Masukในขณะที่ท่านก้อนน้ำแข็งกำลังสั่งการจัดระเบียบค่ายอย่างเคร่งครัดจนไม่มีใครสนใจฉัน ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าเคยใส่หน้ากากอนามัยกับถุงมือทางการแพทย์ติดกระเป๋าเป้ไว้เป็นประจำอยู่แล้ว ลองค้นดูหน่อยดีกว่า...
โชคดีชะมัด! มีอยู่จริงด้วย! แถมยังมีจำนวนมากพอจะช่วยชีวิตคนสำคัญรอบตัวในตอนนี้ได้พอดี!
“เดี๋ยวก่อน! ท่านเฉินเฟิง! เอาแมส... เอ๊ยยย... ผ้าปิดจมูก กับ ถุงมือ นี่ไปด้วยขอรับ! แจกจ่ายให้ครบทุกคน! ส่วนท่านก็ต้องป้องกันด้วยนะขอรับ! กำชับทุกคนว่าห้ามใช้มันร่วมกับผู้ใด! และให้ใช้ตลอดเวลาในระหว่างที่มีโรคระบาด!”
ฉันรีบตะโกนรั้งไว้พร้อมยื่นอุปกรณ์ให้ เขาหันไปสบตาท่านอ๋องเพื่อขอความเห็นชอบจากเจ้านาย มู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อย เขาจึงรับมันไปสวมใส่อย่างรวดเร็วก่อนจะก้าวออกจากกระโจม
ฉันแอบเห็นเฉินเฟิงก้มมองถุงมือยางกับผ้าปิดจมูกสีแปลกตาในมือด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ คงไม่เคยเห็นละสิ ผิวสัมผัสของมันนุ่มสบายไร้รอยตะเข็บหนาเทอะทะแบบผ้าที่เคยใช้ทั่วไปในแคว้นนี้ ดูจากสายตาจับผิดของเขาแล้ว... พอเสร็จภารกิจ คงหาทางกลับมาเค้นถามฉันถึงที่มาที่ไปแน่ๆ! ตามสบายนะท่านองครักษ์เพราะฉันมีคำตอบรอท่านอยู่แล้ว ฉันยิ้มอารมร์ดี
ฉันหันไปสนใจท่านอ๋องที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษหยาบๆ เขาตวัดพู่กันเขียนตัวอักษรจีนโบราณอย่างฉับไวอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะยื่นส่งให้องครักษ์หญิงที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้างๆ อ๊ะ ฉันว่า ฉันอ่านออกนะนั่นน่ะ
“ไป๋หลิง! เจ้านำสารแจ้งข่าว และข้อความช่วยเหลือไปเมืองหลวงมอบให้ฮ่องเต้! ระหว่างทางระวังตัวด้วย!”
“เจ้าค่ะ!”
ไป๋หลิงรับสารแล้วหมุนตัวทะยานร่างกระโดดหายลับไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็วราวกับเงาไร้ตัวตน
ในระหว่างที่มู่เฉินกำลังง่วนอยู่กับการสั่งการโดยไม่ได้สนใจฉัน ฉันจึงถือโอกาสใช้สายตาสแกนรูปร่างกำยำสมส่วนภายใต้ชุดเกราะขึ้นลงอยู่หลายรอบ
บอกได้เลยว่าใบหน้านี้คมสันหล่อเหลายิ่งกว่าพระเอกซีรี่ย์จีนที่กำลังโด่งดังในโลกของฉันหลายเท่า ดั่งคำโบราณว่า สง่าดั่งรูปภาพวาด งามดั่งเทพเซียน รูปร่างสูงสง่าดั่งสวรรค์สร้าง คือเรื่องจริง
แต่น่าเสียดายคิ้วหนาได้รูปขมวดเข้าหากันเป็นปมบวกกับความนิ่งเงียบเย็นชาดุจภูเขาหิมะตลอดเวลายิ่งทำให้เขาเป็นผู้ชายที่เดาใจยากมาก แต่ยังไงเขาก็หล่ออยู่ดี อิ อิ
ตลอดการเดินทางมายังหมู่บ้านสามวันสองคืน เขาไม่แม้แต่จะหยุดพัก! ชายคนนี้ปากแข็งเย็นชา แต่ภายในใจกลับเป็นห่วงชาวบ้านอย่างแท้จริง... นี่แหละ ผู้ชายในฝันชัดๆ!
