LOGINในที่สุด… ภารกิจแรกก็สำเร็จไปกึ่งหนึ่งแล้ว!
ฟ้าใกล้มืดค่ำลงแล้ว ร่างกายที่
“ขึ้นมาสิ” เขายื่นมือมาให้ฉัน นี่เขาจะไปส่งฉันเหรอ เชื่อใจได้ป่ะเนี่ย“ชิ... เชื่อได้หรือ” ฉันยืนเฉยเหมือนไม่ได้ยิน สะบัดหน้ามองไปอีกทางอย่างไม่ใส่ใจว้ายยยย.. ฉันตกใจแทบขิต เมื่อร่างลอยละลิ่วปลิวลมไปตกบนหลังม้าด้านหน้าเขา ซึ่งตอนนี้สภาพของฉันคือ นั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกับเขา โดยมีท่านอ๋องปีศาจนั่งคร่อมซ้อนหลังอยู่ สองมือของเขายื่นไปจับสายเชือกบังเหียนม้า จนแผ่นหลังฉันกระแทกเข้ากับแผงอกแข็งๆ ของเขา“ข้าจะพาไป” แล้วเขาจะกระซิบข้างหูทำไมเนี่ย! ฉันรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้าฉันนั่งแข็งทื่อไม่กล้าหายใจ กลิ่นกายของเขาลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของที่ฉันน่าจะชินเพราะอาศัยในกระโจมเดียวกันตั้งหลายวัน แต่วันนี้กลับรู้สึกแปลก ๆ“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จู่ ๆ เขาก็หัวเราะเสียงดัง จนฉันเริ่มอยู่ไม่ติด“ท่าน... หัวเราะอะไรอีก!”“ท่าทีของเจ้าช่างตลกนัก” เขายังไม่หยุดหัวเราะ เพียงแต่เบาเสียงลงเท่านั้น“หากเจ้าเป็นสตรี ท่าทางเช่นนี้คงเหมาะกับเจ้า” เขาพูดชิดริมหู จนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขา“ขะ... ข้า เป็นบุรุษขอรับ ท่า
แรงกดดันในกระโจมเริ่มเบาบางลง มู่เฉินกลับมาหน้านิ่งก้มอ่านเอกสารอีกครั้ง โดยไม่สนใจฉันที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาแม้แต่น้อย“เดินไปสิ” ตอบง่ายเนอะ หากเดินสามก้าวถึงฉันคงไม่ด้านหน้ามาขอความช่วยเหลือหรอก“แต่มันไกลนะขอรับท่านอ๋อง” ฉันเริ่มมีอารมณ์ ‘ใจดำชิบ คนไร้น้ำใจที่สุดในสามโลก!’เงียบ...เขาละจากเอกสารมองฉันด้วยสายตาท้าทาย ท่านอ๋องมีมุมกวนประสาทคนอื่นด้วยหรือ“มันเรื่องของเจ้า หาใช่เรื่องของข้าไม่”อ้าววว พูดแบบนี้ในโลกของฉันตายมานักต่อนักแล้ว... ‘ฝากไว้ก่อนเถอะ’“ชิ..” ฉันสะบัดหน้างอนตุ๊บป่องเดินปึงปังจากไปโดยไม่สนใจมารยาทใดๆ ทั้งสิ้นฉันเดินกระเท้าระบายอารมณ์โกรธไปตลอด เมื่ออารมณ์โมโหเริ่มเบาลง...“โอ้ยยยย เหนื่อยชะมัด! กว่าจะออกไปจากค่ายได้ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ขาคงเป็นตะคิวกันพิดี”ฉันบ่นพลางเดินกะเผลกๆ ไปตามบนถนนดินลูกรังไปพลาง เหงื่อไหลอาบสองข้างขมับลงมาถึงปลายคาง เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูดซับเหงื่อจนเป็นดวง แม้จะพยายามรักษากิริยาให้สมกับเป็นคุณชาย แต่ความเหนื่อยล้าก็ทำให้ฉันหลุดอาการออกมาเป็นระยะ
