로그인นักรบ ทหารหนุ่มสังกัดหน่วยรบพิเศษแห่งซามาร์ หลังผ่านสงคราม เขาได้ป่วยเป็นโรค PTSD อย่างรุนแรง ในคืนแห่งฝันร้าย เขาได้เดินทางข้ามมิติมายังอาณาจักรต้าเซี่ย และตื่นมาในร่างของขันทีผู้ต่ำต้อย แต่แล้วในนาทีที่กำลังถูก "จับตอน" เขากลับพบว่าตัวเองมีป้ายหยกชิ้นสำคัญ พร้อมกับภารกิจปกป้อง เซี่ยเจาจวิน ฮ่องเต้หญิงแห่งแคว้น ผู้มีเบื้องหน้าเป็นบุรุษผู้ห้าวหาญ สามารถอ่านใจผู้คนได้ ที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ เขาสามารถเดินทางไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เอาของไปใช้ในภารกิจลับในครั้งนี้ได้ด้วย แล้วขันทีตัวร้ายเช่นนี้ ฮ่องเต้เช่นนางจะปล่อยเขาไปได้อย่างไร...
더 보기แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ ม่านสีครีมปลิวไสวเมื่อสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาในห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหรา มินตราค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่ไม่คุ้นเคย ห้องนี้ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักและพรมหนานุ่มสีแดงเข้ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบจากสวนด้านนอกทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน เธอรู้ได้ทันทีว่าเธอไม่อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป แต่ความจริงกลับทำให้เธอใจสั่น
“ที่นี่มัน ที่ไหนกัน” มินตราพึมพำกับตัวเอง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและกังวล เธอลุกขึ้นนั่งและพยายามรวบรวมสติ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอก็เห็นสวนกุหลาบกว้างใหญ่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีบานสะพรั่ง รั้วสีขาวและป้อมปราการสูงล้อมรอบปราสาทขนาดใหญ่ที่เธออยู่
“นี่มัน ปราสาทของเอเดรียน” มินตราจำได้ว่าเธอเคยอ่านถึงสถานที่นี้ในนิยายโรมานซ์เรื่องโปรดที่เธออ่านประจำ นี่คือโลกนิยายที่เธอรู้จักดี โลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่า ความรัก และความเกลียดชัง แต่กลับดูสมจริงและน่ากลัวมากกว่าในจินตนาการ
เสียงระบบลึกลับดังขึ้นในสมองของเธอทันที
> “ยินดีต้อนรับสู่โลกนิยายโรมานซ์, ผู้ใช้ มินตรา. คุณได้รับภารกิจ: เปลี่ยนตัวร้าย เอเดรียน ให้กลายเป็นคนดีเพื่อกลับสู่โลกจริง”
มินตราตกใจอย่างมาก “ภารกิจอะไร ตัวร้ายอะไร แล้วถ้าฉันทำไม่ได้ล่ะ”
> “หากไม่สามารถทำภารกิจสำเร็จ ผู้ใช้จะต้องติดอยู่ในโลกนี้ตลอดไป”
มินตราหายใจเข้าออกลึก ๆ หัวใจของมินตราเหมือนจะหยุดเต้น เธอพยายามจะสงบสติและคิดแผนการ ความคิดหลายอย่างพุ่งเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว เธอรู้ว่าจากหนังสือเล่มโปรดที่เธออ่านซ้ำไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เอเดรียน ดยุกหนุ่มผู้ซึ่งถูกนิยามว่า เป็นตัวร้ายที่มีนิสัยโหดเหี้ยม เย็นชา และไม่สนใจใคร เขาเป็นคนที่เคยถูกทรยศและสูญเสียสิ่งสำคัญไปมากมายจนหัวใจแข็งกระด้าง เธอต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงเขาให้ได้
“ฉันจะเริ่มจากอะไรก่อนดีล่ะ...” มินตราพึมพำกับตัวเอง ขณะที่เธอก้าวออกจากห้องไปยังทางเดินยาวภายในปราสาท