“มองพอหรือยัง อยากตายมากรึ!!?”
ฉันสะดุ้ง! หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างอีกรอบ! แย่แล้วเผลอมองนานไปหน่อย
“ท่านรูปงาม! ข้ามองเพลินไปหน่อย แหะ แหะ”
ฉันส่งยิ้มตาหยีอย่างหน้าด้านๆ หวังเอาความน่าเอ็นดูเข้าข่ม
เขามองฉันด้วยหางตา... มันคือสายตาอะไร อย่าบอกนะว่าจะฆ่ากันอีกแล้ว..
“เจ้าเป็นบุรุษใยมองท่านอ๋องเยี่ยงนั้น มันน่าบั่นคอทิ้งนัก!”
ไม่สิคนที่จะฆ่าฉันคือเฉินเฟิงองครักษ์เหล็กกล้าผู้นี้ต่างหากเล่า ตะกี้เขาไม่อยู่นี่นาเหตุใดมาปรากฏกายตรงนี้ได้เล่า แล้วท่าทีปานวัวกระทิงที่พร้อมจะขวิดฉันให้สิ้นซากนั่นอะไร ฉันไม่ได้ไปแย่งแฟนนายสักหน่อย
อย่าบอกนะว่าหึงฉันกับนายตัวเอง ไอ้หยาสองคนนี้มีซำติงกันป่าววะเนี่ย
“ก็ท่านอ๋องของท่านหล่อจริงนี่นา ข้าแค่...”
“เลิกทะเลาะกันสักที!”
ฉันได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ เหมือนจะรำคาญอะนะ ก็เฉินเฟิงกับฉันเจอกันทีไรเป็นมีเรื่องถกเถียงกันได้ตลอด ทั้งที่ปกติเฉินเฟิงดูเป็นคนเงียบขรึมประหยัดคำพูด ส่วนมู่เฉินก็ขี้ระแวงและเข้าถึงยาก แต่พอเป็นเรื่องของฉัน เฉินเฟิงกลับเปิดปากทะเลาะด้วยได้อย่างไร้เหตุผล
เมื่อโดนสายตาดุทั้งฉันและเฉินเฟิงต่างยืนนิ่งก้มหน้า ไม่กล้าอ้าปากอีก แต่ก็ไม่วายส่งสายตาจิกกัดแยกเขี้ยวใส่กันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร
“เฉินเฟิง! ไปเรียกหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าทหาร และหมอทหารที่ไม่เคยแตะต้องผู้ป่วยทุกคน ให้มาพบข้า!”
ฉันไม่สนใจเดินไปนั่งเงียบๆ ตรงอีกมุมหนึ่ง
“ที่ว่าข้าหลอ..คืออะไร”
“หล่อ ขอรับ ไม่ใช่ หลอ ที่บ้านข้า มันคือคำชมขอรับ! หมายความว่าท่านงามยิ่งนัก!”
ฉันชมด้วยสีหน้าทะเล้นหยีตาใส่ไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของเขา
'เจ้าชมข้าเยี่ยสตรีอย่างงั้นหรือ!'
“เจ้าอยากตายใช่หรือไม่!”
