LOGINแม่ทัพหนุ่มไม่ได้เร่งเร้าจนเกินไป เขาค่อย ๆ เคลื่อนกายลงต่ำ จนใบหน้าไปหยุดยังเนินอาบอูม ที่มีเส้นขนอ่อนนุ่มเพียงบางเบา
“กรี๊ด!!!”
หญิงสาวหวีดร้องเสียงหลง เมื่อปลายลิ้นอุ่นร้อนของสามี ตวัดผ่านเนินเนื้อนั้นอย่างเชื่องช้า ก่อนที่นิ้วเรียวยาว จะคลี่เปิดกลีบเนื้อบางให้เปิดออก อ่าห์!!! หญิงสาวครางเสียงหลง เมื่อปลายลิ้นอุ่นร้อนของเขา ตวัดลากผ่านไปตามร่องกลีบสีชมพู ความบริสุทธิ์ของสตรีพรหมจรรย์ มันช่างหอมหวานอะไรเช่นนี้ แม่ทัพหนุ่มไม่รีรอให้เนิ่นนาน เขาใช้ลิ้นลากขึ้นลง สลับระรัวถี่ยังติ่งเล็กสีหวาน แล้วค่อยดูดเม้มตรงติ่งเล็กนั้นอย่างร้อนแรง
หญิงสาวเสียวซ่านไปทั้งกาย นางลืมความอับอาย แอ่นสะโพกขึ้นตามแรงดูดดึงของปากนั้น ทั้งขยับเยื้อนตามปลายลิ้นที่เขากำลังตวัดวนยังเนินเนื้อ มือบางที่กำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น ได้เลื่อนลงไปแทรกนิ้วเข้าในกลุ่มผมดกดำของสามี ก่อนจะออกแรงขยุ้มตามความเสียวว่านที่ถูกกระตุ้นจากสามี
“โอว์!!! ทะ...ท่านแม่ทัพ ขะ...ข้าเสียวยิ่งนัก”
หญิงสาวหลุดคำที่ไม่อาจข่มกลั้นเอาไว้ได้ออกมา นางร้อนรุ่มไปทั้งกาย ความเสียวซาบซ่านแล่นไปทุกอรูขุมขน เมื่อนิ้วของเขา สอดแทรกเข้าไปในรู้เล็กแคบของนาง หญิงสาวบิดเร้าไปมา เมื่อตลอดร่างของนาง มันถูกความเร้าร้อนถาโถมอย่างกระชั้นถี่
เมื่อทัพหนุ่มตวัดปลายลิ้น ดูดกลืนน้ำหวานที่ไหลออกมาหลังจากเขาถอดถอนนิ้วเรียวยาว ออกจากช่องเล็กแคบของนาง ก่อนที่เขาจะขยับกายลุกนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหว่างขาของนาง มือหยาบกร้านรีบปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเอง เพียงชั่วอึดใจ ร่างกำยำเยี่ยงนักรบ ได้เผยให้เห็นภายใต้แสงตกกระทบจากเปลวเทียน มันงดงามราวรูปสลัก
“อ๊ะ!”
ทว่าก่อนที่นางจะทันได้มองรูปกายนั้นอีกสักหน่อย ก็ต้องอุทานออกมาอย่างตื่นตะลึง เมื่อถูกสามีรวบจับขาสองข้าง ให้แยกออกห่างความคราแรก แรวดึงให้ส่วนเนินอวบอูมนั้น ไปชิดกับอาวุธประจำกายของเขาเสียก่อน
“อื้อ...”
แม่ทัพหนุ่มครางเสียงต่ำในลำคอ เมื่อความเจ็บร้าวของเขา มันได้แตะสัมผัสกับน้ำหวานฉ่ำเยิ้มที่เขายังกลืนกินมันไม่หมด นิ้วแกร่งแหวกคลี่กลีบบางออกอีกครั้ง ก่อนจะขยับกายพาท่อนเอ็นแข็งขึง เข้าประชิดปากทางเข้าช่องเล็กแคบของนาง
“อ๊ะ...เจ็บ!”
หญิงสาวพยายามกระถดกายถอยหนี เมื่อนางรู้สึกเจ็บในตอนที่ปลายท่อน พยายามแทรกผ่านเข้าไปในกายนาง
ทว่ามือหนาของสามี หาได้คิดที่จะปล่อยให้นางทำได้ตามใจ สองมือกระชับเอวคอดของนางเอาไว้แน่น ก่อนที่จะดันท่อนเอ้นแข็งขึงเข้าไปรวดเดียวจนสุดลำ กรี๊ด!!! หยิงสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาไม่คิดที่จะถนอมนางเลยหรืออย่างไร
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้สนใจ ว่านางจะเจ็บปวดเพียงใด กับครั้งแรกในการเสพสมรสกาม เพราะสิ่งที่เขามุ่งหมาย คือการครอบครองตีตรานางในฐานะสามี และปลดปล่อยความต้องการของบุรุษเพสก็เท่านั้น
“อ่าห์!!!”
