Masuk
เช้าวันสำคัญในชีวิต…
“สวัสดีค่ะ คุณชุติมณณ์ใช่ไหมคะ” เสียงเรียบแต่เป็นทางการดังขึ้นจากหนึ่งในคณะกรรมการ ดวงตากลมโตของชุติมณณ์เผยความตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย แม้เธอพยายามเก็บซ่อนมันไว้ วันนี้เป็นวันสัมภาษณ์งานของเธอที่ สว่างวงศ์กรุ๊ป บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอาณาจักรธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงสินค้าในเครืออื่นๆ การได้รับโอกาสให้เข้ามาสัมภาษณ์ที่นี่ถือเป็นความฝันของใครหลายคน สิ่งที่ทำให้เธอมีโอกาสมานั่งตรงนี้คือโครงการของผู้บริหารใหม่ไฟแรง ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรองประธานได้สองปี เขามีวิสัยทัศน์ในการเปิดโอกาสให้นักศึกษาจบใหม่ได้แสดงศักยภาพ และเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ชุติมมณณ์ยืนอยู่ตรงข้ามกับคณะกรรมการทั้งห้าท่าน ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ ห้องสัมภาษณ์ เห็นเก้าอี้ทั้งหมดห้าตัว แต่ตรงกลางกลับว่างเปล่า เธอสูดลมหายใจลึก รวบรวมความมั่นใจ ก่อนจะเริ่มแนะนำตัว “สวัสดีค่ะ ดิฉันชุติมณณ์ รอดศรีสมาน อายุ 22 ปี” น้ำเสียงของเธอแม้จะพยายามมั่นคง แต่หัวใจก็ยังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณให้พวกเราฟังหน่อยค่ะ” คณะกรรมการหญิงที่นั่งริมสุดเอ่ยขึ้น “ดิฉันมีชื่อเล่นว่าเจ้าขาค่ะ ขออนุญาตแทนตัวเองว่าเจ้าขานะคะ เจ้าขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการตลาดจากมหาวิทยาลัย…” เธอเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างตั้งใจ แต่ในระหว่างนั้นก็ไม่วายสังเกตเห็นแววตาเคร่งขรึมจากคณะกรรมการชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ทางซ้าย “ขอถามตรง ๆ ครับ ทำไมเราถึงต้องเลือกคุณ จากเรซูเม่ของคุณแล้ว คุณไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้วยซ้ำ” น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น คำถามนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนดูถูก และมันทำให้กดดัน ความกังวลในใจเพิ่มขึ้น ชุติมณณ์รีบตั้งสติ “ในเรื่องของชื่อเสียงมหาวิทยาลัย อาจจะสู้คนอื่นไม่ได้ค่ะ แต่หากมองในแง่ของความอดทนและความมุ่งมั่น เจ้าขาได้ทำงานพาร์ทไทม์มาตลอดสิบปีที่ผ่านมา แต่ละที่เจ้าขาทำงานไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่งนั่นแสดงถึงความรับผิดชอบ และความอดทนต่อการทำงานค่ะ และจากเกรดเฉลี่ย 4.00 ของเจ้าขาก็แสดงให้เห็นว่าดิฉันมีความสามารถในการเรียนรู้และพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อให้การทำงานของบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ” สิ้นเสียงของเธอ เสียงปรบมือเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ชุติมณณ์หันไปตามเสียง พบกับชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา เขาตัวสูงมาก ในชุดสูทสีกรมท่าเดินเข้ามา ดวงตาคมของเขาจ้องมองเธอด้วยแววตาที่อ่านยาก “ตอบได้ดี ผมรับคุณเข้าทำงาน หวังว่าคุณจะทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มที่” เขาพูดเพียงสั้น ๆ ก่อนหันไปหาคณะกรรมการ “ที่เหลือพวกคุณจัดการต่อ ผมต้องไปประชุมต่อ” “ครับ/ค่ะ ท่านรอง” คณะกรรมการทั้งห้ายืนขึ้นพร้อมกัน เคารพชายหนุ่มที่เดินออกไปจากห้อง ชุติมณณ์มองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้สึกว่าคำพูดของเขาเหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้เธออยากพิสูจน์ตัวเอง “เจ้าขาจะไม่ทำให้ท่านรองผิดหวังแน่นอนค่ะ” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง และเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เธอก็ได้รับข่าวดีว่าได้เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานทั่วไปฝ่ายการตลาด ปรเมศก์ หรือคุณเมฆ รองประธานหนุ่มวัย 28 ปี ซึ่งเป็นทายาทคนโตของตระกูลสว่างวงศ์ ชายผู้มีความสามารถและเสน่ห์ดึงดูดอย่างไม่มีใครเทียบได้ ทั้งรูปลักษณ์สูงสง่า ความเฉลียวฉลาด และความเป็นผู้นำ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดาพนักงานหลายคนจะหลงใหลในตัวเขา จนถึงขั้นมีกลุ่มแฟนคลับของท่านรองที่รวมตัวกันในบริษัท และไม่ทันไร ชุติมณณ์ก็พบว่าตัวเองกลายเป็นหนึ่งในแฟนคลับของเขาโดยไม่รู้ตัว…“ข่าวลืออะไรคะ”“ฉันเล่าๆ” ไปรยารีบออกตัว“เมื่อสัปดาห์ก่อนมีประชุมเกี่ยวกับสินค้าตัวใหม่ คนที่เข้าประชุมเขาออกมาเม้าท์กัน ว่าสินค้ามันมีปัญหาวัสดุไม่ได้คุณภาพ หน้าท่านรองนี่เหมือนมีเมฆดำปกคลุมตลอดเวลา อยู่ๆ ท่านรองก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เขาเล่ากันว่า พอดูเสร็จท่านรองก็หลุดยิ้มออกมา จากนั้นบรรยากาศในห้องประชุมก็เปลี่ยนไป ท่านรองให้โอกาสฝ่ายผลิตไปจัดการปัญหาโดยไม่ต่อว่าสักคำ มีคนใจกล้าถามท่านรองในที่ประชุมว่า…” ไปรยาหยุดพูดให้เรื่องราวดูน่าตื่นเต้น“ว่าอะไรแก” เธอที่ลุ้นกับเรื่องเล่า เร่งให้เพื่อนพูดต่อ“ผู้จัดการฝ่ายการผลิตที่เป็นญาติห่างๆ ของท่านรอง ถามว่า… มีข่าวดีอะไรหรือเปล่าคะ แกรู้ไหมว่าท่านรองตอบว่าอะไร”เธอพยายามนึกภาพของเขาในบรรยากาศห้องประชุม แต่ก็นึกไม่ออก เพราะไม่เคยมีโอกาสได้เข้าประชุมร่วมกับผู
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องพัก ชุติมณณ์ในชุดคลุมอาบน้ำผ้าฝ้ายสีหวานกำลังวิดีโอคอลกับชลดา มารดาของเธอที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวนหน้าบ้าน หลังจากเพิ่งทำกายภาพบำบัดเสร็จ ใบหน้าของชลดาเปื้อนเหงื่อเล็กน้อย แต่ยังคงเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“วันนี้แม่เป็นยังไงบ้างคะ” เธอถามเสียงใส ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความห่วงใย“ดีขึ้นแล้วจ้ะลูก อิงอรเขาดูแลแม่ดีมาก เจ้าขาไม่ต้องห่วง” ชลดาตอบพลางส่งยิ้มอบอุ่นนับจากวันผ่าตัดใหญ่เมื่อสองเดือนก่อน การฟื้นตัวของมารดาเธอเป็นไปได้ดีมาก อาการอ่อนแรงที่แขนขาซีกขวาค่อยๆ ดีขึ้นด้วยการทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง ปรเมศก์จัดการซื้อบ้านชั้นเดียวหลังใหม่ที่มีสนามหญ้ากว้างๆ เพื่อความสะดวกสบายในการทำกายภาพบำบัดของแม่ยายโดยเฉพาะการป่วยครั้งนี้ทำให้ชลดาเข้าใจชีวิตมากขึ้น ชั่วขณะหนึ่งก่อนที่เธอจะหมดสติ ภาพในอดีตต่างๆ ที่เคยทำร้ายบุตรสาวคนโตย้อนกลับเข้ามาคล
