Masukสายฝนเม็ดโตยังคงโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีหม่น เสียงซ่าของหยาดน้ำที่กระทบลงบนผืนหญ้าและผิวน้ำในอ่างเก็บน้ำดังระงมไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางความเย็นฉ่ำของอากาศและความชื้นแฉะของพื้นดิน ร่างของคนทั้งสองยังคงนอนกอดก่ายกันอยู่บนเนินลาดชัน
ตูนกะพริบตาปริบ ๆ พยายามตั้งสติกับสถานการณ์ชวนอึดอัดที่เกิดขึ้น ดวงตาคมกริบมองคนตัวเล็กที่ทับอยู่บนอกตัวเองด้วยความฉงนระคนแปลกใจ เมื่อเห็นเธอยังคงนิ่งค้างไม่ยอมขยับเขยื้อน แถมเอ่ยปากบอกว่าลุกขึ้นไม่ได้ ทั้งที่ปกติคนเราถ้ารู้ตัวว่าอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมคงจะรีบดีดตัวลุกขึ้นทันทีแล้ว ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่เจือไปด้วยความสงสัย
"ทำไม... ถึงลุกไม่ได้ล่ะคุณน้อง เป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
สิ้นเสียงถามของตูน อิมพอร์ตก็สะดุ้งเฮือกราวกับเพิ่งได้สติ ใบหน้าที่ซบอยู่กับแผงอกกว้างค่อย ๆ เงยขึ้นมาช้า ๆ ดวงตากลมโตคู่สวยสบเข้ากับดวงตาคมเข้มของนายช่างหนุ่มในระยะประชิด ชนิดที่ว่าลมหายใจอุ่น ๆ ของทั้งคู่ผสานเป็นลมเดียวกัน
ในเสี้ยววินาทีนั้น... รอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงสายฝนที่เคยโหมกระหน่ำเหมือนจะเบาลงไปถนัดตา หัวใจดวงน้อยของอิมพอร์ตเต้นระรัวโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เช่นเดียวกับหัวใจของตูนที่กระหน่ำเต้นแรงจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงจังหวะที่สั่นไหวไม่แพ้กัน
แต่ความเคลิบเคลิ้มนั้นอยู่ได้ไม่ถึงอึดใจ เมื่อสมองของสาวน้อยผู้เรียบร้อยและรักนวลสงวนตัวประมวลผลได้ทัน อิมพอร์ตก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบผละใบหน้าออกแล้วก้มมองสภาพตัวเองทันที
"คะ... คือ! มัน... มันโป๊ค่ะ!" อิมพอร์ตอุทานลั่นด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างกายที่เปียกปอนไปด้วยสายฝนทำให้เสื้อนักศึกษาและเสื้อผ้าของเธอแนบเนื้อจนเผยให้เห็นสัดส่วนและร่องรอยเสื้อชั้นในสีอ่อนที่ทะลุผ่านเนื้อผ้าสีขาวบางออกมาชัดเจน ความอายพุ่งปรี๊ดขึ้นจนหยาดน้ำตาคลอเบ้าด้วยความทำตัวไม่ถูกตามประสาเด็กสาวผู้เรียบร้อย
ตูนที่ก้มมองตามสายตาของเธอลงมาก็ชะงักกึก กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความตกใจและทำตัวไม่ถูกเช่นกัน รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายไม่แพ้กัน
"เอ่อ... คือ... ผมไม่ได้ตั้งใจมองนะ!" ตูนรีบแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก ร่างสูงพยายามขยับตัว "ก็... ก็จะให้ผมทำยังไงล่ะ จะให้นอนตากฝนรอให้แห้งอยู่ตรงนี้หรือไงเล่า ลุกขึ้นมาสิครับ"
"ฮือ... ก็มันลุกไม่ได้นี่นา!" อิมพอร์ตโวยวายเสียงสั่นด้วยความอายและอึดอัด "พื้นมันลื่นจะตายไป หนูใส่รองเท้าผ้าใบ พื้นก็แฉะ ขืนขยับสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังไถลลงไปอีกรอบแน่ ๆ... พี่ตูนต้องช่วยหนูนะ!"
"เอ้า แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะทีนี้..." ตูนเกาหัวแกรก ๆ อย่างจนปัญญา
"หลับตา!" อิมพอร์ตสั่งเสียงเฉียบขาด แม้หน้าจะแดงแจ๋ "พี่ตูนห้ามลืมตาเด็ดขาดนะ หลับตาปี๋ไปเลย แล้วก็... พานางสาวอิมพอร์ตลุกขึ้นมาดี ๆ!"
