登入ซวยแล้วไง ยัยเจ้าขา ทำไมขี้ลืมขนาดนี้…
จึงตัดสินใจใส่แมสผ้าปิดบังใบหน้าที่เริ่มบวมลงมาจากชั้นบน ก่อนเดินเข้าครัวไปหาพี่อนงค์อีกครั้งเพื่อขอยาแก้แพ้
“พี่อนงค์จ๋า ที่บ้านมียาแก้แพ้ไหมคะ”
“ว๊าย คุณเจ้าขา ทำไมหน้าเป็นอย่างนี้คะ” เมื่ออนงค์เห็นดวงตากลมที่บวมจนใกล้จะปิดก็อุทานออกมาเสียงดังอย่างตกใจ
ปรเมศก์ที่ได้ยินเสียงต้องรีบลุกขึ้นมาดู เมื่อเห็นสภาพใบหน้าของชุติมณณ์ เขารีบหยิบกุญแจรถที่ชั้นวางของ ลากแขนเล็กของเธอพาขึ้นรถไปโรงพยาบาลทันที ขณะขับรถเขาเอ่ยถามเสียงเข้ม
“แพ้อะไร”
ชุติมณณ์ก้มหน้าลงแล้วอ้อมแอ้มตอบเบาๆ “กุ้งค่ะ…”
ปรเมศก์เผลอตวาดด้วยความหงุดหงิด
“กินไม่ได้ แล้วทำไมไม่บอก ปากมีไว้ทำไม”
ชุติมณณ์ที่ไม่เคยเห็นเจ้านายแสดงอารมณ์เช่นนี้ สะอึกไปทันที น้ำตาคลอเบ้า เธออธิบายเสียงสั่นๆ
“เจ้าขาเห็นพี่อนงค์ซื้อของมาแล้ว เลยไม่อยากให้วุ่นวายค่ะ อีกอย่างก็คิดว่าตัวเองไม่น่าลืมยาแก้แพ้…”
ปรเมศก์เหยียบคันเร่งรถหรูให้ทะยานตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง เพื่อให้ไปถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงชุติมณณ์ถูกพาเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อฉีดยาแก้แพ้ทันที แม้กระทั่งหมอที่ทำการรักษายังอดตำหนิไม่ได้ว่า ทั้งที่รู้ว่าตัวเองแพ้กุ้งอย่างรุนแรงยังกล้ากินเข้าไป คำเตือนของหมอทำให้เธอก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
ร่างสูงเห็นลูกแมวตัวโตของเขานั่งหูลู่คล้ายกำลังขวัญเสีย ก็อดสงสารไม่ได้ สีหน้าและท่าทีของเขาคลายลง เขาเดินไปนั่งข้างเตียงผู้ป่วย ที่หมอขอให้รอดูอาการอีกสักพัก ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ่อนลง
“แพ้อะไรอีกบ้าง”
“เยอะค่ะ…” ชุติมณณ์ตอบเสียงอ่อย
“ที่หนักๆ ก็จะมีพวกอาหารทะเล กินไม่ได้หมดเลยค่ะยกเว้นปลา แล้วก็แพ้มดตัวใหญ่ๆ แพ้หญ้า แพ้แมลงสาบ แพ้ขนแมว แพ้เกสรดอกไม้…”
ปรเมศก์ขมวดคิ้วก่อนถามเสียงขุ่น “แล้วเมื่อเช้าออกไปตัดหญ้าทำไม”
ชุติมณณ์ยิ้มเจื่อนๆ มองหน้าเจ้านายอย่างอายๆ
“ก็…เจ้าขาอยากช่วยพี่อนงค์ค่ะ อีกอย่างเจ้าขามีแมส มีแว่น… คิดว่าไม่น่าเป็นอะไร”
“แล้วเป็นยังไง นอกจากไม่ได้ช่วยแล้ว ยังวุ่นวายเพิ่มอีก” ปรเมศก์พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเหนื่อยใจ แต่ก็อดที่จะรู้สึกเอ็นดูในความมีน้ำใจและความร่าเริงสดใสของเธอไม่ได้
ขณะมองเธอที่นั่งอย่างสงบอยู่ข้างๆ เมื่อนึกถึงคำพูดของเธอเมื่อคืน เขาก็ตัดสินใจเอ่ยบางอย่างออกมา
“เจ้าขา คุณสนใจทำงานพิเศษให้ผมเพิ่มไหม” น้ำเสียงของเขาเปล่งออกมาคล้ายคนไม่มั่นใจ ซึ่งไม่ใช่สไตล์ของเจ้านายเธอเลยสักนิด
“งานพิเศษอะไรหรอคะท่านรอง” ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความสงสัย
เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยออกมา
“แสดงตัวว่าเป็นคนรักของผม ต่อหน้าคนในครอบครัวผมเท่านั้น”
