ตอนที่ 5 : ครั้งแรกของการสอนภาษาญี่ปุ่น
เสาร์เช้า
เมย์นั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องพัก กางสมุดโน้ตและหนังสือภาษาญี่ปุ่นออกมาวางเรียง ดินสอสีต่างๆ เรียงอยู่ด้านข้าง แก้วชาอุ่นๆ วางอยู่มุมโต๊ะ
เธอมองสิ่งที่เตรียมไว้
แล้วก็ถามตัวเองว่าเตรียมมากเกินไปไหม
นัดสอนภาษาญี่ปุ่นครั้งแรก บ่ายโมง ที่ห้องสมุดชั้นสอง โซนโต๊ะทำงานส่วนตัว
เธอเตรียมแผนการสอนคร่าวๆ ไว้แล้ว เริ่มจากประเมินระดับก่อน ว่าริวอยู่ตรงไหน เพราะถ้าเขาพูดญี่ปุ่นได้อยู่แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะสอนตั้งแต่ต้น แต่ถ้าสำนวนวิชาการหรือธุรกิจยังอ่อนอยู่ ก็ต้องวางแผนอีกแบบ
โอเค เตรียมพอแล้ว…เธอบอกกับตัวเอง แล้วก็เปิดหนังสือขึ้นอ่านเพื่อฆ่าเวลา แต่อ่านได้ไม่ถึงสองหน้าก็วางลง
เมเปิ้ลนอนอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม กำลังสตรีมเกมส์ผ่านโทรศัพท์ด้วยหูฟัง และพูดคุยกับคนดูด้วยเสียงเบาๆ เพราะรู้ว่าเมย์กำลังเตรียมการสอน แต่ก็ยังหันมามองเมย์เป็นระยะ
"อย่ามองแบบนั้นได้ไหม" เมย์พูดโดยไม่ต้องหันไปดู
เมเปิ้ลกดปุ่มหยุดชั่วคราวในสตรีม "ฉันแค่มองปกติ"
"มองแบบแกล้ง"
"อ๊ะ ฉันทำแบบนั้นด้วยเหรอ?" เมเปิ้ลทำเสียงแปลกใจเกินจริง แล้วก็ยิ้ม
"แก มันแค่การสอนภาษาญี่ปุ่น ไม่ใช่เดต"
"รู้"
"แล้วทำไมถึงเปลี่ยนเสื้อสองรอบ?"
เมย์เงียบ
"เมย์?"
"ปิดปากไปเลยนะ"
เมเปิ้ลหัวเราะเบาๆ แล้วกดปุ่มสตรีมเกมส์ต่อ
เมย์มองชุดนักศึกษาที่ใส่อยู่ในกระจก เหมือนกันทุกวันไม่มีอะไรพิเศษ สะอาด เรียบร้อย และไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องพิเศษกว่านี้
เธอหยิบกระเป๋า เก็บหนังสือและสมุดโน้ตลงไป
"ไปแล้วนะ"
"สู้ๆ นะ~" เมเปิ้ลพูดยาวพร้อมโบกมือโดยไม่หันมามอง
เมย์ปิดประตู
ณ ห้องสมุดชั้นสองโซนโต๊ะส่วนตัวมีผนังกั้นเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่ละบล็อกมีโต๊ะและเก้าอี้สองตัว ไฟอ่านหนังสือให้แสงอุ่น เงียบพอที่จะพูดคุยได้โดยไม่รบกวนคนอื่น
เมย์เดินเข้ามาบล็อกที่นัดไว้
ริวมาก่อนแล้ว นั่งอยู่ข้างหนึ่ง โน้ตบุ๊คเปิดอยู่บนโต๊ะ แก้วกาแฟดำวางข้างๆ เสื้อยืดสีเทาเข้ม กางเกงสีน้ำตาล ผมเรียบ มือหนึ่งถือปากกากำลังจดอะไรบางอย่าง
เขามองขึ้นเมื่อได้ยินเสียงก้าวเท้า
"สวัสดีครับ เซนเซย์" (เซนเซย์ แปลว่า อาจารย์)
