تسجيل الدخولยามสาย ณ ห้องโถงใหญ่ เรือนหลัก
ท่านราชครูจ้าวกับจ้าวฮูหยิน ต่างพากันนั่งรอการมาของลูกสะใภ้ ทั้งคู่ชะเง้อคอจนยืดยาว ด้วยข่าวที่ได้รับรู้ ว่าเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บุตรชายได้ร่วมห้องกับลุกสะใภ้ นับเป็นข่าวดีอะไรเยี่ยงนี้ พวกเขามีแววจะได้เป็นปู่ย่า เพราะเท่าที่รู้มาอีก คือบุตรชายไม่มีการส่งยาห้ามตั้งครรภ์ให้สะใภ้รัก นั่นหมายความว่ามีสิทธิ์ที่ถานไห่ชินจะตั้งครรภ์
“มาแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่แล้วเข้าค่ะ”
แม่นมชรารีบวิ่งกุลีกุจอเข้ามารายงาน ถึงการมาของลูกสะใภ้ แน่นอนว่าข่าวเรื่องเมื่อคืน ของท่านแม่ทัพกับฮูหยินน้อย ถูกพูดถึงกันอย่างครึกโครม ก็ใครจะไม่พูดเล่า เพราะตั้งแต่ฮูหยินน้อยแต่งเข้าจวนมา ท่านแม่ทัพนอกจะไม่เหลียวแล ยังเมินเฉยต่อทุกความลำบากของนาง ถึงขนาดเคยปล่อยให้ฮูหยินน้อย เดินกลับจากงานเลี้ยงกับสาวใช้เพียงลำพังสองคน
หรือจะอีกหลายเหตุการณ์ที่ท่านแม่ทัพ กระทำต่อฮูหยินน้อย โดยมีต้นเหตุมาจากพระชายาลู่ สตรีที่ท่านแม่ทัพปักใจรัก ทว่าเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ท่านแม่ทัพกลัยบเลือกที่จะร่วมหอกับฮูหยินน้อย โดยไม่สนใจสายตาของผู้ใด หรือใครจะได้ยินเสียงแห่งบทรักของทั้งคู่
“ไห่ชิน เจ้ามาแล้วหรือ”
จ้าวฮูหยิน รีบลุกขึ้นเดินไปรับสะใภ้รัก ที่เพิ่งก้าวพ้นประตูห้องมา ถานไห่ชิน ย่อกายให้แม่สามี และก้าวเดินตามการประคองของแม่สามี ชีวิตนางในจวนเมื่อชาติที่แล้ว ก็มีสองสามีภรรยานี่เท่านั้น ที่มอบความเมมตาให้แก่นาง หาไม่แล้วแม้แต่บ่าวไพร่ก็คงไม่คิดยำเกรง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ มีเรื่องใดจะใช้ข้าหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวย่อกายให้พ่อสามี ก่อนจะเดินไปนั่งลงยังเก้าอี้ใกล้กับแม่สามี ที่ยังคงประคองนางจนนั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงค่อยกลับไปนั่งลงยังเก้าอี้ตำแหน่งของตนเอง
“แม่จะออกไปซื้อผ้าที่ตลาด เลยอยากชวนเจ้าออกไปด้วยกัน”
จ้าวฮูหยิน ใช่ว่าจะไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนไปของสะใภ้คนโต จึงอยากที่จะทดสอบให้เห็นกับตา ว่าสาวน้อยที่เอาแต่หลบอยู่หลังผู้อื่น บัดนี้ได้เติบโตแกร่งกล้าขึ้นอย่างที่บ่าวไพร่เล่าลือกันหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นางก็คงวางใจให้ถานไห่ชิน ปกครองดูแลบ้านแทนตัวนางได้อย่างสมบูรณ์
“ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่จะออกไปตอนไหนหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวรับคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งตัวนางในตอนนี้ ยังรู้สึกขัดยอกอยู่ไม่น้อย จากศึกบนเตียงที่สามีกระทำอย่างไม่ถนอมนางเลย ครั้งนี้นางยกประดยชน์ให้เขา แต่ครั้งต่อ ๆ ไป จะเป็นนางที่ควบคุมมันทั้งหมด