“ทุกคนรู้ว่าข้าเป็นสตรีกันหมดแล้วหรือ”จากความอายเริ่มกลายเป็นความกลัว ฉันกลัวถูกตัดหัวเสียบประจาน ข้อหาโกหกราชวงศ์ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า“ไม่เจ้าค่ะ ไม่ร้องนะเจ้าคะ” ป้าหยงรีบเช็ดน้ำตาให้ฉันเบา ๆนางคงคิดว่าฉันเสียใจเรื่องเสียตัวสินะ“เมื่อคืนท่านอ๋องสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าใกล้กระโจมอย่างเด็ดขาด มีเพียงข้าน้อยที่คอยรับใช้อยู่นอกกระโจมตามคำสั่งท่านอ๋องเจ้าค่ะ”“หมายความว่ามีแค่ท่านอ๋องกับท่านป้าที่รู้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ”“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” ป้าหยงยืนยันอย่างหนักแน่น“คุณชายเยว่พักผ่อนเถิดนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าน้อยจะนำอาหารเช้ามาให้”ป้าหยงออกไป ความเงียบปกคลุมกระโจมอีกครั้ง อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องหนีแต่พอขยับตัวช่วงล่างกลับประท้วงจนต้องนิ้วหน้าด้วยความปวด จะหนียังไงละ ลากขาไปก็โดนตามจับกลับมาอยู่ดี จนต้องกุมขมับตัวเองร้องไห้ให้กับชะตาชีวิตที่ไม่อาจควบคุมได้ฉันจะตายยังไง มู๋มู่ เจ้าอยู่ที่ไหน ออกมาช่วยฉันด้วยยยยเขาจะสั่งประหารแบบไหน จับฉันแยกร่างหรือเปล่าฉันนอนปาดน้ำตาตัวสั่นไม่หยุดเสียงมู่เฉิ
ไออุ่นลอยคละคลุ้งผสมกับกลิ่นหอมจากผิวกายของหญิงสาวที่บัดนี้ไร้ซึ่งสติซินเยว่หอบหายใจรวยริน ความร้อนระอุจากพิษกำหนัดแผดเผาจนร่างบางบิดเร้า สัมผัสเย็นฉ่ำของน้ำช่วยบรรเทาได้เพียงเศษเสี้ยว แต่มันไม่อาจดับไฟราคะที่สุมอยู่ในอกได้ นางคว้ามู่เฉินไว้แน่นราวกับคนจมน้ำ ดึงรั้งเขาลดกายลงมาหาด้วยสัญชาตญาณมู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความต้องการในอก ดวงตาคมกริบมองร่างอรชรในอ้อมแขนราวกับว่าตัวเองเป็นผู้โดนพิษเสียเอง ริมฝีปากหนาประทับลงบนริมฝีปากที่เผยอน้อย ๆ“ซินเยว่…”สัมผัสหวานล้ำดุดันถูกตักตวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลิ้นร้อนเกี่ยวพันไล้ต้อนความหอมหวานจนเสียงครางประท้วงเบาๆ ดังเล็ดลอดริมฝีปากเล็ก มือหนาที่เคยถือกระบี่ปลิดชีพศัตรู บัดนี้สั่นเทาเล็กน้อยยามลูบไล้ไปตามเรือนร่างบอบบาง ผิวเนื้อเนียนละเอียดดั่งหยกชั้นดีร้อนผ่าวจนแทบละลายคาฝ่ามืออ่างอาบน้ำแคบลงถนัดตาเมื่อท่วงทำนองแห่งความเสน่หา และความเร้าร้อนของพิษหลอมรวมเข้าด้วยกัน ละอองน้ำกระจายตัวยามร่างทั้งสองเคลื่อนไหวประสานสอดรับ เสียงหอบหายใจ เสียงครางกระเส่าสะท้อนไปทั่วห้องอาบน้ำ ท่ามกลางราตรีอันเงียบงัน