"สวัสดีค่ะ" เมย์วางกระเป๋าลง นั่งลงตรงข้าม หยิบหนังสือออกมาวาง
"มาแต่เช้าเลยนะคะ"
"มีงานค้างอยู่ก็เลยมาก่อนครับ" เขาพูดปิดโน้ตบุ๊ค "ผมพร้อมแล้วครับ เซนเซย์"
เมย์แอบยิ้มมุมปากกับสรรพนามที่ลูกศิษย์คนใหม่เรียก เมย์จัดหนังสือและสมุดโน้ตวางบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
"งั้นเซนเซย์ขอประเมินระดับก่อนได้ไหมคะ? อยากรู้ว่าภาษาญี่ปุ่นอยู่ระดับประมาณไหน เมย์จะได้วางแผนการสอนถูก"
ริวพยักหน้า
"ลองพูดญี่ปุ่นให้ฟังได้เลยค่ะ อะไรก็ได้ที่นึกออก"
ริวนิ่งอยู่วินาทีหนึ่ง แล้วก็พูด
"おはようございます。今日はよろしくお願いします。日本語は父から少し教わりましたが、ビジネスや学術的な表現はあまり得意じゃないと思います。"
เมย์ฟัง
สำเนียงดี น้ำเสียงเป็นธรรมชาติ ไม่มีการออกเสียงผิดเลย แต่เขาพูดช้าๆ อย่างระมัดระวัง และประโยคที่เลือกใช้เป็นแบบพื้นฐาน ไม่ซับซ้อน
"ดีมากเลยค่ะ สำเนียงดีมาก ฐานภาษาแข็งแรง" เธอพูดพลางจดโน้ต "แต่ริวพูดถูกว่าสำนวนวิชาการและธุรกิจภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยถนัด ถ้าอย่างนั้นลองอ่านประโยคนี้ได้ไหมคะ?"
เธอเปิดหนังสือไปยังหน้าที่มีข้อความทางธุรกิจ ดันไปให้ริว
ริวมองข้อความ อ่านออกเสียงช้าๆ บางคำสะดุดเล็กน้อย
"ตรงนี้ค่ะ" เมย์เลื่อนนิ้วไปที่คำที่ริวอ่านผิดเสียง "คำนี้อ่านว่า けんとう (kentou) ไม่ใช่ けんどう (kendou) ค่ะ ความหมายต่างกันมากเลยนะคะ けんとう (kentou) แปลว่าการพิจารณา ส่วน けんどう (kendou) คือวิชาดาบ"
ริวมองคำนั้น แล้วก็อ่านซ้ำอย่างถูกต้อง
"แบบนี้ครับ?"
"ถูกต้องค่ะ" เมย์จดโน้ตต่อ "ริวเรียนรู้เร็วมากนะคะ"
"ฟังแค่ครั้งเดียวก็พอแล้วครับ ถ้าออกเสียงถูก"
นั่นก็จริง เมย์คิดในใจ คนที่มีพื้นฐานภาษาดีแค่ต้องการเติมช่องว่างตรงจุดที่ขาด ไม่ต้องสอนใหม่ทั้งหมด
"งั้นเราเน้นไปที่สำนวนธุรกิจและวิชาการก็ได้ค่ะ เริ่มจากหมวดการติดต่อสื่อสารในงานก่อน เพราะน่าจะใช้ได้จริงในอนาคต"
"ได้ครับ"
ทั้งคู่เริ่มเรียนอย่างจริงจัง เมย์สอน ริวฟังและจด เป็นนักเรียนที่น่าสอนในแบบที่ทำให้ผู้สอนไม่รู้สึกว่าเสียเวลา เขาถามเมื่อไม่เข้าใจ ไม่ถามเพื่อแสดง และเมื่อเข้าใจแล้วก็ไม่ถามซ้ำ
สิบห้านาทีผ่านไป…
"ลองแต่งประโยคจากคำศัพท์ที่เรียนไปได้ไหมคะ?" เมย์พูด "อะไรก็ได้ที่นึกได้"
ริวคิดอยู่ครู่
แล้วพูด
"ご迷惑をおかけして、大変申し訳ございませんでした。" (Gomeiwaku o okake shite taihen mōshiwakegozaimasendeshita.)