ใบหน้าน่ารักนิ่งอึ้งคล้ายช็อกไปแล้วจนปรเมศก์ต้องเอ่ยเรียกสติอีกครั้ง
“ว่ายังไง สนใจไหม ค่าตอบแทนคุณเรียกมาได้เลย”
เธออยากจะบอกเขาว่า งานนี้ให้ทำฟรีเธอก็ทุ่มสุดตัว ไม่ต้องมีค่าตอบแทนก็ได้ แต่คำพูดกลับกลายเป็น
“ไม่เป็นไรค่ะท่านรอง เจ้าขายินดีช่วยเต็มที่ค่ะ”
“เอาเป็นว่า ทุกครั้งที่ต้องสวมบทบาทคนรักของผม ผมจะให้ครั้งละสามหมื่นแล้วกัน”
ชุติมณณ์พยักหน้ารัวเร็ว ไม่คิดแม้แต่จะต่อรองค่าตอบแทน ต่อให้ท่านรองจะให้สามบาทเธอก็เอา…
ปรเมศก์ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ทำไมเขาจะไม่เห็นดวงตาวาววับของเธอที่จ้องกลับมาด้วยความตื่นเต้น
ลูกแมวเจ้าเล่ห์…
คล้ายมีภาพซ้อนของลูกแมวตัวโตที่กำลังส่ายหางไปมาอย่างดีใจ ราวกับกำลังได้รับของเล่นที่โปรดปราน
“เริ่มงานเมื่อไหร่คะ” ชุติมณณ์ถามด้วยความตื่นเต้น
“เย็นนี้…”
“ตัวก็เล็กแค่นี้ แต่ทำให้พี่หลงจนไปไหนไม่ได้แล้วครับ”ความอ่อนโยนในสายตานั้นหายไปทันทีที่เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ท่าทางเปลี่ยนกลับเป็นเยือกเย็นดุดัน เขาก้าวออกจากห้องทำงาน เตรียมไปจัดการ คนที่กล้าสร้างปัญหาให้กับความสุขสงบของคนรักห้องประชุมเล็กจิรัฐติกาลเดินไปมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย แต่เมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นนอกห้อง ความวิตกในแววตาเธอเปลี่ยนเป็นพยายามสงบนิ่ง เธอพาตัวเองกลับไปนั่งอย่างสง่างามราวนางพญา เมื่อประตูถูกเปิดออกร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชา ตามด้วยเลขาส่วนตัวอย่างอัมพร และประจักษ์ที่เดินตามมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม เขานั่งลงที่หัวโต๊ะ ดวงตาคมไม่แม้แต่จะปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า“คุณทำแบบนี้กับแอ๋มทำไมคะ” เสียงของจิรัฐติกาลพยายามคงความมั่นคง“ผมทำหรือ” เสียงเยือกเย็นและแววตาคมกริบของปรเมศก์ตอกกลับ จนหญ
สัมผัสอ่อนโยนที่ซุกซนแทรกผ่านเนื้อผ้าชุดนอนบางเบา ค่อย ๆ ลูบไล้ไต่จากหน้าท้องแบนราบขึ้นสู่ทรวงอกอวบอิ่ม แรงสะกิดแผ่วเบาที่ยอดอกทำให้ร่างเล็กที่กำลังหลับใหลในความสุขเริ่มรู้สึกตัว“อื้อ~ ทำอะไรคะ… เจ้าขาง่วง” เสียงงัวเงียดังขึ้น พร้อมการพลิกตัวหนีสัมผัสที่รุกเร้าอย่างไม่ทันตั้งตัว“ก็นอนต่อสิครับ” เสียงทุ้มแสนอบอุ่นกระซิบชิดข้างใบหู ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะกดจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากนุ่มมือเล็กยกขึ้นดันใบหน้าของเขาออกทันที“เจ้าขายังไม่ได้แปรงฟันเลย ไม่เอาค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่นเขายิ้มขัน ก่อนกระซิบตอบเบา ๆ“สำหรับพี่… เจ้าขาหอมตลอดครับ”ดวงตากลมโตค่อยๆ ลืมขึ้น พร้อมกับใบหน้าน่ารักที่ประดับรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มที่สองข้างแก้ม“พี่เมฆทำให้เจ้าขาคิดว่า ถ้าโปรโมชั่นของพี่เมฆหมด