หมอทั้งสองแม้จะงุนงง แต่ก็รีบทำตามด้วยความเคารพ เฉินเฟิงที่เพิ่งกลับมาพร้อมสตรีผู้หนึ่ง มองหมอทั้งสองออกมาจากกระโจมด้วยความสงสัย ทว่าไม่มีเวลาซักถาม เขาต้องรีบพาสตรีผู้นี้ไปช่วยคุณชายเยว่ให้เร็วที่สุด“เฉินเฟิง! ท่านอ๋องไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปเจ้าค่ะ! ส่วนสตรีผู้นี้ท่านอ๋องให้ท่านพากลับไปเจ้าค่ะ” ป้าหยงดึงแขนเฉินเฟิงไว้ทันท่วงที เฉินเฟิงชะงักเท้าอย่างงุนงง“เพราะเหตุใด”“ไม่ต้องถามเจ้าพานางผู้นี้ออกไปก่อนเถิด”เฉินเฟิงกลับไปด้วยความสงสัยที่ยังไม่คลี่คลายภายในกระโจมเหลือเพียงมู่เฉินและซินเยว่เท่านั้น มู่เฉินนั่งลงข้างเตียง สัมผัสใบหน้าและลำคอของซินเยว่อย่างอ่อนโยน สัมผัสของมู่เฉินสร้างความร้อนรุ่มให้ซินเยว่ยิ่งขึ้น นางจับมือเขาไว้แน่น“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”“ท่านอ๋อง…ช่วย…ข้าด้วย.!!” นางกระซิบราวจะขาดใจ“ข้าจะช่วยเจ้า วางใจเถิด เจ้าจะไม่เป็นอันใด”“ข้าร้อนเหลือเกิน”มือน้อย ๆ ปัดป่ายไปมาบนหน้าอกแกร่งอย่างต้องการความช่วยเหลือ สองแขนโอบรอบลำคอหนากดโน้มเข้าหาตนอย่างลืมตัว ริมฝีปากเล็กอ่อนนุ่มประกบริมฝีปากหนาได้รูป จูบ
หมอจ้าวหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ "ที่สำคัญ ยากำหนัดชนิดนี้ไม่มียารักษา มีเพียงการร่วมหอถึงจะถอนพิษได้... พะยะค่ะ"จ้าวหมิงเหลือบมองซินเยว่ที่กำลังทรมานคำกล่าวของหมอจ้าวหมิงทำให้มู่เฉินถึงกับยืนนิ่งราวกับสาป มองซินเยว่ที่กำลังบิดเร้าด้วยความทรมาน ใบหน้าแดงก่ำ หอบหายใจแรง แม้เข้าใจ แต่ทว่าร่างเล็ก ๆ นี่กลับทำให้เขาหวงแหนเมื่อคิดว่าต้องร่วมหลับนอนกลับคนอื่น‘การใช้สตรีบำบัดพิษก็ไม่แปลก แต่เหตุใด... เหตุใดข้าถึงรู้สึกหน่วงในอกเช่นนี้!'"พวกเจ้าแน่ใจหรือ? ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว?"หมอหลินฟงพยักหน้า "แน่ใจพะยะค่ะท่านอ๋อง ยากำหนัดชนิดนี้รุนแรงนัก ถ้าไม่รีบรักษาภายในหนึ่งชั่วยาม ร่างกายของคุณชายซินเยว่เดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว อาจทนไม่ไหวได้พะยะค่ะ"มู่เฉินกัดกรามแน่น เขากลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากลำบาก เหลือบมองซินเยว่ที่ส่งเสียงเบาๆ อย่างทรมาน หัวใจของมู่เฉินบีบรัดด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามข่มอารมณ์ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด"เฉินเฟิง!" เขาเรียกเสียงดังเพื่อข่มอารมณ์ของตัวเอง"ขอรับท่านอ๋อง!""เจ้า... เจ้าจงไปหาสตรีที่เหมาะสมสักคน... ที่ไว้วาง
