เข้าสู่ระบบ“ท่านแม่ทัพจ้าว วันนี้ข้าได้ทำเนื้อตุ๋นมาให้ เห็นว่าฮูหยินของท่านมิค่อยใส่ใจ ว่าตัวท่านชอบกินหรือดื่มสิ่งใด ข้าเลยลงมือปรุงมันด้วยตนเอง”
แม่ทัพหนุ่มนั่งจับจ้องใบหน้างาม ของพระชายาในลู่จิ้งอ๋อง แม่ทัพหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีใด นอกจากการจับจ้อง
“พระชายามิเห็นต้องลำบากเลย ตัวข้ามีบ่าวไพร่มากมาย ที่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ ข้ารู้สึกเกรงใจ ที่ทำให้พระชายาต้องลำบาก หากท่านอ๋องทราบเข้า จะต้องตำหนิข้าอย่างแน่นอน”
แม่ทัพหนุ่มเอ่ยตอบโต้ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เช่นเดียวกับสีหน้าและแววตา หากนางมิใช่ภรรยาผู้อื่น สิ่งที่นางนำมาให้นั้น ย่อมล้ำค่าเสมอในความรู้สึกของเขา แต่เวลานี้นางและเขา ล้วนมีพันธะแล้วทั้งสิ้น การที่นางมาใส่ใจเขาเยี่ยงนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่มิเหมาะสม
“ท่านอ๋องเป็นผู้เสนอให้ข้ามาด้วยตนเอง ท่านแม่ทัพมิต้องหวั่นใจไปเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าต้องฝากขอบคุณท่านอ๋องด้วย”
แม้สตรีตรงหน้าจะเป็นพระชายาอ๋อง แต่ก็เพียงอ๋องต่างแซ่ นับว่าทัดเทียมกับตัวเขา ที่เป็นสายเลือดครึ่งหนึ่งของราชวงศ์ ไม่ได้มีอำนาจสูงเกินเขา การสนทนาจึงไม่ต้องแบ่งชั้นสูงต่ำ
“ท่านแม่ทัพรีบกินตอนที่ยังร้อน ๆ ดีกว่านะจะได้ไม่มีกลิ่นคาวเนื้อ”
พระชายาลู่รีบตักเนื้อตุ๋นในส่งถ้วย ยื่นส่งให้แก่แม่ทัพหนุ่ม ด้วยท่าทางกระตือรือร้น มิว่าแววตาหรือรอยยิ้ม ล้วนเต็มไปด้วยความเย้ายวน และจริตจะกร้านของอิสตรี
“ขอบคุณ”
แม่ทัพหนุ่มเอ่ยออกไป ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ พร้อมยื่นมืออกไปรับถ้วยเนื้อตุ๋น ชายหนุ่มก้มมอบเนื้อในถ้วย ก่อนจะตักขึ้นมาเป่าไอร้อนเบา ๆ
“ท่านพี่”
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เอาเข้าปาก เสียงเรียกจากหน้าประตูห้องรับแขก พลันดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน พระชายาลู่และแม่ทัพหนุ่ม หันไปมองเจ้าของเสียงอย่างพร้อมเพรียง
“เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
ถานไห่ชินเดินเข้ามาภายในห้อง สายตาที่มองตรงไปยังสามี มิได้วอกแวกไปที่ใครอื่น คงมีเพียงหางตาเท่านั้น ที่ชำเลืองมองแขกของสามี ก่อนที่เท้าบางจะหยุดลง และร่างระหงค่อย ๆ หันไปยังพระชายาลู่
“ไห่ชิน คารวะพระชายาเจ้าค่ะ”
หญิงสาวย่อกายทำความเคารพพระชายาในลู่จิ้งอ๋อง ด้วยท่วงท่าที่ไม่อ่อนไม่แข็ง คงความสง่าประหนึ่งสตรีชั้นสูง เหมือนมิใช่สตรีจากสกุลพ่อค้าสักนิด ชาติที่แล้วนางอ่อนโยน หัวอ่อนเชื่อแต่สิ่งที่ตาเห็น ชาตินี้นางจะไม่เป็นเช่นนั้นอีก
“จ้าวฮูหยิน ข้าถือวิสาสะ มาโดยมิได้นัดหมาย หวังว่าเจ้าจะมิถือสา”
“ข้าย่อมไม่อาจเอื้อม ตำหนิพระชายาเจ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยจบ ก็เดินไปนั่งลงเคียงข้างสามี ตามฐานะภรรยาเจ้าของบ้าน ใบหน้าละมุนเชิดขึ้นแต่พองาม แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างสง่า ทุกท่วงท่าของนาง ทำให้แขกสาวถึงกับเม้มปากแน่น ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยน ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไม่ส่งถึงดวงตา