"เออ ๆ หลับก็หลับวะ เรื่องมากจริง ๆ ยัยตัวแสบเอ๊ย" ตูนบ่นอุบอาย หลับตาปี๋ลงสนิทตามคำสั่งอย่างจำยอม "แล้วจะให้ผมทำยังไงต่อ ยื่นมือมาสิ"
"ไม่ใช่แค่นั้น..." อิมพอร์ตกัดริมฝีปากล่างด้วยความเขินอายยิ่งกว่าเดิม ดวงตากลมโตมองสำรวจสภาพตัวเองที่เปียกโชกจนน่ากลัว ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาราวกับกระซิบ "เสื้อคลุมสีดำของพี่... ถอดให้หนูยืมใส่บังหน่อยค่ะ! ไม่อย่างนั้นหนูไม่ยอมลุกขึ้นไปไหนเด็ดขาด!"
ตูนลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งมองหน้าเด็กสาวที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้รอมร่อ ยอมแพ้ให้กับความดื้อและสถานการณ์เฉพาะหน้า "เออ ๆ ถอดก็ถอดวะ เรื่องมากเป็นบ้าเลยคุณน้องเนี่ย"
ว่าแล้วตูนก็พยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงเนินดินเพื่อจะถอดเสื้อคลุมสีดำตัวนอกออกส่งให้ แต่เพราะความรีบร้อน พื้นดินที่ลื่นแฉะ และแรงเหวี่ยงจากการขยับตัว ทำให้จังหวะที่ตูนดันตัวลุกขึ้นมานั่งประชิดตัวอิมพอร์ตนั้น...
หมับ! พรวด!
จังหวะที่หน้าเงยขึ้นมาพอดีกับที่อิมพอร์ตโน้มตัวลงไปจะคว้าเสื้อ ริมฝีปากหยักของตูนก็พุ่งตรงเข้า “จูบ” เข้ากับหน้าผากมนของอิมพอร์ตเข้าอย่างจัง!
จุ๊บ!
เสียงริมฝีปากสัมผัสกับหน้าผากดังขึ้นท่ามกลางเสียงฝน ทั้งคู่แข็งค้างราวกับถูกสต๊าฟไว้ อิมพอร์ตเบิกตากว้างจนแทบถลนด้วยความตกใจสุดขีด เลือดสูบฉีดพุ่งขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าวไปหมด ส่วนตูนเองก็ตาค้างกะพริบตาปริบ ๆ สมองขาวโพลนยิ่งกว่าเดิม
"อุ๊ย! อี๊! พี่ตูน!" อิมพอร์ตโวยวายลั่น ยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองทันที ใบหน้าแดงแจ๋ด้วยความตกใจปนเขินจัดจนแทบอยากจะมุดดินหนี "บอกให้หลับตาไงเล่า! ทำไมถึงซุ่มซ่ามมาโดนหน้าผากหนูแบบนี้เนี่ย!"
"เฮ้ย! ผมไม่ได้ตั้งใจเว้ย! ใครจะไปรู้ว่าคุณจะยื่นหน้าเข้ามาจังหวะนั้นพอดีเล่า!" ตูนรีบแก้ตัวหน้าตาตื่น น้ำเสียงลนลานจนผิดวิสัยนายช่างจอมกวน "อุบัติเหตุเว้ยอุบัติเหตุ! อย่าโวยวายสิฟะ!"
"ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย! หลับตาแล้วถอดเสื้อคลุมมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!" อิมพอร์ตแว้ดใส่เสียงสั่นเครือด้วยความเขินอายขั้นสุด
ตูนรีบดึงสติกลับมา มือหนารีบปลดกระดุมเสื้อคลุมสีดำตัวนอกออกอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นส่งให้หญิงสาวทันทีโดยไม่กล้าสบตา อิมพอร์ตคว้าเสื้อคลุมตัวโคร่งนั้นมาสวมทับร่างตัวเองอย่างลนลานเพื่ออำพรางความโป๊จากเสื้อที่เปียกฝน เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็พยุงกันลุกขึ้นจากพื้นดินเฉอะแฉะ ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แล้วรีบวิ่งฝ่าสายฝนตรงดิ่งเข้าไปหลบภัยใน "ศาลาพักใจริมอ่างเก็บน้ำ" ที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
ภายในศาลาไม้เก่าแก่ที่มุงหลังด้วยกระเบื้อง ลมฝนพัดโชยเข้ามาเบา ๆ ทำให้ละอองน้ำเย็นเฉียบกระเซ็นถูกผิวเนื้อจนทั้งคู่วิ่งเข้ามาถึงกับยืนกอดอกตัวสั่นเทิ้มด้วยความหนาว อิมพอร์ตในชุดนักศึกษาเปียกโชกที่มีเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ของตูนสวมทับอยู่ ยืนกอดอกห่อไหล่พยายามถูแขนตัวเองเพื่อคลายความหนาว
ส่วนตูนอยู่ในสภาพเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวแนบเนื้อเนื่องจากถอดเสื้อคลุมออกให้เด็กสาวไปแล้ว ชายหนุ่มยืนหอบหายใจฮืดฮาด เสยผมลู่ฝนขึ้นไปด้านหลังเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เปียกปอน