เมย์ฟัง แล้วก็หยุดพิมพ์โน้ต
"แปลว่าอะไรคะ?"
"ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนครับ" ริวพูดเสียงเรียบ "ใช้ได้ไหม?"
เมย์มองหน้าเขา
ดวงตาคู่นั้นมองตรงมาที่เธอ ไม่ได้แสดงออกอะไรพิเศษ แต่บางอย่างในนั้นทำให้เมย์รู้สึกว่าประโยคนั้นไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อฝึกภาษาล้วนๆ
"ใช้ได้ค่ะ" เธอตอบ เสียงนิ่ง "และถูกต้องทั้งไวยากรณ์และสำนวนค่ะ"
"ดีครับ"
บรรยากาศระหว่างสองคนเงียบลงวินาทีหนึ่ง
แล้วก็มีเสียงก้าวเท้าดังเข้ามาในบล็อก
"เจอแล้ว~!"
เมย์สะดุ้ง หันไปมองทันที
ชายหนุ่มรูปร่างสูงเกือบเท่าริว ผมสีน้ำตาลอ่อนทรงธรรมชาติ ยิ้มกว้างราวกับเพิ่งเจอคนที่ตามหามาทั้งวัน ยืนอยู่ที่ปากทางเข้าบล็อก มือหนึ่งถือขนมปังกัดไปครึ่งหนึ่ง อีกมือโบก
ริวมองขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แสดงออกชัดเจนที่สุดตั้งแต่เมย์รู้จักเขามา นั่นคือสีหน้า ทำไมแกถึงอยู่ตรงนี้
"ไงมึง…ห้องสมุด เสียงเบาๆหน่อย"
"อ้าว ทำไมทำหน้าแบบนั้น กูมาหามึงนะ ไม่ใช่มารบกวน" ภาคพูดพลางก้าวเข้ามาในบล็อกอย่างสบายใจ สายตาเหลือบไปที่เมย์ และยิ้มกว้างขึ้นทันที
"อ้อ สวัสดีครับ ผมภาคครับ ริวพูดถึงผมบ้างไหม?"
เมย์กะพริบตา "สวัสดีค่ะ น้องภาค..."
"เพื่อนสนิทก็ใช่ แต่จริงๆ สนิทกันตั้งแต่ประถมเลยครับ" ภาคนั่งลงข้างๆ ริวอย่างเป็นธรรมชาติ "ผมเป็นเพื่อนสนิทกับไอริวมันมาตั้งแต่เด็ก รู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้ว เรียกได้ว่ารู้เรื่องริวทุกเรื่องเลยครับพี่เมย์"
ริวมองภาค "ไม่ใช่ทุกเรื่อง"
"งั้น…เรื่องที่เกี่ยวกับมัน ส่วนมากผมรู้ครับพี่เมย์ อยากรู้อะไร ถามผมมาได้เลยครับ" ภาคพูดอย่างสบายๆ
"ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะน้องภาค"
"ผมได้ยินชื่อพี่มาสักพักแล้วครับ" ภาคพูดพร้อมยิ้มที่ดูเป็นมิตรจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำท่า
ริวหันมามองภาคด้วยสีหน้าที่บอกว่า มึงหยุดได้แล้ว ไอภาค!!!
ภาคเห็นสีหน้าริวที่ส่งสัญญาณมา แต่ทำเป็นไม่เห็น
"พี่เมย์สอนภาษาญี่ปุ่นให้ไอริวมันอยู่เหรอครับ? พี่เมย์เก่งนะเนี่ย" ภาคพูดชมเมย์ "ปกติ ไอริวมันเป็นคนที่สอนยากมากเลยครับ ไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอะไร"
"ไม่จริง" ริวพูดเงียบๆ
"เรื่องจริง ก็ตอนเรียน Calculus ปีหนึ่ง…"
"ไอภาค!!!"