“เจ้าเองก็ลองชิมดูสักหน่อยเถิด เนื้อตุ๋นนี้เป็นของชอบท่านแม่ทัพจ้าวเชียวนะ” พระชายาหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ ตักเนื้อตุ๋นให้แก่ภรรยาเจ้าของบ้าน
“ขอบคุณเจ้าค่ะ เพียงแต่วันนี้ข้าไปไหว้พระมา ย่อมงดที่จะกินเนื้อสัตว์ใหญ่เจ้าค่ะ”
ถานไห่ชินปฏิเสธที่จะรับน้ำใจ ที่เหมือนของเหลือนั้น เพราะนางไม่ได้มีเวลามาเล่นกับเรื่องไร้สาระ ที่สตรีผู้นี้กำลังหาหนทาง ผูกมัดสามีของนางไว้ เพื่อเป็นบันไดให้ลู่จิ้งอ๋อง
“ข้ามีงานต้องสะสาง อย่างไรก็ฝากเจ้าดูแลพระชายาด้วย”
แม่ทัพหนุ่มวางถ้วยเนื้อตุ๋นลง พร้อมกับลุกขึ้น แล้วหันมาสั่งการกับภรรยา โดยไม่สนว่าแขกสาวจะรู้สึกเช่นไร เท้าหนาก้าวออกไป ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่ได้แสดงท่าทีใด
“ท่านพี่ตงเสวียน ท่านยังไม่ได้กินเนื้อตุ๋นที่ข้าทำมาให้เลยนะเจ้าคะ”
จากคราแรกที่อวิ๋นอิง วางตัวในฐานะพระชายาอ๋อง บัดนี้กลับกลายเป็นเสมือนสาวน้อย เมื่อวันวานที่ชายหนุ่มเคยหลงใหล
“ข้ามีงานต้องทำอีกมาก หากพระชายาไม่ถือสา เนื้อตุ๋นนี้ข้าจะมอบแก่คนสนิทของข้า ได้ลิ้มลองสักครั้ง”
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้หันกลับไปมองคนด้านหลัง แต่เขาเลือกที่จะโยนภาระนั้นไปที่คนสนิท ที่ตอนนี้ยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ซึ่งนั่นทำให้ถานไห่ชิน ถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม กับท่าทีแปลกไปของสามี ทั้งที่เมื่อก่อนเพียงน้ำแก้วเดียว ที่ได้รับจากพระชายาลู่ เขาก้ถือว่าเป็นน้ำทิพย์ล้ำค่าเลยทีเดียว ไยวันนี้ของดีมาเยือนถึงปากจึงไม่รับเอาไว้เล่า!
“แต่เมื่อครู่ข้าถามพ่อบ้านแล้วนะเจ้าคะ ว่าท่านพี่เสวียนตง ไม่มีกิจอันใดในช่วงเวลานี้”
อวิ๋นอิง ยอมที่จะทิ้งความทะนงของตนเอง เพื่อทำให้ทุกอย่างบรรลุเป้าหมาย เพราะการที่เขาทอดทิ้งนางไปในตอนนี้ มันมิต่างอันใดกับการหักหน้านาง ต่อภรรยาของเขา
“ข้าต้องรายงานบ่าวคนหนึ่ง ถึงหน้าที่ของตนเองด้วยหรือ”
แม่ทัพหนุ่มตวัดสายตาไปที่พ่อบ้าน ซึ่งเหมือนจะต้องแบกรับทุกอย่างในตอนนี้ ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะก้าวออกจากห้องไป เหลือไว้เพียงใบหน้าที่คล้ายจะร้องไห้ของแขกสาว
“พระชายาเจ้าค่ะ หากไม่รังเกียจอันใด ดื่มชากับข้าได้นะเจ้าคะ ตัวข้ามาจากบ้านนอก ย่อมไม่ค่อยสันทัดเรื่องธรรมเนียมในเมืองใหญ่เจ้าค่ะ หากพระชายาเมตตาจะชี้แนะ ข้าจะนับว่าเป็นพระคุณยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“ข้าต้องกลับไปเตรียมมื้อค่ำ สำหรับท่านอ๋อง”
ร่างงามลุกพรวดขึ้น หลังปฏิเสธคำเชิญชวนของภรรยาเจ้าบ้าน มันเรื่องบ้าอันใดกัน ไยจ้าวตงเสวียน จึงเมินเฉยต่อนางถึงเพียงนี้ ทั้งที่เมื่อก่อน ไม่ว่านางต้องการสิ่งใด เขาจะไม่เคยปฏิเสธ ทั้งที่นางออกเรือนไปแล้ว เขาก็ยังคงใส่ใจต่อนาง ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“เช่นนั้นไห่ชิน น้อมส่งพระชายาเจ้าค่ะ”
พระชายาลู่ถึงกับใบหน้าตึงขึ้นหลายส่วน เมื่อได้ยินคำที่ไม่คิดรั้งของถานไห่ชิน บุตรสาวพ่อค้าคนหนึ่ง กล้านักที่จะไล่นาง...