เวลาที่มีความสุขมักผ่านไปไวเสมอ เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันจันทร์อีกแล้ว วันนี้ชุติมณณ์เดินทางมาทำงานพร้อมปรเมศก์เช่นทุกครั้ง แต่คราวนี้ต่างออกไป เพราะอีกเพียงสองสัปดาห์เธอก็จะต้องหยุดทำงานตามที่เขาสั่งไว้ ยิ่งนับวันอาการ ติดกลิ่นเขาก็ยิ่งหนักขึ้นจนแก้ไม่ตก เช้านี้เธอถึงขั้นพกเสื้อนอนของเขามาทำงานด้วย ถ้าไม่ได้ดมจะเวียนหัวจนทำอะไรไม่ไหวเลยจริงๆ“ต๊ายย มาทำงานทำไมยะ” เสียงศรรัณย์ดังขึ้นทันทีที่เธอเดินเข้าแผนก“สวัสดีค่ะ เจ๊ส้มโอ” ชุติมณณ์ยิ้มกว้างตอบรับ“แหม… เจ้าขาท้องนะคะ ไม่ได้ป่วยสักหน่อย นี่ก็มีคนท้องหลายคนที่ยังมาทำงานได้”“แต่บริบทมันต่างกันย่ะ เธอน่ะคนโปรดท่านรองเชียวนะ”ชุติมณณ์หัวเราะพลางยกมือไหว้หัวหน้าแผนกที่เพิ่งเดินเข้ามาพอดี“สวัสดีค่ะพี่ปละ…”แต่ดูเหมือนปารณีจะมัวแต่คิดเรื่องอ
บรรยากาศที่พูลวิลล่าติดชายหาดส่วนตัวสงบเงียบจนได้ยินเสียงคลื่นซัดเบาๆ ดวงตากลมโตของชุติมณณ์เป็นประกาย ตื่นตาตื่นใจราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้มาทะเล แถมยังมาในสถานที่ที่สวยหรูเกินฝัน บ้านพักขนาดใหญ่ที่มีถึงสี่ห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง แถมมีห้องแม่บ้านแยกต่างหากอยู่ด้านหลังอีกหนึ่งห้อง พูลวิลล่าหลังนี้เป็นของอนันต์ ซึ่งซื้อไว้ให้ลูกชายพาเพื่อนมาปาร์ตี้ เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือ “ชีวิตจริง” ของตัวเองเธอเดินสำรวจรอบบ้านพักอย่างตื่นเต้นเหมือนเด็กวิ่งในสนามเด็กเล่น พอเห็น อนงค์ กับ สุทิน ช่วยกันขนของลงจากรถ เธอเองก็อยากเข้าไปช่วย แต่พอหันไปสบตาดุๆ ของคุณพ่อทูนหัวที่นั่งทำงานอยู่ในบ้าน ความตั้งใจนั้นก็เปลี่ยนทันทีเป็นการเดินสำรวจต่อแทน“เฮ้อ… เจ้าขาเป็นแค่คนท้องค่ะ ไม่ได้ป่วยนะคะ ทำไมถึงห่วงขนาดนี้!” เธอบ่นเบาๆ กับตัวเอง แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
“นั่งลงเถอะ”ดวงตาคมไม่ต่างจากบุตรชายมองลูกสะใภ้ที่ได้มาแบบงงๆ เขารับรู้เรื่องการจดทะเบียนสมรสของลูกชายแล้ว แม้จะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจปรเมศก์ช่วยพยุงเธอกลับไปนั่งบนเตียงและปรับหัวเตียงให้เธอนั่งสบายที่สุด จากนั้นเขาหันไปเผชิญหน้ากับบิดาที่กำลังมองภรรยาตัวเองด้วยสายตาไม่พอใจ“มาอาละวาดที่นี่ทำไม” อนันต์ถามเสียงเรียบมาลาวดีรีบสวนกลับทันที “ฉันก็ไม่ได้อยากมา แต่ลูกชายตัวดีของคุณทำกับตาไม้ขนาดนี้ ฉันจะอยู่เฉยได้ยังไง!”อนันต์รับเอกสารจากวุฒิชัยมาก่อนส่งให้ปัธนัย ดวงตาเหยี่ยวจ้องลูกชายคนเล็กเขม็ง น้ำเสียงที่ทรงอำนาจเอ่ยถาม“แกทำจริงไหม”ปัธนัยรับเอกสารมาดู ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นเนื้อหาในนั้น มันเป็นสัญญาที่เขาเซ็นร่วมทุนกับเพื่อนๆ และชาวต่างชาติ“ผมไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่