"โอเค โอเค" ภาคยกมือยอมแพ้ แต่ยังยิ้มอยู่ "จริงๆ ที่มาหาเพราะมีเรื่องบอกมึงว่า ไอภูมิบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ว่างกินข้าวเที่ยงด้วยกัน มันมีโปรเจกต์ส่งงานอาจารย์"
"มึงส่งข้อความมาหากูก็ได้เลย ไม่ต้องมาบอกเอง"
"กูเดินผ่านมาพอดี" ภาคพูดเสียงใสซื่อ แล้วหันมามองเมย์อีกครั้ง "พี่เมย์มาอยู่ที่นี่บ่อยไหมครับ? ห้องสมุดชั้นสองนี้"
"ก็บ่อยค่ะ" เมย์ตอบ
"ดีเลย เผื่อจะได้เจอกันบ่อยๆ" ภาคพูดพร้อมยิ้มที่ทำให้รู้สึกว่าเขาพูดจริงๆ ไม่ใช่แค่สุภาพ
เมย์ยิ้มตอบ ภาคเป็นคนที่ทำให้รู้สึกสบายใจได้อย่างรวดเร็ว มีพลังงานบวกในแบบที่ไม่ได้ล้นเกินหรือเสแสร้ง
"แล้วน้องภาคเรียนคณะอะไรคะ?"
"วิศวะเหมือนริวครับ แต่เอก Computer Engineering เป็นคนละเอกกัน" ภาคตอบ "ส่วนภูมิน้องแฝดผม เรียน AI Engineering ครับ"
"น้องแฝด?" เมย์มองระหว่างภาคกับริว "เอ่อ…พอดีไม่ค่อยได้คุยเรื่องส่วนตัวกับริวค่ะ"
"ริวไม่ค่อยบอกเรื่องส่วนตัวใครหรอกครับ" ภาคพูดพร้อมชำเลืองมองริว "รวมถึงเรื่องของตัวเองด้วย"
ริวไม่ตอบ หยิบปากกากลับมา
"แล้วน้องภูมินิสัยเป็นยังไงคะ?" เมย์ถามด้วยความอยากรู้จริงๆ
"เงียบครับ เนิร์ดมาก ชอบอยู่หน้าคอมมากกว่าอยู่กับคน แต่ใจดีนะถ้าสนิทกัน" ภาคนึกขึ้นมาบางอย่าง "พี่เมย์ชอบเล่นเกมส์ไหมครับ?"
"ไม่ค่อยค่ะ แต่เพื่อนพี่สตรีมเกมส์เกือบทุกวันเลยค่ะ"
"จริงเหรอ? แล้วเพื่อนพี่เมย์สตรีมแพลตฟอร์มไหนครับ?"
"Twitch ค่ะ ชื่อ MaplePlaysGames"
ภาคเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาทันที "เจอแล้ว! โอ้ ยอดผู้ติดตามไม่น้อยเลยนะ แล้วสตรีมเกมส์อะไรบ้างครับเนี่ย?"
"หลากหลายค่ะ ส่วนใหญ่เป็น RPG และ Horror"
"น้องผม ไอภูมิชอบ RPG มากเลยนะ" ภาคพูดด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
ริวมองภาคด้วยสายตาเตือน
ภาครับสัญญาณและเก็บความคิดนั้นไว้ก่อน
"โอเค งั้นผมไม่รบกวนแล้วนะ" ภาคลุกขึ้น "ไปหาไอภูมิต่อ พอดีเขาอยู่ชั้นสาม" ภาคหันมาพยักหน้าให้เมย์ "ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่เมย์ ถ้าไอริวสร้างปัญหาอะไร พี่บอกผมได้เลยนะ"
"ขอบคุณค่ะ" เมย์ยิ้ม
"มึง" ริวพูดขึ้นเมื่อเพื่อนกำลังจะเดินออกไป
"อะไร?"
"ไอภูมิมันอยู่ชั้นสี่ ไม่ใช่ชั้นสาม"
ภาคหยุด คิดอยู่ครู่ "อ้อ จริงด้วย" แล้วก็เดินออกไปอย่างสบายๆ
เมย์มองตามจนภาคหายลับ แล้วหันกลับมาหาริว
"เพื่อนริวน่ารักมากเลยนะคะ"
ริวมองเธอ
"หมายถึงไอภาคหรอครับ?"