“ฮึ!”
หญิงสาวสะบัดหน้า ก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องรับแขกไปในทันที การที่จ้าวตงเสวียนไม่สนใจนาง คงเพราะสตรีชั้นต่ำผู้นี้เข้ามาขัดจังหวะสินะ เช่นนั้นข้าจะทำให้หญิงบ้านนอก ได้เรียนรู้ถึงความสูงต่ำที่แท้จริง
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนสกุลถาน เมืองหูเหอ ถานไห่ชินที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดได้เพียงสองวัน กำลังยืนอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายยิ่งนัก ทุกอย่างมันเหมือนจะจบง่ายดายเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาในชาติก่อน นางประสบกับความเจ็บปวดสาหัสเหลือเกิน แต่มาวันนี้ บทที่มันจะจบลง ก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างสำหรับนางในชาตินี้ มันสะดวกไปเสียหมด ราวกับถูกปูทางเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี มิเว้นแม้แต่สามีที่ไม่เหมือนเดิม “เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา ก่อนจะสอดแขนโอบกอดนางจากด้านหลัง คางหนาโน้มลงเกยบนไหล่มน “ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดเจ้าคะ” ถานไห่ชินไม่ได้ตอบสามี ทว่านางกลับเลือกที่จะถามเขาแทน แน่นอนว่าความเปลี่ยนไปของสามี ทำให้นางไม่คิดที่จะวางใจอันใดทั้งนั้น หรือเพราะข่าวเรื่องอวิ๋นอิง ถูกจับคุมขังในคุกหลวงรอวันประหาร จากการสมคบคิดกับกบฏกัน เขากำลังจะแก้แค้นนางเช่นนั้นรึ! “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่วางใจใสตัวข้าไห่ชิน แต่ข้าขอยืนยันต่อเจ้ากับลูก...” “ลูก!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก เพื่อที่จะออกจากอ้อมแขนของเขา ทว่าท
“อย่าเสียเวลา หากเจ้าไม่ก้าวลงจากบัลลังก์ ข้าก็จะเป็นคนไปนำตัวเจ้าลงมาเอง” ลู่เจี้ยนชี้นิ้วตรงไปยังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ก่อนจะขยับเท้า เตรียมที่จะขึ้นไปทำตามที่พูด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือช่วงชิงทุกอย่างมาไว้ในมือ นั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะรอด “เสด็จพ่อ! หากมอบบัลลังก์ให้แก่ข้า ข้าจะปกป้องท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” “หึ ๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รักษาชีวิตของเจ้าเองให้รอดก่อนเถิด ค่อยคิดการใหญ่” ถานเค่อหลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงสง่าก้าวออกมายืนอยู่หน้าบัลลังก์ โดยในมือมีทวนยาวสีเงินวาบวับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้กระหายอำนาจ เรื่องในวันนี้ เป็นหนึ่งในแผนการ ที่น้องสาวของเขาได้ส่งข่าวมา ก่อนที่ลู่เจี้ยนและอวิ๋นอิง จะก้าวพ้นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงเสียอีก “เจ้าคนแซ่ถาน! เจ้า!” องค์ชายรองชี้ตรงไปยังบุตรชายพ่อค้า นี่มันอะไรกัน ไยถานเค่อหลางจึงมาอยู่ที่นี่ แค่สกุลพ่อค้าหลวง ไยจึงทำตัวห้าวหารเยี่ยงนักรบ “เด็กน้อยเยี่ยงเจ้า ที่เอาแต่เฝ้าหวังใช้สกุลสตรีไต่เ