ภารกิจในแต่ละวันมันไม่ได้แย่ แต่ที่หนักใจคือการใช้ชีวิตในกระโจมเดียวกับบุรุษหน้าตาย ที่คอยจับผิดทุกฝีก้าวอะดิช่างเถอะ เหงื่อออกมาทั้งวันขออาบน้ำให้ชื่นใจสักหน่อย ยังดีที่ในกระโจมแบ่งห้องอาบน้ำเป็นสัดส่วน มิดชิด ปลอดภัยจากสายตาชาวบ้าน ยกเว้นต้องคอยหลบคิวอาบน้ำ กับท่านอ๋องบ้างบางคราวเท่านั้นแหละฉันบิดขี้เกียจเอวเคล็ดเบาๆ ตั้งใจจะอาบน้ำพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะไปโชว์ฝีมือทำอาหารเย็นให้ตัวเองกิน"คุณชายเยว่อยู่หรือไม่ขอรับ!" เสียงใครเรียก ช่างเป็นเสียงที่รีบเร่งเสียจริง'โอ๊ยยย ท่านอ๋องมีอะไรจะใช้อีกเนี่ย? เลยเวลางานมานานแล้วนะ!'“อยู่... มีอะไรหรือ” ทหารนายนี้หน้าตาไม่คุ้นแฮะ จะรีบไปไหนทำหน้าเหมือนเห็นผีมา"ท่านอ๋องให้ข้าน้อยนำอาหารค่ำมาให้ขอรับ!"ฉันหลีกทางให้เขานำถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะ เมื่อวางเสร็จก็เผ่นแน่บไปอย่างกับโดนผีไล่จริงๆ"ขอบใจเจ้ามากนะ!" ฉันตะโกนตามหลัง'จะรีบร้อนไปไหนเนี่ย? หรือมีงานด่วนอันใดอีก?'ช่างเถอะ กำลังหิว ดีเหมือนกันไม่ต้องไปทำให้เสียเวลา ท่านอ๋องก็น่ารักเหมือนกันนะ ร
จะทำไงดี อากาศหนาวไม่เท่ากับหัวใจที่กำลังกลัวตายอยู่ตอนนี้ ฉันนั่งกอดตัวเองแน่น“เจ้าหนาวหรือ?” ฉันสะดุ้งกับคำถามที่ไม่ควรสะดุ้ง“เปล่าขอรับ ข้ามิได้หนาว ข้าแค่... รู้สึกรักตัวเองขึ้นมาเฉย ๆ ขอรับ!” ปากบอกพร้อมกับในใจก็ปลงสังขารไปด้วยจู่ ๆ ผ้าคลุมผืนหนาก็คลุมลงบนไหล่ ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น เขาก้มต่ำจนกลิ่นกายเขาลอยเข้าจมูก ระยะห่างแค่ไม่คืบกว่า ๆ มันใกล้จนฉันเผลอมองริมฝีปากหนาที่นานๆ จะยิ้มสักทีอย่างลืมตัว‘ปากน่าจูบจัง... !’“เจ้าคิดอะไรอยู่” สายตาที่มองมาเกือบทำฉันละลาย“ปะ... เปล่า” ฉันรีบก้มหน้าเก็บอาการ หากเขาไม่ทักเรียกสติเมื่อครู ฉันคงทำไปแล้ว ฮู้... โชคดี โชคดีแล้ว“ห่มเสียเถอะ… อากาศยามค่ำคืนในหนานเจียงแตกต่างจากกลางวันมากนัก เดี๋ยวจะป่วยไปอีกรอบ ข้าไม่อยากแบกเจ้าไปส่งหมออีก” เขาเดินกลับไปที่เตียงฉันรีบเก็บสีหน้า กำผ้าคลุมแน่น มองเขาเดินไปปลดม่านบังเตียง แล้วหายเข้าไปในนั้นอะไร มาทำให้ใจเต้นแรงแล้วหนีไปนอนเฉย... คนอะไรอ่อยเก่งชะมัด.........................................................