"ค่ะ ดูเป็นเฟรนลี่มากเลย" เมย์พูด "ริวกับภาคนิสัยดูต่างกันมากนะคะ"
"ใช่ครับ ต่างกันมาก" ริวรับ น้ำเสียงไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แค่เป็นความจริง
"แต่ก็เห็นได้ว่าสนิทกันจริงๆ" เมย์พูดพลางเปิดหนังสือต่อ "โอเคค่ะ เรียนต่อได้นะคะ ยังมีอีกสามหัวข้อที่อยากครอบคลุมวันนี้"
ริวหยิบปากกา
และทั้งคู่ก็กลับเข้าสู่บรรยากาศการเรียนตามเดิม เงียบ มีสมาธิ เป็นระเบียบ
อีกสี่สิบนาทีต่อมา
เมย์ปิดหนังสือ "โอเคค่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เมย์คิดว่าริวน่าจะเข้าใจทุกอย่าง คงไม่ต้องทบทวนอะไรเพิ่ม ใช่ไหมคะ?"
"ครับ คิดว่าไม่ต้องทวนอะไรแล้ว พอจะเข้าใจเนื้อหาแล้วครับ" ริวพูดพลางเก็บโน้ต "เมย์สอนเก่งมากครับ อธิบายชัดเจนดี"
เมย์รู้สึกอุ่นขึ้นนิดนึงที่ได้ยินคำชม แม้มันจะพูดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีน้ำเสียงพิเศษ
"ขอบคุณค่ะ ริวก็เรียนรู้เร็วมากนะคะ ถ้าเรียนแบบนี้ทุกอาทิตย์ อีกสองเดือนก็น่าจะโอเคแล้ว"
"ดีครับ"
เมย์เก็บของลงกระเป๋า ริวก็เก็บของเช่นกัน
"ค่าสอน…จะให้โอนยังไงดีครับ?"
เมย์หยุดมือ "อ๋อ ริวไม่ต้องโอนหรอกค่ะ"
ริวมองเธอ "ก็ตกลงกันไว้ว่าจ่ายค่าสอนนิครับ"
"ก็ริวซื้อแว่นให้เมย์แล้ว คิดซะว่าหักลบกันได้ค่ะ"
"มูลค่ามันไม่เท่ากันนะครับ ค่าสอนยังไงก็ต้องแพงกว่า"
"ก็ไม่เป็นไร…"
"เมย์"
เธอหยุด
ริวมองตรงมาหาเธอ น้ำเสียงเดิมที่ใช้เวลาบอกว่าจะซื้อแว่นให้ ไม่มีความยืดหยุ่น
"เดี๋ยวผมจ่ายค่าสอนให้ครับ ถ้าเมย์ไม่รับ ผมก็หาครูสอนคนอื่นแทน"
เมย์ขำเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ
"ริวพูดจริงเสมอเลยนะคะ"
"พูดอะไรก็ทำอันนั้นครับ"
"โอเคค่ะ รับก็ได้ค่ะ แต่ไม่ต้องให้เยอะนะคะ"
"งั้นผมกำหนดให้เองครับ"
เมย์ถอนหายใจเบาๆ แต่ก็ไม่ได้เถียงต่อ เพราะรู้ดีว่าเถียงไม่ชนะ
ทั้งคู่เดินออกจากห้องสมุดด้วยกัน ทางเดินออกนำไปสู่ถนนหลักกลางมหาลัย แดดบ่ายสองส่องลงมาอุ่นๆ
"ริวว่างช่วงบ่ายไหมคะ?" เมย์ถามขึ้นโดยไม่ได้วางแผนไว้ก่อน
ริวเหลือบมองเธอ
"ว่างครับ ทำไมครับ?"