เจ็ดวันต่อมา ณ โถงใหญ่ตำหนักหลวง ฮ่องเต้ทรงออกว่าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ายังทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่ที่เดิม ยังมิทรงขยับเขยื้อนไปที่ใด โดยมีขันทีคนสนิทยืนคอยพัดวีอยู่ข้าง ๆ ความเงียบภายในห้องพลันถูกทำลายลง เมื่อองค์ชายรองก้าวเข้ามา โดยที่ไม่มีขันทีขานชื่อก่อนเข้าเฝ้า “เจ้าเข้ามาเยี่ยงนี้ ข้าควรคิดเช่นไรดี” ฮ่องเต้ทำเพียงช้อนสายตาเหลือบมองพระโอรส ก่อนจะก้มลงตรวจทานฎีกาต่อ เพราะทรงรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง “เจ้าอย่าเสแสร้ง ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือตัวปลอม ที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มานั่งแทนตำแหน่งของเสด็จพ่อ” องค์ชายรองเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก จนถึงขั้นหาตัวแทนพระองค์ ออกมานั่งว่าราชการแทน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเล่าลือกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่ว่าราชการหลังม่านแท้จริง คือฮองเฮา สตรีที่คิดรวบทุกอย่างไว้ในมือ “หึ ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” ฮ่องเต้เอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ติดเย้ยหยัน ใช่แล้วเรื่องการเจ็บป่วยของเขา ก็คือตัวเขาที่ตั้งใจปล่อยมันออกไป เรื่องมันควรจะสิ้นสุดได้แล้ว “อู๋ก
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง ภายในคุกหลวง ร่างที่คดคู้อยู่มุมห้องขัง มันดูสั่นเทิ่มอย่างคนขลาดกลัว ทว่าอาการนั่นของเขานิ่งลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นี่มิใช่ฝีเท้าของผู้คุม แต่เป็นคนที่ฝึกยุทธขั้นสูง เวลานี้หมดช่วงเข้าเยี่ยมแล้ว และนับตั้งแต่เขาถูกนำเข้ามาในคุกหลวงแห่งนี้ แม้แต่บ่าวเก่าสักคนยังไม่มีแวะเวียนมาหาเลย “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมารับตัวท่านขอรับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น ความสลัวลางภายในคุกอันอับชื้น ทำให้ชายหนุ่มผู้เคยสูงศักดิ์ พยายามเพ่งสายตามอง ว่าเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาหาเขา “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร ว่านี่หาใช่แผนการของผู้ใด” ในสถานการณ์อันล้อแหลมเช่นนี้ มีหรือเขาจะเชื่อผู้ใดง่าย ๆ การช่วงชิงอำนาจที่กำลังร้อนระอุ ย่อมยากที่จะวางใจผู้ใดได้ “ไทเฮาส่งข้าน้อยมาขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็นผุ้ใด ที่ส่งคนมารับตัวเขา ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อที่สกปรกมอมนั้นอย่างถือดี เคร้ง! เพียงดาบเดียว โซ่เหล็กเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น ประตูถูกชายผู้นั้นเปิดออกกว้าง ก่อนที่จะเบี่ยงตัวเปิดทางให้แก่ลู่อ๋อง ลู่เจ
คณะเดินทางของคุณหนูสกุลอวิ๋น รถม้าที่ควรเดินทางต่อไปยังหูเหอ กลับบ่ายหน้าเข้าสู่เส้นทางเมืองหลวง โดยมีคนขององค์ชายใหญ่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางในครานี้ อวิ๋นอิงลอบมองไปที่รุ่ยผิง ซึ่งเอาแต่นั่งเงียบงัน นางไม่ได้เอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีเพียงช่วงแรกที่นางแสร้งทำเป็นโวยวาย กับการที่ต้องกลับเมืองหลวง ซึ่งรุ่ยผิงก็ยังคงทำหน้าที่ปลอบโยนเช่นเดิม แต่มันต่างตรงที่รุ่ยผิงดูจิตใจเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้งเท่านั้นเอง “คุณหนูนอนพักสักหน่อยนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่เงียบ รุ่ยผิงที่เพิ่งรู้สึกว่าตนเองหลงลืมหน้าที่ ได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่ง่วง เจ้าพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าหรอก อย่างไรเสียเราก็คงต้องกลับเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องคิดทำอีกแล้ว” แม้ว่านางอยากจะขัดขืน เรื่องที่ต้องกลับเมืองหลวง แต่นี่คือพระบัญชาจากองค์ชายใหญ่ ผู้ใดจาจหาญขัดขวางได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่นางต้องขบคิด คือทำอย่างไรให้ครอบครัว รอดพ้นไปจากการช่วงชิง
ทางด้านลานพักของจ้าวตงเสวียน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดที่จะออกห่างจากรถม้าของภรรยา แม้ว่าตอนที่เขาแสร้งหลับใหล ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เฝ้าระวังเสียเมื่อไหร่ แต่เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยฝีมือของคนขับรถม้า และสาวใช้ข้างกายภรรยา เขาจึงแสร้งหลับด้วยฤทธิ์ยานั้นต่อไป จนถานหลี่เช่อออกจากที่พักไป เขาไม่คิดเดาว่าไปที่ใด เพราะรู้อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงละทิ้งภรรยา มุ่งตรงไปปกป้องหญิงในดวงใจ แต่เพราะนี่คือเขาในปัจจุบัน แม้มดสักตัว เขาก็จะไม่ให้เฉียดใกล้ภรรยา “ท่านแม่ทัพ ไม่คิดที่จะไปดูสักหน่อยจริง ๆ หรือขอรับ” สื่อเจ่าเอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เขาไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพ ที่ดูห่วงใยในตัวของคุณหนูอวิ๋น จะเพิกเฉยต่ออันตรายที่คืบคลานเข้าหานางได้ “นายหญิงของเจ้าคือใคร” “แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยสิขอรับ” “นั่นคือคำตอบที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดเอาผู้อื่นมาตีเสมอนาง” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ขยายความในคำพูด เพราะเขารู้จักคนของตนเองดี ว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญ หากว่าเขาบอกชัดแล้วไม่ทำ สื่อเจ่ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา แม่ทัพหนุ่ม
แม่ทัพหนุ่มที่หันใบหน้าไปยังทางเข้าลานฝึก ย่อมเห็นชัดในสายตาว่าภรรยา ได้ยืนมองมาที่เขากับหญิงสาวตรงหน้า ทว่านางกลับนิ่งเฉยไม่คิดที่จะโวยวายใด ๆ เช่นภรรยาบ้านอื่น มิหนำซ้ำนางยังเดินจากไปอย่างไม่แยแสต่อการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย “สื่อเจ่า ไปจัดการบางอย่างให้ข้า” แม่ทัพหนุ่มสั่งการก
“ฝ่าบาท! เรื่องนี้กระหม่อมอยากให้ทรงพิจารณาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงที่ใช้ รวมถึงสายตาของท่านมหาเสนาบดี เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างเห็นได้ชัด คนไร้สามารถที่เกิดมาโชคดีได้นั่งบัลลังก์ เพราะมีแม่ที่อำมหิต ช่วงชิงอำนาจในวังหลังมาได้ และผลักดันโอรสของตัวเงอขึ้นที่สูง คิดที่จะกำจัดสกุลหลัวของเขา
“เสด็จแม่...” ฮ่องเต้เรียกพระมารดา ด้วยน้ำเสียงที่กร้าวขึ้นเล็กน้อย เพื่อทรงต้องการเตือนให้พระมารดา รู้ว่าบางสิ่งมิควรที่จะทำตามอำเภอใจ ตราบใดที่อำนาจเบ็ดเสร็จ ยังคงไม่ได้อยู่ในมือเขาเพียงผู้เดียว ก็ไม่ควรสร้างความขัดแย้งที่ขยายใหญ่ขึ้น ต่อให้มันจะดูเล็กน้อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันหมายถึงเกี
ทางด้านแม่ทัพหนุ่ม เวลานี้เขากับบิดายืนหันหลังชนกัน ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนร้าย ที่มีจำนวนที่มากกว่าหลายเท่านัก ทว่าสองพ่อลูกมีหรือจะแสดงความตื่นกลัว โดยเฉพาะท่านราชครู ที่คนภายนอกมักเห็นเขาเป็นเพียงบุรุษเคร่งตำรา ทว่าแท้จริงแล้วฝีมือในด้านการต่อสู้ของเขา มิได้เป็นรองผู้ใดเลย เพียงแค่คำร้องขอของ