บรรยากาศภายในปราสาทนั้นเย็นเยียบ ผนังหินสีเข้มที่มองดูเคร่งขรึมของปราสาททำให้รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งคอยจับตาดูทุกฝีก้าวของเธอ เมื่อมินตราเดินไปเรื่อย ๆ เธอก็เห็นทหารยามประจำการอยู่ตามทางเดิน เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ และยิ้มอย่างสุภาพ
“ท่านเอเดรียนอยู่ที่ไหนหรือคะ” เธอถามทหารยามคนหนึ่ง ซึ่งมองมาที่เธอด้วยสายตาประหลาดใจ เหมือนเขารูู้จักกับเธอ
“ท่านเอเดรียนอยู่ในสวนทางด้านหลังขอรับ” ทหารตอบอย่างระมัดระวัง
มินตรากล่าวขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะเดินต่อไปตามทางที่ทหารบอก เธอจำได้ทุกซอกทุกมุมที่หนังสือบรรยายไว้ เธอรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นระรัวขึ้นทุกย่างก้าวเมื่อใกล้ถึงจุดหมาย
มินตราค่อย ๆ เดินไปตามทางเดินในสวนที่มีต้นกุหลาบปลูกไว้เป็นแนว ยามเช้ากำลังส่องแสงลงมาให้เห็นประกายเงาของใบไม้ที่เขียวขจี เมื่อเดินผ่านพุ่มไม้สูง เธอก็เห็นร่างของชายหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่รอดผ่านกิ่งไม้ ผมสีดำสนิทของเขาดูมันวาวราวกับไหม ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเย็นชาจับจ้องไปยังบางสิ่งไกล ๆ ร่างกายสูงโปร่งสวมเสื้อผ้าที่ออกแบบอย่างประณีตทำให้เขาดูสง่างาม แต่ก็แฝงไปด้วยความมืดมน แต่ก็ยังมีเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้
“ท่านเอเดรียน” มินตราเรียกชื่อเขาเบา ๆ ขณะค่อย ๆ เดินเข้าไปหาใกล้ๆ
เอเดรียนหันขวับกลับมามองเธอทันที ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขาจับจ้องที่เธออย่างไม่วางตา สีหน้าเคร่งขรึมของเขาเผยให้เห็นความไม่พอใจและแปลกใจ
“เจ้าเป็นใคร และเจ้ามาทำอะไรที่นี่” เขาถามเสียงเข้ม ดวงตาคมเฉียบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามมองทะลุความคิดใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่ไว้ใจ
มินตรารู้สึกประหม่า แต่พยายามเก็บความกลัวเอาไว้ เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดและยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบ
“ฉันชื่อมินตราค่ะ เป็นคู่หมั้นของท่าน ท่านจำไม่ได้หรือ ฉันแค่อยาก อยากช่วยจะทำให้ท่านมีความสุข” เอเดรียนมองหน้ามินตราที่เป็นคู่หมั้นของเขา ที่เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าที่เขาจำต้องรับมาไว้ในปราสาทเพราะสาเหตุอะไร
เอเดรียนขมวดคิ้ว เขายิ่งงุนงงมากขึ้นไปอีก “ช่วยข้า ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร โดยเฉพาะจากเจ้า” น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชาและเย้ยหยัน
“เจ้าเป็นใครกันแน่ และมายุ่งกับข้าทำไม"
“ฉัน” มินตราติดขัดเมื่อเห็นความเย็นชาในดวงตาของเขา “ฉันอยากให้ท่านมีความสุข ฉันเชื่อว่าท่านสมควรได้รับสิ่งดี ๆ ในชีวิต ท่านไม่ต้องอยู่คนเดียวเสมอไปหรอกค่ะ”
เอเดรียนหัวเราะอย่างแผ่วเบา แต่เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
“ความสุข สิ่งดี ๆ เจ้าคิดว่าคำพูดพวกนั้นมีค่าอะไรกับข้า เจ้าคิดว่าความสุขของข้าอยู่ที่การมีใครบางคนมาดูแลหรือช่างไร้สาระ” ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