“เช่นนั้นมื้อเที่ยงเราจะไปกินกันที่หอเชียนชุน ให้ท่านพ่อของเจ้าไปคุยธุระเสร็จสิ้น แล้วไปรอเราสองคนที่นั่น ดีหรือไม่เจ้าคะท่านพี่” จ้าวฮูหยินหันไปถามสามี คล้ายขอความคิดเห็น ทว่าแท้จริงแล้วนางออกคำสั่งเสียมากกว่า
“ได้ เจ้าสองแม่ลูกไปเที่ยวกันให้สนุก เที่ยงค่อยเจอกันที่หอเชียงชุน”
ท่านราชครูจ้าว ไม่คิดที่จะขัดใจภรรยา เพราะเขาเองก็รู้สึกยินดี ที่ครอบครัวของบุตรชายกำลังจะเป็นรูปเป็นร่างเสียที หากมีทายาทตัวน้อยขึ้นมา อย่างไรเสียด้วยนิสัยของบุตรชาย จะต้องไม่เย็นชาเช่นที่ผ่านมาอย่างแน่นอน สิ่งที่บุรุษตัดยากคือใจ แต่ถ้ามีเหตุต้องให้ตัดก็ควรตัดทิ้งเสีย ทว่าบุตรชายของเขายังไม่เด็ดขาดพอในเรื่องนี้ ความหวังเดียวคงอยู่ที่เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่าทายาทสกุลจ้าวคนต่อไป จะถือกำเนิดได้หรือไม่
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นเราไปกันเลยดีกว่าไห่ชิน หากสายไปกว่านี้จะร้อนเอาได้”
จ้าวฮูหยิน ลูกขึ้นคว้ามือลูกสะใภ้ พาให้นางลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป และในจังหวะนั้นเอง ที่สตรีต่างวัยทั้งสอง ต้องหยุดนิ่งชั่วขณะ เมื่อเบื้องหน้ามีร่างสูงใหญ่ ก้าวมาหยุดยืนทำใบหน้าเย็นชา มาที่พวกนางทั้งสองคน
“จะไปที่ใดกันหรือขอรับท่านแม่”
แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามมารดา ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสายเย็นเยียบกลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของภรรยา ซึ่งนางเองก้หาได้แสดงท่าทีตื่นกลัวเช่นทุกครั้ง และที่ดูเหมือนเขาถูกตบหน้าแดใหญ่ นั่นคือแววความเฉยชาของนาง ที่ส่งผ่านทางสายตา ทำให้เขารู้สึกอยากกระชากร่างนั้นกลับไปลงโทษที่เรือนอีกสักครั้ง
“แม่จะพาไห่ชินออกไปดูผ้ามาตัดเสื้อสักสองสามชุด สำหรับงานเลี้ยงฉลองวันเกิดองค์ชายรองในอีกสามวันข้างหน้า และจะเลยไปกินมื้อที่เที่ยงหอเชียงชุน เจ้าอยู่จวนก็หาอะไรกินเองก็แล้วกัน”
จ้าวฮูหยินมีหรือจะไม่เห็นสายตาของบุตรชาย นางจึงแสร้งสั่งไปราวกับในจวนไม่มีบ่าวไพร่ คอยหาข้าวปลาให้แก่บุตรชายเสียอย่างนั้น
“ท่านพ่อเล่าขอรับ”
“ท่านพ่อเจ้าจะไปทำธุระสักหน่อย แล้วไปรอที่หอเชียงชุน”
จ้าวฮูหยินกำลังมองบุตรชาย ที่ไม่ได้สนใจจะมองหน้านางที่เป็นแม่ แต่กลับจับจ้องอยู่ที่ลุกสะใภ้ของนางมิวางตา และดูเหมือนถานไห่ชินเอง ก็ใช่จะยินยอมหลบอยู่หลังนางเช่นทุกครั้ง สายตาที่ทั้งคู่ใช้สบกัน หากเป็นกระบี่ ก็คงตวัดโรมรันกันอย่างดุเดือด
“เจ้าหายดีแล้วหรือ จึงจะออกไปข้างนอก”
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้สนใจมารดาอีกห แต่เขาเลือกที่จะเอ่ยถามคนตัวเล็กกว่า ที่เชิดหน้าผยองโต้ตอบเขาอยู่ในตอนนี้แทน นางผ่านเรื่องเช่นนั้นไปจนเกือบสว่างคาตา ยังมีเรี่ยวแรงออกไปเดินชมตลาดอีก ช่างเก่งกล้าเกินไปแล้ว