"มีร้านหนังสือมือสองแถวนี้อยากไปหา มีหนังสือภาษาญี่ปุ่นเก่าๆ น่าสนใจ ถ้าริวว่างก็ไปด้วยกันได้ อาจจะมีเล่มที่เป็นประโยชน์สำหรับเรียนก็ได้ค่ะ" เมย์พูดเร็วกว่าปกติ แล้วก็รีบเสริม "แต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะคะ"
ริวมองเธออยู่ครู่
"ไปได้ครับ"
เมย์รู้สึกว่าตัวเองยิ้มเร็วเกินไป จึงรีบกลับมาเป็นสีหน้าปกติ
"โอเคค่ะ ไปกันเลยไหมคะ ใกล้ๆค่ะ แค่เดินออกไปนิดเดียว"
ร้านหนังสือมือสองชื่อว่า "ใบไม้เก่า" ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ห่างจากมหาลัยไม่ถึงสิบนาทีเดิน หน้าร้านดูเก่าแต่อบอุ่น กระถางต้นไม้เล็กๆ เรียงอยู่หน้าประตู กลิ่นกระดาษเก่าโชยออกมาตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไป
เมย์เดินเข้าไปอย่างคุ้นเคย พนักงานสูงอายุที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ยกมือทักทายแบบที่ทำกับลูกค้าประจำ
ริวเดินตามเข้ามา มองรอบร้านที่ชั้นหนังสือทอดยาวจากพื้นถึงเพดาน เรียงอย่างไม่มีระเบียบแต่ก็มีระเบียบในแบบของตัวเอง
"เมย์มาบ่อยไหมครับ?"
"ก็บ่อยค่ะ" เมย์เดินไปยังโซนหนังสือภาษาเอเชีย "เจ้าของเขารู้จักหน้าแล้ว ถ้ามีหนังสือภาษาญี่ปุ่นมาใหม่เขาจะแยกไว้ให้ด้วย"
"เมย์ชอบหนังสือแนวไหน?"
"นิยายค่ะ โดยเฉพาะวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ ชอบอ่านแนวชีวิตธรรมดาๆ มากกว่าแนวแอ็กชั่น" เมย์ตอบพลางเลื่อนนิ้วผ่านสันหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า "แล้วริวชอบอ่านหนังสือประเภทไหนคะ?"
ริวคิดอยู่ครู่ "สารคดีครับ เรื่องเทคโนโลยีหรือประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์"
"ไม่ชอบนิยายเลยเหรอคะ?"
"อ่านบ้างครับ แต่ไม่บ่อย"
"แนวไหนที่อ่านบ้างคะ?"
ริวนิ่งอยู่สักพักก่อนตอบ "แนวที่ตัวละครต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ยากและต้องแบกผลของมันไปตลอดครับ"
เมย์หยุดมือ หันมองริว
"นั่นเจาะจงมากนะคะ"
ริวมองกลับมา ดวงตาสงบ "ชอบแบบนั้นครับ เรื่องที่ตัวละครต้องรับผิดชอบตัวเอง"
เมย์มองหน้าเขาสักครู่ แล้วก็หันกลับไปที่ชั้นหนังสือ ดึงเล่มหนึ่งออกมา
"ริวเคยอ่านเรื่องนี้ไหมคะ?" เธอยื่นหนังสือปกสีน้ำเงินเข้มให้ ชื่อเรื่องเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น
ริวรับมาดู อ่านชื่อ "夜と霧"
"Yoru to Kiri... ยังไม่เคยครับ"
"Man's Search for Meaning ของ Viktor Frankl ฉบับแปลญี่ปุ่นค่ะ" เมย์พูด "เรื่องของคนที่ต้องตัดสินใจเลือกความหมายในชีวิตท่ามกลางสภาพที่เลวร้ายที่สุด ริวน่าจะชอบนะคะ"
ริวมองปกหนังสือ แล้วพลิกไปอ่านด้านหลัง
เมย์เดินต่อไปตามชั้น หยิบหนังสืออีกสองสามเล่มขึ้นมาดู
"เมย์เขียนนิยายด้วยใช่ไหมครับ?"
เมย์หยุด หันมา ไม่ได้คิดว่าจะถูกถาม
"ใช่ค่ะ แล้วริวรู้ได้ยังไงคะ?"
"ภาคบอกครับ"
หืม ภาคหรอ... เมย์คิดในใจ
"เขียนแนวไหนครับ?"