เมื่อความชายหนุ่มขยับดยกกระชั้นถี่อย่างมีชั้นเชิง ความเจ็บปวดในคราแรกเริ่มทุเลา หญิงสาวก็เปลี่ยนจากเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เป็นเสียงครางกระเส่า แม่ทัพหนุ่มพึงใจนัก ที่เขาได้สอนให้คนอวดดี ได้เรียนรู้ว่าการท้าทายเขามันเป็นเช่นไร นี่จะเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่นางจะได้ลองรสสวาทจากเขา
บทรักที่มิได้เกิดจากหัวใจ ดำเนินต่อไปอย่างเร้าร้อน แม่ทัพหนุ่มไม่อาจที่จะหยุดยั้ง ในการเสพความสาวของนาง ราวกับเขาต้องมนต์สะกด แม้ว่าเขาจะถึงจุดมุ่งหมายไปหลายครั้ง ทว่าเขาก็มิอาจที่จะถอนกาย เดินออกจากเรือนของภรรยาไปได้ ราวกับความมิรู้เดียงสาของนาง คือยาปลุกกำหนัดชั้นดี ที่ยากจะหายาใดมาถอดถอนได้
จนกระทั้งใกล้รุ่งสาง ร่างอ่อนระทวยของหญิงสาว ที่ต้องรองรับบทรักของสามีจนมิอาจทานทนต่อไปได้ แน่นิ่งไปด้วยความอ่อนเพลียอย่างที่สุด แม่ทัพหนุ่มจึงปล่อยให้นางหลับตามที่นางต้องการ ส่วนตัวเขานั้น ขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวม แล้วก้าวออกจากห้องไปอย่างไม่แยแสต่อความรู้สึก ที่มีร่วมกันในค่ำคืนที่ผ่านมา
เมื่อเสียงฝีเท้าเงียบหายไปแล้ว ดวงตาที่หลับอยู่อย่างอ่อนเพลีย พลันลืมขึ้นพร้อมประกายพึงพอใจ รสสวาทของเขาไม่ได้ทำให้นางหลงใหลสักนิด เขาตั้งใจที่จะทรมานร่างกายนี้ ทำราวกับนางเป้นเพียงที่ระบายความใคร่ แต่สำหรับนางแล้ว มันคือจุดเริ่มต้นของก้าวแรก ที่จะใช้ควบคุมเขาทีละน้อย ไม่ต้องเร่งร้อนให้มากไป ค่อย ๆ เริ่มจากความมิประสา กลายเป็นสตรีร้อนแรงในภายหน้า
ถานไห่ชินลุกขึ้นนั่ง แม้ว่าร่างกายของนางจะรู้สึกร้าวระบม แต่มันก็เป็นสิ่งที่นางยินยอม นางมิใช่หญิงงามล่มเมืองเช่นคนในใจของเขา แต่นางก็มีจริตมารยาทที่จะใช้กับเขา มิแพ้สตรีอื่นเช่นกัน หญิงสาวหย่อยเท้าลงจากเตียง ความเย็นเยียบใต้ฝ่าเท้าน่ะหรือ...จะเทียบเท่าความเจ็บปวดในชาติที่แล้ว
“ข้าจะให้พวกมันต้องชดใช้ อย่างช้า ๆ”
ความตายถ้าจะมอบให้คนพวกนั้น มันง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ แต่ตายแบบนั้นมันดูสบายจนเกินไป ควรมอบความสำราญให้มาก ๆ หน่อย คนเหล่านั้นจะได้มีเรื่องไปเล่าสู่ท่านพญายมราชได้ฟัง หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ติดกัน ด้วยร่างที่ไร้อาภรณ์สวมใส่ รสกามของเขาไม่ควรจะมีติดกายนางไปนานกว่านี้ เสร็จกิจก็ชำระออกให้สิ้นเสียจะดีที่สุด ถึงมิได้ชิงชังเขามาก ด้วยเขาเคยมอบเมตตาให้แก่นางกับลูกในชาติที่แล้ว แต่ก็มิได้พิศวาทจนต้องโหยหากลิ่นกายเขา
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
“ข้ามิได้แล้งน้ำใจ แต่ข้าก็เป็นคนที่รักษาคำพูด” ถานไห่ชินที่ยืนมองคู่ต่อสู้ กำลังตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง จึงได้เอ่ยขึ้นอย่างคนที่ไม่คิดอาฆาตใด ๆ แต่นางก็พร้อมที่จะไม่ปล่อยผ่านเช่นเดียวกัน ในเมื่อกล้าเข้ามาหาเรื่องถึงชานเรือนขนาดนี้ นางจะปล่อยไปง่าย ๆ มันจะใช่หรือ “จะหยามหมิ่นกันเกินไ
“เราควรที่จะรอดูไปก่อน เรื่องสามีภรรยา เรายุ่งมากไป จะไม่เป็นการดี” ท่านราชครู ยังคงทัดทานความคิดของภรรยาอยู่ดังเดิม เขามีหรือจะไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนาง แต่เขาก็ยังอยากที่จะให้โอกาสบุตรชาย ได้รู้คิดด้วยตนเองสักหน่อย การที่ยอมให้สตรีอื่นมาเยือนถึงจวนในเกือบทุกวัน ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่
แม่ทัพหนุ่มที่หันใบหน้าไปยังทางเข้าลานฝึก ย่อมเห็นชัดในสายตาว่าภรรยา ได้ยืนมองมาที่เขากับหญิงสาวตรงหน้า ทว่านางกลับนิ่งเฉยไม่คิดที่จะโวยวายใด ๆ เช่นภรรยาบ้านอื่น มิหนำซ้ำนางยังเดินจากไปอย่างไม่แยแสต่อการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย “สื่อเจ่า ไปจัดการบางอย่างให้ข้า” แม่ทัพหนุ่มสั่งการก
“ฝ่าบาท! เรื่องนี้กระหม่อมอยากให้ทรงพิจารณาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงที่ใช้ รวมถึงสายตาของท่านมหาเสนาบดี เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างเห็นได้ชัด คนไร้สามารถที่เกิดมาโชคดีได้นั่งบัลลังก์ เพราะมีแม่ที่อำมหิต ช่วงชิงอำนาจในวังหลังมาได้ และผลักดันโอรสของตัวเงอขึ้นที่สูง คิดที่จะกำจัดสกุลหลัวของเขา