ครืนนน! เปรี้ยง!จังหวะที่บรรยากาศกำลังเงียบงัน ทันใดนั้นเอง... ท้องฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาที่เสาไฟฟ้าแรงสูงบริเวณไม่ไกลจากอ่างเก็บน้ำ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ!"กรี๊ด!" อิมพอร์ตสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจกลัว หลับตาปี๋ยกมือขึ้นปิดหูตัวเองแน่นแต่ทว่า... ปฏิกิริยาของ ตูน กลับรวดเร็วยิ่งกว่า! เมื่อได้ยินเสียงฟ้าผ่าและฟ้าร้องคำรามใกล้ ๆ ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น "นายช่างผู้กล้าหาญลุยงานหนัก" กลับมีอาการผวาอย่างรุนแรง สัญชาตญาณความกลัวเสียงฟ้าร้องตั้งแต่เด็กกำเริบขึ้นมาฉับพลัน ร่างสูงโปร่งโผนเข้าประชิดตัวอิมพอร์ตแล้ว "สวมกอดร่างบางเอาไว้แน่นสนิท" ซุกหน้าลงกับไหล่เล็กทันทีด้วยความหวาดกลัว!"เฮ้ย! อย่าผ่าใกล้สิโว้ย! กลัวแล้ว ๆๆ!" ตูนสบถเสียงสั่น ร่างสูงสั่นเทาน้อย ๆ หลับตาปี๋กอดอิมพอร์ตแน่นราวกับเด็กน้อยเจอผีอิมพอร์ตที่กำลังตกใจจากเสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่ ลื
สายฝนเม็ดโตยังคงโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีหม่น เสียงซ่าของหยาดน้ำที่กระทบลงบนผืนหญ้าและผิวน้ำในอ่างเก็บน้ำดังระงมไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางความเย็นฉ่ำของอากาศและความชื้นแฉะของพื้นดิน ร่างของคนทั้งสองยังคงนอนกอดก่ายกันอยู่บนเนินลาดชันตูนกะพริบตาปริบ ๆ พยายามตั้งสติกับสถานการณ์ชวนอึดอัดที่เกิดขึ้น ดวงตาคมกริบมองคนตัวเล็กที่ทับอยู่บนอกตัวเองด้วยความฉงนระคนแปลกใจ เมื่อเห็นเธอยังคงนิ่งค้างไม่ยอมขยับเขยื้อน แถมเอ่ยปากบอกว่าลุกขึ้นไม่ได้ ทั้งที่ปกติคนเราถ้ารู้ตัวว่าอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมคงจะรีบดีดตัวลุกขึ้นทันทีแล้ว ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่เจือไปด้วยความสงสัย"ทำไม... ถึงลุกไม่ได้ล่ะคุณน้อง เป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"สิ้นเสียงถามของตูน อิมพอร์ตก็สะดุ้งเฮือกราวกับเพิ่งได้สติ ใบหน้าที่ซบอยู่กับแผงอกกว้างค่อย ๆ เงยขึ้นมาช้า ๆ ดวงตากลมโตคู่สวยสบเข้ากับดวงตาคมเข้มของนายช่างหนุ่มในระยะประชิด ชนิดที่ว่าลมหายใจอุ่น ๆ ของทั้งคู่ผสานเป็นลมเดียวกันในเสี้ย
วันต่อมา... บรรยากาศภายในห้องกองคลังขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดอนขุนเต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงใกล้ปิดรอบส่งงบเบิกจ่ายประจำสัปดาห์ บนโต๊ะทำงานของ อิมพอร์ต นักศึกษาฝึกงาน แฟ้มเอกสารสีน้ำเงินและเครื่องคิดเลขถูกวางเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ ดวงตากลมโตสีนิลกวาดมองนาฬิกาบนผนังห้องสลับกับประตูทางเข้าอยู่เป็นระยะวันนี้อิมพอร์ตตั้งใจมารอรับเอกสารเบิกค่าใช้จ่ายที่ถูกแก้ไขตัวเลขใหม่จาก นายช่างตูน ตามกำหนดเดดไลน์ที่พี่ปูย้ำนักย้ำหนาว่าถ้าไม่ส่งวันนี้ รอบเบิกจะถูกเลื่อนออกไปยาว ๆแต่ทว่า... จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงบ่ายแก่ ๆ เจ้าหน้าที่คนอื่นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วันนี้ช่างตูนมีคิวต้องออกไปตรวจหน้างานก่อสร้างระบบระบายน้ำและสำรวจพื้นที่นอกสถานที่ตั้งแต่เช้าตรู่ และไม่มีกำหนดว่าจะกลับเข้าสำนักงานทันเวลาเลิกงานหรือไม่อิมพอร์ตเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ความกระวนกระวายใจเริ่มเข้าครอบงำ มือเรียวเล็กพลิกนาฬิกาข้อมือดูเวลาที่เดินผ่านไปอย่