"โรแมนติกค่ะ" เมย์ตอบ รู้สึกเขินนิดหนึ่งที่ต้องบอกตรงๆ "แนวชีวิตวัยรุ่น ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่ชอบเขียนค่ะ"
"มีเอาไปลงที่ไหนไหมครับ?"
"ไม่ค่ะ เขียนเก็บไว้เอง ยังไม่กล้าให้ใครอ่าน"
ริวมองเธอ
"ทำไมครับ?"
เมย์คิดอยู่ครู่ "กลัวว่ามันจะไม่ดีพอค่ะ"
"เมย์อ่านหนังสือเยอะ เขียนบ่อย และสอนภาษาเป็น" ริวพูดเสียงเรียบแต่ตรง "ถ้ายังไม่ดีพอ ต้องรอถึงเมื่อไหรถึงจะดีพอครับ?"
เมย์เปิดปากจะตอบ แต่ก็ปิดอีก
เพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไร
ริวมองหน้าเธอสักครู่ก่อนพูดต่อ
"ผมไม่เก่งเรื่องอ่านนิยาย แต่ถ้าเมย์อยากให้คนอ่านดูก่อน ผมอ่านได้ครับ"
เมย์แข็งทื่อ
"ริวจะอ่านเหรอคะ?"
"ถ้าเมย์อยากให้อ่าน"
เมย์มองหน้าเขา ดวงตาที่จริงจังและไม่มีการแสดงออกพิเศษ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าพูดเพื่อสุภาพ
"ขอเมย์คิดดูก่อนนะคะ" เธอพูดในที่สุด
ริวพยักหน้า "โอเคครับ"
เขาหันกลับไปที่หนังสือในมือ 夜と霧 ปกสีน้ำเงินเข้ม เดินไปที่เคาน์เตอร์
"งั้นผมขอซื้อเล่มนี้ครับ"
เมย์มองตาม ยิ้มเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
ขากลับ แดดเริ่มคล้อยต่ำ สีท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นส้มอมทอง เมย์ถือถุงหนังสือเล็กๆ สองเล่มที่ซื้อมา ริวถือหนังสือปกน้ำเงินเล่มเดียวในมือ
ทั้งคู่เดินเคียงกันตามทางเดินกลับมหาลัย
"ริวเลือกเรียนวิศวะโรโบติกส์เพราะพ่อเหรอคะ?" เมย์ถามขึ้นเมื่อเดินมาสักพัก
ริวไม่ตอบทันที มองทางข้างหน้าอยู่ครู่
"ส่วนหนึ่งครับ" เขาพูดในที่สุด "แต่ผมสนใจจริงๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เพราะพ่อ"
"เล่าให้ฟังได้ไหมคะ? ว่าสนใจตรงไหน"
ริวเหลือบมองเธอ ดูเหมือนแปลกใจเล็กน้อยที่ถูกถามแบบนี้
"ผมสนใจเรื่องที่ว่า ถ้าเราสร้างสิ่งที่คิดและตัดสินใจได้ มันจะนิยามอะไรได้บ้างครับ ว่าอะไรคือ 'การคิด' อะไรคือ 'การตัดสินใจ' และถ้ามันทำสิ่งเหล่านั้นได้ มันต่างจากมนุษย์ตรงไหน"
เมย์ฟังอย่างตั้งใจ
"นั่นเป็นคำถามเชิงปรัชญามากกว่าวิศวกรรมเลยนะคะ"
ริวหันมามองเธอ มีบางอย่างในสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย "ใช่ครับ คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองแบบนั้น"
"เมย์เรียนมนุษยศาสตร์ค่ะ" เมย์พูดพร้อมยิ้มเบาๆ "เราถูกฝึกให้ถามว่า 'ทำไม' ก่อนถาม 'ยังไง'"
ริวมองเธอนานกว่าที่เคย
แล้วก็มองกลับไปข้างหน้า
"แล้วเมย์คิดว่าถ้าหุ่นยนต์รู้สึกได้ มันควรจะมีสิทธิ์อะไรไหม?"