“คุณเจ้าขา ระวังล้มนะคะ” เสียงเตือนของ ปัณวีร์ หรือแนน บอดี้การ์ดสาวดังขึ้นเบื้องหลังร่างเล็กชะลอเท้าลงเล็กน้อย แต่หัวใจกลับเต้นระส่ำไปไกลถึงหน้าห้องผ่าตัดแล้ว แม้จะลดความเร็วในการก้าวเดิน แต่ความกังวลในใจกลับเร่งรัดให้เธอก้าวต่อไปอย่างรวดเร็วเมื่อมาถึงหน้าห้องผ่าตัด ดวงตาเธอก็สะดุดกับร่างของ ชิชานันท์ น้องสาวที่กำลังเดินวนไปมาด้วยท่าทีร้อนรนอยู่ที่หน้าประตู ความห่วงใยพุ่งพล่านจนชุติมณณ์ไม่อาจหยุดยั้งตัวเอง เธอเร่งวิ่งเข้าไปหาโดยลืมความเหนื่อยล้าของร่างกาย“เจ้านาง แม่เป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความร้อนรน แม้จะหอบเล็กน้อยชิชานันท์หยุดเดิน มองพี่สาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความกังวล แต่เธอก็ยังคงสังเกตเห็นบางอย่างในตัวพี่สาวที่ดูแปลกไป ทว่าในเวลานี้เธอไม่มีเวลามาคิดให้มากความ จึงรีบสลัดความคิดนั้นออกไป“หมอเอาเอกสารมาให้เซ็นเมื่อก
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราววุ่นวายที่จิรัฐติกาลพยายามก่อขึ้นเพื่อทำลายชื่อเสียง ชีวิตของชุติมณณ์ก็ดูเหมือนจะกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง หากไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับมารดาที่ยังคงห่างเหิน ราวกับมีเงามืดเล็ก ๆ คอยกดทับหัวใจ แต่เธอยังโชคดีที่มี ชิชานันท์ น้องสาวผู้เป็นเหมือนสะพานเชื่อม ส่งข่าวเกี่ยวกับมารดามาให้เธอรับรู้ แม้จะไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้เธอรู้ว่ามารดายังคงสบายดีน้องสาวของเธอโตขึ้นมากจากการต้องเผชิญปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ชิชานันท์เริ่มต้นทำงานพิเศษเพื่อหาเงินด้วยตัวเอง แม้เธอจะภูมิใจในความพยายามของน้องสาว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารลึก ๆ กับความเหน็ดเหนื่อยที่ชิชานันท์ต้องเผชิญปรเมศก์กลับมองต่างออกไป เขาแนะนำให้เธอคอยดูแลน้องสาวอยู่ห่าง ๆ เพื่อให้อุปสรรคในชีวิตกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้ชิชานันท์แข็งแกร่งและเติบโตขึ้นสำหรับตัวเธอเอง การลาออกจากงานประจำทำให้บทบาทในชีวิตเปลี่ยนไป เธอมี
“ตัวก็เล็กแค่นี้ แต่ทำให้พี่หลงจนไปไหนไม่ได้แล้วครับ”ความอ่อนโยนในสายตานั้นหายไปทันทีที่เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ท่าทางเปลี่ยนกลับเป็นเยือกเย็นดุดัน เขาก้าวออกจากห้องทำงาน เตรียมไปจัดการ คนที่กล้าสร้างปัญหาให้กับความสุขสงบของคนรักห้องประชุมเล็กจิรัฐติกาลเดินไปมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย แต่เมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นนอกห้อง ความวิตกในแววตาเธอเปลี่ยนเป็นพยายามสงบนิ่ง เธอพาตัวเองกลับไปนั่งอย่างสง่างามราวนางพญา