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของกองช่าง อิมพอร์ตก็เห็นประตูเปิดอ้าไว้ครึ่งหนึ่ง ด้านในมีโต๊ะทำงานหลายตัว และร่างสูงโปร่งของนายช่างตูนในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาตรวจแบบแปลนก่อสร้างอยู่ท่ามกลางเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมงานคนอื่นอิมพอร์ตสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ที่หน้าประตูก่อนจะเคาะเบา ๆ สองครั้ง"เอ่อ... ขออนุญาตค่ะ..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเบาเสียจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงพัดลมเพดานตูนเงยหน้าขึ้นจากแปลนก่อสร้าง เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ดวงตาคมกริบก็ฉายแววเจ้าเล่ห์และประกายความสนุกสนานขึ้นมาทันที เขาวางปากกาลงในมือ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย ๆ กวนประสาทตามสไตล์"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่คุณนักบัญชีคนเก่งผู้ประกาศกร้าวว่าจะตรวจสอบเอกสารให้ผมนี่เอง มาหาผมถึงถิ่นแบบนี้ มีอะไรล่ะครับ หรือว่าเอกสารเบิกเงินของผมผ่านฉลุยจนอยากจะเอาเงินสดมาจ่ายให้ผมตอนนี้เลย?" ตูนเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงทะเล้นและรอยยิ้มมุมปาก ชว
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างห้องกองคลัง ส่องกระทบกองเอกสารและแฟ้มสีน้ำเงินที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของ อิมพอร์ต นักศึกษาฝึกงานปี 4 ผู้มุ่งมั่น หลังจากที่เธอรับปากและรับแฟ้มเอกสารเบิกค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดของนายช่างตูนมาเมื่อช่วงเช้า เธอก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเต็มในการตรวจสอบตัวเลข ใบเสร็จ และรายการวัสดุก่อสร้างอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามหลักการบัญชีที่ร่ำเรียนมานิ้วเรียวเล็กกดเครื่องคิดเลขคำนวณซ้ำไปซ้ำมาเป็นรอบที่สาม ดวงตากลมโตเพ่งมองตัวเลขบนกระดาษกับบิลใบเสร็จสลับกันไปมา คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม“เป็นไปตามคาดจริง ๆ ด้วย...” อิมพอร์ตพึมพำกับตัวเองเบา ๆทุกอย่างในแง่ของระเบียบและเงื่อนไขการเบิกจ่ายนั้นถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายทุกประการ แต่... "ยอดตัวเลข" ในหน้าสรุปค่าใช้จ่ายกับยอดรวมของบิลใบเสร็จจริง ๆ กลับไม่ตรงกัน! ผลรวมคลาดเคลื่อนไปเกือบสองพันบาท ซึ่งในทางบัญชีถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้แม้แต่บาทเดี
เช้าวันใหม่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดอนขุนเริ่มต้นขึ้นด้วยความสดใส แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างใสแจ๋วของกองคลัง กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟโบราณจากโรงอาหารลอยอบอวลเข้ามาผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเอกสารใหม่เอี่ยมอิมพอร์ต ในชุดนักศึกษาฝึกงานสีขาวสะอาดตาและกระโปรงพลีทสีดำยาวเรียบร้อยกำลังตั้งอกตั้งใจจัดเรียงแฟ้มสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายบนโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มือเรียวเล็กจรดปากกาลงบนกระดาษโน้ตเพื่อบันทึกรายการเบื้องต้น ใบหน้าหวานละมุนประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แสดงถึงความสุขที่ได้เริ่มต้นวันใหม่อย่างสงบแต่... ความสงบมักอยู่ได้ไม่นานในสถานที่ราชการโครม! เสียงประตูไม้บานใหญ่ของห้องกองคลังถูกผลักเปิดออกด้วยแรงเหวี่ยงพอประมาณ พร้อมกับเสียงทุ้มห้าวที่ตะโกนทักทายเสียงดังลั่นตามวิสัยของเจ้าตัว"อรุณสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวกองคลังที่รักยิ่ง! เช้าอันแสนสดใสแบบนี้ มีใครคิดถึงนายช่างรูปหล่อคนนี้บ้างเอ่ย!"