“เจ้าเป็นเพียงผู้หญิงที่ข้าแทบไม่รู้จัก แต่กลับกล้าพูดถึงความรู้สึกของข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไร”
มินตรารู้สึกได้ถึงกับหน้าเสียที่เขาไม่เล่นด้วย แต่เธอไม่ย่อท้อ “ฉันไม่รู้ว่าท่านคิดยังไง แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับความรักและความสุข ท่านก็เช่นกัน
ฉันเพียงแค่อยากให้ท่านเห็นว่า ท่านไม่ได้อยู่ลำพัง มีคนที่ห่วงใยและพร้อมจะอยู่เคียงข้างท่าน”
เอเดรียนหรี่ตาลงมองเธออย่างสงสัย และยิ้มเย็น เขาพยายามทำความเข้าใจความตั้งใจของหญิงสาวคนนี้ที่อ้างตัวว่าเป็นคู่หมั้นของเขา “งั้นหรือ เจ้าคิดว่าคำพูดพวกนั้นจะมีค่าอะไรกับข้า เจ้าเป็นใครกันแน่ เจ้าต้องการอะไรจากข้า” เขาถามซ้ำอย่างไม่ไว้ใจ
“ฉันไม่ต้องการอะไรจากท่านเลยค่ะ ฉันแค่อยากให้ท่านรู้ว่าท่านสามารถได้รับความรักและการดูแลได้เช่นกัน” มินตรากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าพูดราวกับว่าเจ้ารู้จักข้าดีเสียเต็มประดา” เอเดรียนกล่าวเยาะเย้ย
“แต่ข้าไม่เคยพบเจ้า เจ้ากล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตข้าโดยที่ไม่รู้ว่าข้าเป็นใครด้วยซ้ำ”
คำพูดของเอเดรียนทำให้มินตรารู้ว่าเธอต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่านี้ในการทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ
อีกครั้งที่บุรุษผู้นั้นขมวดคิ้ว แน่นอนว่า เขาได้ยินเสียงในใจของขันทีน้อยผู้นี้อีกแล้ว ดูเหมือนเขาจะพูดอะไรแปลกๆ ที่ฟังไม่เข้าใจเอาซะเลย ครั้นจะถามก็เกรงว่าคนนอกจะล่วงรู้ว่า เขาสามารถอ่านความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ จึงต้องนิ่งเงียบต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เอ่อ ท่านผู้มีน้ำใจ เหตุใดท่านจึงไปที่วัด อย่าบอกนะว่า ท่านจะไปบวชแล้วน่ะ เสียดายนะฮะ ท่านยังหนุ่มยังแน่น หากต้องบวช ก็คงน่าเสียดายแย่” นักรบจีบปากจีบคอ ดูเหมือนเจ้าของร่างนี้จะช่างพูดช่างจาไม่น้อยเลยนะ เขาถึงได้หาเรื่องคุยกับคนแปลกหน้าได้ ทั้งที่ปกติไม่ใช่คนช่างพูดช่างจาซักเท่าไหร่ “ถ้าข้าจะออกบวชเล่า เจ้าคิดว่าอย่างไร” “เอ่อ”“...คนที่โลกของผมนะ ถ้าไม่บวชตั้งแต่ยังเป็นเณร ก็คงบวชตอนแก่แล้ว วัยขนาดผมกับคุณน่ะ เขาไม่บวชกันหรอก เพราะต้องไปทำงาน หาเลี้ยงตัวเอง ยิ่งคนซามาร์ด้วยแล้ว คนหนุ่มๆ ที่จะบวชก็มีแต่คนอกหักเท่านั้นแหละ…” อีกครั้งที่เสียงในใจเขาดังขึ้น และบุรุษผู้นั้นก็ตั้งใจฟังอย่างตื่นตะลึง จนต้องเสหลบสายตา เพื่อมิให้อีกฝ่ายรู้ว่า เขากำลังตื่นตะลึงกับคำพูดของขันทีน้อยผู้นี้ “...โลกของผมงั้นหรือ เขาพูดอย่างกับว่า เขาไม่ใ
ต่อไปคงไม่มีใครมาวุ่นวายกับชีวิตน้อยๆ ของเขาในโลกบ้าๆ นี่แล้วละมั้งโอ๊ย! นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว น่าหวาดเสียวชิบหายไม่เพียงโถแก้วนั่นที่นักรบได้มาจากขันทีผู้นั้น เขายังกำชับอีกว่า ให้นักรบไปที่วัดอิงซื่อ ที่อยู่นอกวังหลวง โดยไม่ลืมมอบป้ายผ่านทางให้เขาเก็บไว้แสดงต่อหน้านายทหารเฝ้าประตูวังด้วย “นายน้อย แม่นมหลิ่วสั่งความแก่ข้าไว้ ไม่ว่าอย่างไร หากท่านมาเมืองหลวง และเข้ามาในวังสำเร็จแล้ว ก็ต้องเร่งไปหาแม่นมหลิ่วให้ได้นะฮะ” “อึม ผ เอ่อ ข้าจะรีบไป” นักรบกวาดสายตาผ่านทหารวังเฝ้าประตูใต้ พลางสำรวจไปทั่วบริเวณ จากวังหลวงที่สวยงามโอ่อ่า ความทรงจำของร่างนี้บอกเขาว่า มีอาคารนับร้อยหลังมีห้องมากมายถึง 9,999 ห้อง กำแพงสูงล้อมรอบแบ่งแยกชีวิตของผู้คน ภายนอกและผู้คนหลังกำแพงวังได้ชัดเจน ผู้คนในวัง ต่างมีหน้าตางดงามแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา หญิงสูงศักดิ์เกล้าผมอย่างปราณีตประดับเครื่องประดับแสดงยศฐาบรรดาศักดิ์สวมเสื้อคลุมตัวยาวปักลวดลายงดงาม ขณะที่นางกำนันเองก็แต่งกายตามแต่ว่าเจ้านายของตนเองจะมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด นี่ยังไม่รวมขุนนาง ที่สวมหมวกทรงสูง สวมเสื้อคลุม หลากสีตาม
เสียงทุบโครมครามดังมาจากหน้าประตู ปลุกให้นักรบสะดุ้งตื่น กระเด้งตัวลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่าคงมีเพื่อนทหารมาปลุกให้เขาตื่นไปพาน้องๆ พลทหารวิ่งรอบกองร้อย ทว่าภาพที่เห็นหลังแรกลืมตา กลับกลายเป็นว่า ตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้แข็งๆ ไม่ใช่ห้องนอนที่คุ้นเคยซะแล้ว “...ที่นี่ที่ไหนวะเนี่ย” เขากวาดสายตาไปรอบๆ พบว่าห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นนเลย ทั้งด้านหน้าและหลังห้องเป็นหน้าต่างไม้ดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน ยังไม่ทันจะได้คำตอบให้ตัวเอง เสียงทุบประตูก็ดังมา“เสี่ยวอันจือ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ”สิ้นเสียงนั้น คนข้างนอกก็ถีบประตูให้เปิดออก ตามมาด้วยชายคนหนึ่ง สวมหมวกทรงสูง เสื้อคลุมสีเขียวเข้มไร้ลวดลาย คาดทับด้วยสายคาดเอวสีดำก็เดินมา “นี่ เสี่ยวอันจื่อ เอาเสื้อผ้าพระสนมไปซักเดี๋ยวนี้” ท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากขันทีจีนโบราณอย่างแน่นอน ...ว่าแต่เขากำลังฝันอยู่ใช่ไหม อาการต้องแย่ขนาดไหนถึงฝันเห็นขันทีแบบนี้ได้เนี่ย ยังไม่ทันได้จับต้นชนปลายด้วยซ้ำ ตะกร้าสานใบใหญ่ใส่เสื้อผ้าผู้หญิงเต็มจนเกือบล้นก็ถูกโยนโครมเข้ามา ก่อนประ
ในสนามรบที่กลิ่นควันปืนเพิ่งจางไปในอากาศ หลังการเซ็นสัญญาหยุดยิงของผู้นำความมั่นคงแห่งซามาร์ “นักรบ” นายทหารชั้นประทวนหนุ่มคลานออกมาจากบังเกอร์ เหลียวซ้ายแลขวา กวาดสายตาไปรอบๆ พบว่าสหายร่วมรบต่างคลานออกมาจากบังเกอร์ไม่ต่างจากเขา ไกลออกไป ควันปืนจางไปแล้วนั้น เผยให้เห็นร่างทหารฝ่ายตรงข้ามทอดร่างบนพื้นดิน ในสภาพน่าสยดสยอง บ้างเหลือเพียงกองเลือด บ้างเหลือเพียงเข่าลงไปถึงเท้า บ้างเหลือเพียงข้อเท้า อันเป็นผลจากการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศแห่งซามาร์ ขณะที่ทหารฝ่ายตรงข้ามอีกส่วนหนึ่งต่างถอดชุดทหารออก วิ่งหนีจากความสยดสยองตรงหน้า หวังให้ตนเองหลุดพ้นจากความเป็นนักรบฝ่ายตรงข้าม คงมีเพียงทหารฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งกำลังคลานออกมาจากบังเกอร์ ทั้งที่มือข้างหนึ่งยังคงถือระเบิดเอาไว้ “พวกมึง ตาย!” เสียงแผดคำรามราวมัจจุราชที่พร้อมจะหยิบยื่นความตายให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทว่าทุกอย่างกลับผิดพลาด การสู้รบที่ยาวนาน ทำให้เขาอ่อนล้า ไร้เรื่อวแรงแม้แต่จะยืนหยัดต่อสู้ ประสาอะไรจะมีแรงขว้างลูกระเบิดในมือ จากหวังผลทำลายชีวิตคู่ต่อสู้ จึงกลายเป็นว่า เขาขว้างมันไม่พ้นตัว ตูม...แรงระเบิดดังสนั่น แร