“อ้าว เจ๊ส้มโอ มีอะไรหรือเปล่าคะ” ชุติมณณ์ละสายตาจากหน้าจอทีวี มองศรรัณย์ที่เดินกลับเข้ามาในห้องพักของโรงพยาบาลด้วยความแปลกใจ“ก็สาหล่อนน่ะสิ ติดธุระเลยให้เจ๊มาอยู่เป็นเพื่อนก่อน” ศรรัณย์จีบปากจีบคอพูด พลางวางกระเป๋าลง“พี่อนงค์ก็อยู่ค่ะ พรุ่งนี้เป็นวันทำงานต้องตื่นเช้า เจ๊ส้มโอกลับไปพักก่อนดีกว่า เจ้าขาเกรงใจ”“โอ๊ย! โรงพยาบาลกับที่พักเจ๊ห่างกันแค่ห้ากิโลเอง อยู่เมาท์กับลูกสาวดีกว่า กลับไปพี่น็อตก็ยังทำโอทีไม่เลิกงานอยู่ดี” ศรรัณย์นั่งลงที่โซฟา ก่อนเหลือบมองหน้าจอทีวี“ดูซีรีย์อะไรหรือเจ้าขา”“ซีรีย์จีนพีเรียดค่ะ เรื่องนี้พระเอกหล่อมาก แต่น้อยกว่าท่านรองนิดนึง คริคริ”“แหวะ ไม่หลงหลัวเลยนะยะ”“แรร์ไอเทมค่ะคนนี้” เธอพูดพลางหัวเราะอารมณ์ดี พยายามปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ตามคำแนะนำของหมอที่บอกว่าความเครียดส่งผลต่อลูกในท้องทั้งสามคน รวมอนงค์ที่เป็นขาประจำนั่งดูซีรีย์ด้วยกันที่บ้านทุกเย็น เมาท์มอยเกี่ยวกับเรื่องราวในซีรีย์กันอย่างสนุกสนาน จนไม่ทันสังเกตว่ามีใครอีกคนเดินเข้ามาในห้อง ร่างสูงยืนมองคนตัวเล็กบนเตียงผู้ป่วยที่สดใสขึ้นจากเดิมมาก ด้วยความพอใจปรเมศก์ที่กลับจากบ้านหลังไปอาบน้ำเปลี
รถ MPV คันหรูแล่นเข้าสู่โครงการบ้านจัดสรรระดับหรูที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ชุติมณณ์รู้ดีว่าราคาของบ้านในโครงการนี้เริ่มต้นไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท เพราะเป็นหนึ่งในโครงการของสว่างวงศ์กรุ๊ปที่เธอทำงานอยู่ แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าปรเมศก์ ระดับเจ้านายของเธอ จะเลือกใช้ชีวิตในแบบบ้านที่เล็กที่สุดของโครงกา
เช้าวันสำคัญในชีวิต… “สวัสดีค่ะ คุณชุติมณณ์ใช่ไหมคะ” เสียงเรียบแต่เป็นทางการดังขึ้นจากหนึ่งในคณะกรรมการ ดวงตากลมโตของชุติมณณ์เผยความตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย แม้เธอพยายามเก็บซ่อนมันไว้ วันนี้เป็นวันสัมภาษณ์งานของเธอที่ สว่างวงศ์กรุ๊ป บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอาณาจักรธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า โรงแ
“ไปซอยอินทามระนะคะ” เธอบอกสุทินแล้วถอยตัวกลับมานั่งเรียบร้อยปรเมศก์มองเธอเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลง เขาทำเหมือนสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเต้นระรัว ราวกับเป็นครั้งแรกที่มีใครทำให้เขาหวั่นไหวได้เช่นนี้ดวงตาคมมองตามเส้นทางที่รถเลี้ยวเข้าไปอย่างเงียบๆ ขณะสุทินขับไปตามที่อยู่ที่ชุติมณณ์บอก ในที่สุดก็ถึงหน้าหอพัก
ขณะอุ้มร่างเล็กที่ตัวเบาหวิวในอ้อมแขน ปรเมศก์เอ่ยเสียงทุ้มหนักแน่นกับอัมพรที่เดินตามหลังมา“บอกสุทินให้เอารถมารอหน้าร้าน เดี๋ยวผมจะไปส่งพนักงานคนนี้เอง”แม้จะประหลาดใจอย่างมาก แต่อัมพรก็ยึดคติว่า เรื่องของเจ้านาย ลูกน้องไม่ยุ่งเธอจึงต่อสายหาคนขับรถทันที ไม่นานนักสุทินก็มาถึงด้วยรถ MPV หรู ที่ค่าตั