เมื่อประตูถูกเปิดออกร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชา ตามด้วยเลขาส่วนตัวอย่างอัมพร และประจักษ์ที่เดินตามมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม เขานั่งลงที่หัวโต๊ะ ดวงตาคมไม่แม้แต่จะปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า“คุณทำแบบนี้กับแอ๋มทำไมคะ” เสียงของจิรัฐติกาลพยายามคงความมั่นคง“ผมทำหรือ” เสียงเยือกเย็นและแววตาคมกริบของปรเมศก์ตอกกลับ จนหญ
สัมผัสอ่อนโยนที่ซุกซนแทรกผ่านเนื้อผ้าชุดนอนบางเบา ค่อย ๆ ลูบไล้ไต่จากหน้าท้องแบนราบขึ้นสู่ทรวงอกอวบอิ่ม แรงสะกิดแผ่วเบาที่ยอดอกทำให้ร่างเล็กที่กำลังหลับใหลในความสุขเริ่มรู้สึกตัว“อื้อ~ ทำอะไรคะ… เจ้าขาง่วง” เสียงงัวเงียดังขึ้น พร้อมการพลิกตัวหนีสัมผัสที่รุกเร้าอย่างไม่ทันตั้งตัว“ก็นอนต่อสิครับ” เสียงทุ้มแสนอบอุ่นกระซิบชิดข้างใบหู ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะกดจูบหนัก ๆ ลงบนริมฝีปากนุ่มมือเล็กยกขึ้นดันใบหน้าของเขาออกทันที“เจ้าขายังไม่ได้แปรงฟันเลย ไม่เอาค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่นเขายิ้มขัน ก่อนกระซิบตอบเบา ๆ“สำหรับพี่… เจ้าขาหอมตลอดครับ”ดวงตากลมโตค่อยๆ ลืมขึ้น พร้อมกับใบหน้าน่ารักที่ประดับรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มที่สองข้างแก้ม“พี่เมฆทำให้เจ้าขาคิดว่า ถ้าโปรโมชั่นของพี่เมฆหมด
“จะให้ท่านรองโดยสารลิฟต์ขึ้นมาก่อนโดยสวัสดิภาพอ่ะสิคะ” ชุติมณณ์ตอบด้วยเสียงใสจนบรรยากาศดูมีชีวิตชีวาขึ้นปรเมศก์อดที่จะยิ้มไม่ได้ เมื่อฟังบทสนทนานั้น เขาไม่คิดมาก่อนว่าพนักงานที่มีท่าทีอารมณ์ดีและฮัมเพลงอย่างร่าเริงในลิฟต์ จะกลายเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในแผนกบริหารคลายลงได้มากขนาดนี้ จากบทสน
กริ๊ง~ กริ๊ง~ เสียงโทรศัพท์สำนักงานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง“เจ้าขา รับโทรศัพท์ให้พี่หน่อย” เสียงของปารณีดังมาจากหน้าประตูแผนกการตลาด ชุติมณณ์รีบละมือจากงานแล้ววิ่งไปที่โต๊ะหัวหน้างานของตน เธอรับสายอย่างรวดเร็ว“สวัสดีค่ะ ดิฉันชุติมณณ์ รับสายแทนหัวหน้าฝ่ายการตลาดค่ะ”“สวัสดีค่ะ ดิฉันอัมพรจากแผนกบริหาร
ซวยแล้วไง ยัยเจ้าขา ทำไมขี้ลืมขนาดนี้…จึงตัดสินใจใส่แมสผ้าปิดบังใบหน้าที่เริ่มบวมลงมาจากชั้นบน ก่อนเดินเข้าครัวไปหาพี่อนงค์อีกครั้งเพื่อขอยาแก้แพ้“พี่อนงค์จ๋า ที่บ้านมียาแก้แพ้ไหมคะ”“ว๊าย คุณเจ้าขา ทำไมหน้าเป็นอย่างนี้คะ” เมื่ออนงค์เห็นดวงตากลมที่บวมจนใกล้จะปิดก็อ
รถ MPV คันหรูแล่นเข้าสู่โครงการบ้านจัดสรรระดับหรูที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ชุติมณณ์รู้ดีว่าราคาของบ้านในโครงการนี้เริ่มต้นไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท เพราะเป็นหนึ่งในโครงการของสว่างวงศ์กรุ๊ปที่เธอทำงานอยู่ แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าปรเมศก์ ระดับเจ้านายของเธอ จะเลือกใช้ชีวิตในแบบบ้านที่เล็กที่สุดของโครงกา