เมย์หยุดเดินนิดหนึ่ง แล้วก็เดินต่อ คิดอยู่สักพัก
"ขึ้นอยู่กับว่านิยาม 'รู้สึก' ว่าอะไรค่ะ ถ้ามันรู้สึกเจ็บปวดได้ รู้สึกกลัวได้ มีความต้องการที่ไม่ได้ถูกโปรแกรมมาแต่เกิดขึ้นเอง เมย์คิดว่ามันก็ควรมีการปกป้องบางอย่าง แต่ถ้ามันแค่ประมวลผลว่าอะไรคือ 'เจ็บปวด' โดยไม่ได้รู้สึกจริงๆ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง"
ริวเงียบ มองทางข้างหน้า
"นั่นคือปัญหาที่นักวิจัยถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ครับ ว่าจะรู้ได้ยังไงว่ามันรู้สึกจริงๆ หรือแค่ประมวลผล"
"ก็เหมือนกับที่เราไม่มีทางรู้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนอื่นรู้สึกอะไรอยู่จริงๆ นะคะ" เมย์พูดเบาๆ "เราแค่เชื่อกันบนพื้นฐานของสิ่งที่แสดงออกมา"
ริวหยุดเดิน
เมย์เดินไปอีกก้าวก่อนจะรู้สึกและหยุดตาม
หันมามอง
ริวยืนอยู่ มองเธอด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออกตามเคย แต่มีบางอย่างในดวงตาที่ไม่เหมือนปกติ
"ริวเป็นอะไรคะ?"
"ไม่มีอะไรครับ" เขาพูดช้าๆ "แค่กำลังคิดว่าเมย์พูดถูก"
เมย์งุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มเบาๆ
"รีบกลับดีกว่าค่ะ ฟ้ามืดแล้ว"
ริวพยักหน้า เดินต่อมาเคียงข้าง
ทั้งคู่เดินเงียบๆ สักช่วงหนึ่ง แสงส้มสุดท้ายของวันสาดลงมาตามทางเดิน
เมย์มองเงาสองคนบนพื้น เงาของเธอที่เล็กกว่า เงาของเขาที่ยาวกว่า เดินเคียงกันอย่างพอดี
เธอบอกตัวเองว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก
แต่หัวใจก็เต้นอุ่นๆ อยู่ดี
กลับถึงหอพัก เมย์เปิดโน้ตบุ๊ค
ไม่ได้เปิดไฟล์นิยาย
แต่เปิดไฟล์บันทึกที่เขียนไว้ก่อนหน้า แล้วพิมพ์ต่อ
"วันนี้รู้ว่าว่าเขาชอบหนังสือแนวที่ตัวละครต้องรับผิดชอบตัวเอง และถามว่าถ้าหุ่นยนต์รู้สึกได้มันควรมีสิทธิ์อะไรไหม"
"ฉันไม่เคยคิดว่าจะคุยเรื่องแบบนี้กับใครในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน"
"และเขาบอกว่าถ้าฉันอยากให้ใครอ่านนิยาย ให้เขาอ่านก่อนได้"
หยุด
"ฉันยังไม่รู้ว่าจะตอบรับหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ๆ คือฉันอยากคุยกับเขาต่อในเรื่องที่ไม่มีใครเคยคุยกับฉันมาก่อน"
"นั่นน่ากลัวนิดนึง"
กดบันทึก ปิดโน้ตบุ๊ค นอนลงบนเตียง มองเพดาน
ถึงแม้ว่าความรู้สึกจะน่ากลัวนิดนึง แต่ก็รู้สึกดีมากกว่า
เธอปิดไฟ ในความมืด หัวใจก็ยังเต้นอุ่นๆ อยู่ดีเหมือนเดิม
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
☺️ คนสองคนที่กำลังเรียนรู้กันและกันโดยที่ไม่รู้ตัว☺️
อ่านแล้วถูกใจกดไลค์ + คอมเม้นต์ให้กำลังใจ = แรงบันดาลใจในการเขียนนิยาย🙏🏻
🫶🏻รักคนรี้ดนะคะ🫰🏻
====================================