“ข้ามิได้เจ็บป่วยสักหน่อยนี่เจ้าคะ”
หญิงสาวตอบได้ไม่เต็มเสียงนัก เพราะมุมปากที่จะตุกยิ้มของเขา มันทำให้ใบหน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง บ้าบอ! นางไม่สมควรยิ่งนัก ที่จะรู้สึกเยี่ยงนี้ กับแค่รอยยิ้มหยันของเขาที่ส่งมาให้
“อย่างนั้นรึ! หึ ๆ แล้วข้าจะคอยดู ว่าเจ้าจะทนได้นานสักแค่ไหน”
เมื่อได้ยินคำพูดของสามี ใบหน้าหวานละมุน ก็พลันเห่อร้อนขึ้นมาอีกคำรบ อีกอย่างเรื่องเมื่อคืน มันหาใช่ความลับแม้แต่น้อย สาวใช้ของนางได้รายงาน ตั้งแต่นางตื่นขึ้นมาแล้ว ว่าทุกคนรู้เรื่องการร่วมห้อง ของนางกับสามี ช่างเป็นความน่าอับอายยิ่งนัก ก็ในเมื่อชาติก่อนมันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแม้แต่น้อย เพราะนางกับเขาได้รับยาปลุกกำหนัด ที่มีคนจงใจใช้มันกับนางและเขา เรื่องที่เกิดขึ้นจึงถูกสั่งให้เก็บเงียบ
แต่ครานี้มันต่างออกไป เขาอยู่ร่วมห้องจนเกือบสว่างคาตา และเขาไม่มีการสั่งปิดปากบ่าวไพร่ เพียงก้าวออกจากห้อง นางก็ถูกจับจ้องจากทุกคน ชุดที่สวมก็มิอาจเผยส่วนใดได้ เพราะความที่เขาไม่ถนอม แล้วยังฝากร่องรอยเอาไว้บนกายนางหลายแห่ง
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
สามวันถัดมา ณ ประตูเมืองหลวงฝั่งตะวันตก ขบวนรถม้าจวนแม่ทัพ พ่วงด้วยตำแหน่งผู้ตรวจการ หยุดรอเพื่อเคลื่อนสู่เส้นทางหูเหอ จ้าวฮูหยินกอดลูกสะใภ้รักด้วยความห่วงใย ปากปลอบโยนคนในอ้อมแขน ทว่าสายตากลับพิฆาตบุตรชายอยู่ในที “เจ้าต้องดูแลตัวเองดี ๆ อย่าได้ยินยอมเขาให้มากนักรู้หรือไม่”
“อะแฮ่ม!” แม่ทัพหนุ่มกะแอมไอ ก่อนที่จะก้าวเข้าไปภายในเรือน เขามีเรื่องที่ต้องให้นางจัดการ ในฐานะภรรยาจึงได้มาหาที่เรือน นี่ถ้าเขาไม่มา คงกลายเป็นตัวตลก ในบทสนทนาของนางกับสาวใช้ไปแล้ว “เจ้าออกไปก่อนเถอะ ลั่วอิงเตรียมน้ำชา” “เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองรับคำ ชูเหมยขยับไป
หลังจากแขกสาวกลับไปแล้ว แม่ทัพหนุ่มก้ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะคว้าต้นแขนภรรยา ให้ลุกขึ้นตาม แล้วช้อนอุ้มร่างบอบบางนั้นขึ้น แล้วก้าวออกจากห้องไป ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน โดยเฉพาะเจียงสืออัน นี่มันภาพเหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด วันที่เขาตั้งใจมาดื่มสุรากับนาง แล้วจ้าวตงเสวียนอุ้มนางกลับเข้าเรือนไป
“เจ้าค่ะ” เมื่ออ่านสายตาสามีออก จ้างฮูหยินก็ไม่เร้าหรืออันใดอีก นางลุกขึ้นเพื่อประคองให้บุตรชายลุกขึ้น “ข้าไม่ยอมรับ! ท่านพ่อคิดว่าข้าไร้สามารถขนาดนั้นเลยหรือขอรับ” ความดื้อรั้นของจ้างชางชุน เป็นสิ่งที่ถานไห่ชินคาดไว้อยู่แล้ว ในเมื่อไม่อยากคืนสินเดิมให้จ้างซือเถา เช่นนั้น