เวลาผ่านไป... ฉันก็ยังคงสวมบทบาทเป็นคุณชายซินเยว่ผู้กอบกู้หนานเจียงในสายตาของทุกคนแต่หารู้ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการทำภารกิจพลิกฟื้นผืนดินให้สำเร็จต่างหากเล่า! วันนี้ฉันจึงจำเป็นต้องเข้าไปดูความคืบหน้าในหมู่บ้านเสียหน่อย แต่จะให้เดินเท้าไปคงไม่ไหว ไกลซะขนาดนั้นจริงสิ... ไปขอม้ากับท่านอ๋องดีกว่าฉันเดินก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังกระโจมบัญชาการหลักของท่านอ๋อง เมื่อเปิดม่านกระโจมเ ข้าไปเห็นมู่เฉินกำลังนั่งอ่านรายงานทหารอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง บนโต๊ะมีกองเอกสารวางไว้จนมองไม่แทบจะไม่เห็นเนื้อโต๊ะ‘โห...ท่านอ๋องมัจจุราชทำงานเป็นกับเขาด้วย คิดว่าเป็นแต่สั่งฆ่าคนอย่างเดียวซะอีก’“ท่านอ๋อง...ข้าซินเยว่ ขอรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านเพียงชั่วครู่พะยะค่ะ” ฉันโค้งคำนับเล็กน้อยเขาเงยหน้าขึ้นมอง ราวกับสำรวจส่งแปลกปลอมตรงหน้าด้วยสายตาที่มองไม่ออก“มีเรื่องอันใด?” เสียงไร้อารมณ์ แฝงอำนาจผู้นำฉันกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ รู้สึกว่ามาผิดจังหวะไปหรือเปล่า ออกไปตอนนี้ยังทันมั้ย“ข้า...อยากจะขอยืมคนของท่าน พาข้าเข้าไปในหมู่บ้านเสียหน่อย” ฉันยิ้มแหยๆ พยายาม
เช้าวันใหม่หน้ากระโจมส่วนตัวท่านอ๋อง ฉันยังนอนหลับอย่างสบายใจอยู่ด้านใน“คุณชายซินเยว่ขอรับ”เสียงใครมาตะโกนหน้ากระโจมฟ่ะ คนกำลังหลับสบาย อ๊ะ... ตะวันส่องก้นแล้วหรอ ทำไมฉันยังนอนอยู่ละฉันรีบลุกขึ้นมองไปทางเตียงนอนของท่านอ๋อง เขาไม่อยู่ แสดงว่าต้องไปกระโจมบัญชาการ ร่างกายก็ยังไม่หายดีจะหักโหมไปถึงไหน เดี๋ยวพิษก็กำเริบอีกหรอก“คุณชายซินเยว่ขอรับ ท่านหมอจ้าวหมิงมาขอพบขอรับ” เสียงทหารที่เฝ้าหน้ากระโจมดังลอดเข้ามา“ข้ารู้แล้ว ให้ท่านหมอรอก่อนสักครู่ขอรับ”ฉันรีบล้างหน้าล้างตาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่ลืมสำรวจช่วงหน้าอกอับหัวไหล่ให้ดูเป็นบุรุษที่สุด เมื่อมั่นใจแล้ว...“เข้ามาเถอะ” ฉันเดินไปแหวกม่านกระโจมเรียกหมอจ้าวหมิงเข้ามาคุยในกระโจมแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากทักทายอะไรเลย จู่ ๆ ท่านหมอชราผู้เคยเจ้ายศเจ้าอย่าง กลับถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าโครมต่อหน้าฉัน ทำเอาฉันตกใจตาโต รีบพุ่งเข้าไปฉุดดึงเขาไว้แทบไม่ทัน"ท่านหมอจ้าวหมิง! ท่านทำอันใดรีบลุกขึ้นเถอะขอรับ!"จ้าวหมิงส่ายหัวดิกไม่ยอมลุก แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใ
ขณะเดียวกันณ ตำหนักหลวงอันมืดสลัว ข่าวการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของแคว้นหรง และข่าวการรอดชีวิตของไป๋หลิง ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงฉางอันเป็นที่เรียบร้อย!ฮ่องเต้เกาเจิ้นจ้องรายงานในมือด้วยพระพักตร์บูดบึ้งกริ้วโกรธอย่างรุนแรง โต๊ะทรงงานอันวิจิตรถูกแรงอารมณ์ปัดกระจัดกระจาย เอกสารสำคัญหมึกพู่กันหล่นเกลื่อนพื้น ข้าวของเครื่องใช้กระจุยกระจายไปทั่วราวกับถูกพายุถล่ม เสียงคำรามดังก้องดุจฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าตัวสั่นงันงกไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแผนการกำจัดดมู่เฉินที่วางไว้อย่างแยบยลมานานแรมปี กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า มิหนำซ้ำ ไป๋หลิงยังรอดกลับไปแจ้งข่าวแก่มู่เฉินได้อีก นั่นหมายความว่าความลับเรื่องที่พระองค์ร่วมมือกับแคว้นหรงได้ถูกเปิดเผยแล้ว ยิ่งนึกย้อนว่ามู่เฉินเป็นบุตรชายนอกสมรสของฮ่องเต้องค์ก่อน ซึ่งเป็นพระเชษฐาแท้ ๆ ของพระองค์ ความหวาดระแวงและอคติที่ฝังรากลึกจึงยิ่งปะทุรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ‘มู่เฉิน! ทำไมเจ้าถึงไม่ตายไปซะ ทั้งที่ข้าได้วางแผนอย่างรัดกุมถึงเพียงนี้!’ฮ่องเต้เกาเจิ้น พระพักตร์แดงก่ำด้วยโทสะ ทรงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘เจ้าเป็นเพียงบุตรนอกสมรส ที่ริอาจมีอำน
“ขอรับท่านอ๋อง” ทหารสองนายเข้ามาคำนับเขา“ไปเบิกเตียงสนามมา นำหมอน ผ้าห่มหนา ๆ ผ้าปูอย่างดีที่มีในคลัง แล้วประกอบให้เรียบร้อยวางไว้ใกล้ ๆ เตียงข้า ด่วน!”สองคนนั้นออกไปแล้ว ท่านอ๋องยังนั่งมองรายงานอยู่ที่เดิม มีแต่ฉันที่ยืนเป็นหินอยู่ตรงนี้เขาไม่ได้จะฆ่าฉันเหรอ คือไรอะ ที่ว่าเอาเตียงมาไว้อีกหลังหนึ่ง อย่าบอกนะว่า...“จะยืนตรงนั้นทั้งคืนหรือ” เขาหันมามองฉันแววตามีแววขบขัน มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย“ไปอาบน้ำ แล้วมานอนพักซะ” เขาสั่งเท่านั้นก่อนจะก้มอ่านรายงานต่อนี่ฉันหูฝาด หรือฝันกลางวัน เขาไม่ลงโทษ แถมยังให้นอนร่วมกระโจมอีด คิดไรกับฉันป่ะเนี่ย?...เมื่อหายงงกับการกระทำของท่านอ๋อง และเขาก็ไล่ให้ฉันไปอาบน้ำ จึงก้าวขาออกจากกระโจมตรงไปโรงอาบน้ำรวมของทหาร จะอาบยังไงก่อน จะให้ไปแก้ผ้าอาบน้ำในดงผู้ชายรึ บ้าไปแล้ว แต่ก็ต้องออกไปจากกระโจมก่อนแล้วกัน หลังจากนั้นเมื่อไม่มีคนค่อยไปอาบเหมือนทุกครั้ง“จะไปที่ใดอีก” คราวนี้เขาเงยหน้าจากรายงานมาคุยกับฉันโดยตรง“อะ อาบน้ำขอรับ” ฉันตอบตะกุกตะกัก“อาบในกระโจม มีห้องแบ่งเป็นห้องอ่าบน้ำ







