างไรก็ช่างบัดนี้เขาต้องจัดการทุกอย่างให้จบ อย่างน้อย ๆ ตอนนี้เขาก็ทราบแล้วว่าทหารพวกนั้นชำนาญการสู้รบในที่สูงเพียงใด ฉะนั้นหากตกหลุมพรางอาจเป็นพวกตนที่ต้องพ่ายแพ้หลานหลินอ๋องกลับไปที่ค่ายทหารเขาเจอเฉียวฟงนั่งกุมขมับ มองแผนที่ของเปี้ยนเหลียงอย่างจนปัญญา “เฉียวฟงเปี้ยนเหลียงมีแม่น้ำไหลผ่านหรือไม่”“มีขอรับ มีทะเลอยู่ทางฝั่งตะวันออกด้วยขอรับ ทางนั้นมีท่าเรือนายหญิงไว้ใช้ติดต่อค้าขายกับพวกพ่อค้าตะวันออก”“นำทหารส่วนหนึ่งไปหาที่มั่นท่าเรือนั่น และล่อพวกระยำนั่นไปที่ท่าเรือให้ได้”หลานหลินอ๋องเกือบลืมเสียสนิทว่าภรรยาของตนมั่งคั่งเพียงใด นางสร้างท่าเรือเอาไว้ให้ค้าขายได้คล่องมากขึ้นหลังจากมีร้านค้าฟาไฉ แต่ทว่าหลังจากนี้เขาอาจจะต้องควักเงินชดใช้ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้“ท่านจะทำสิ่งใดหรือ”“คงต้องเอาน้ำสาดเรียกสติกันเสียหน่อย”เฉียวฟงกระจ่างในทันที เขาบอกจุดที่น่าจะเป็นจุดได้เปรียบและจุดเสียเปรียบให้หลานหลินอ๋องได้รับรู้หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำการล่อศัตรูให้มายังจุดที่กำหนดเอาไว้ การต่อสู้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนหนักขึ้น ๆ แต่เพราะความไม่เคยชินในทำเลที่เป็นแหล่งน้ำ ความเสียเป







