เข้าสู่ระบบเสียงแหลมเล็กเหมือนเสียงเด็กดังขึ้นข้างหู ราวกับมันเป็นเสียงกระซิบจากความว่างเปล่า...
หรือเป็นเสียงที่แทรกเข้ามาในหัวของฉันกันแน่?
มันไม่ใช่เสียงของผู้ชายหน้าหล่อคนนั้น
ไม่ใช่เสียงของชายร่างใหญ่ หรือแม้แต่หญิงดุดันคนนั้น
แต่มันเป็นเสียงที่... คุ้นเคยอย่างประหลาด
"แน่สิคะ! ขอแค่รอดตายไปก่อน!"
ฉันรีบตอบออกไปทันทีด้วยเสียงที่แหบพร่าและรีบร้อนอยากเอาชีวิตรอด
ไม่ได้คิดไตร่ตรองอะไรเลย เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันบีบคั้นเกินกว่าจะมานั่งพิจารณาหาเหตุผลอะไรทั้งนั้น
"เอ๊ะ... เดี๋ยวนะ เสียงใคร?"
ฉันขมวดคิ้วสงสัยหลังจากตกปากรับคำไปแล้ว
พยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่เข้าใจ ความกลัว ความสับสนทำให้ฉันประมวลผลช้าลงหลายส่วน
เงียบ... ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงความเงียบวังเวงจนน่าขนลุก
"ออกมานะ! อย่างมาล้อเล่นกับคนกำลังจะตาย! มันบาปนะ! ฉันสาปแช่งนะ! สาปแช่งจริงๆ นะ..."
ฉันเริ่มพูดรัวๆ ด้วยความหงุดหงิดระคนหวาดระแวง ไม่ใช่แค่กลัวตาย แต่ยังกลัวโดนผีหลอกอีก! ก็ดูบรรยากาศในคุกแห่งนี้สิ ถ้าไม่มีคนเคยตุยคงบ้าแล้ว
เงียบ... ความเงียบยังคงเป็นคำตอบ
"ถ้าไม่ออกมานะ ขอให้ท้องเสีย! ไม่มีคนรัก! สูญเสียอำนาจ! วาสนาหดหาย! ไปไหนก็เจอแต่คนเกลียด! ไม่มีใครคบ! อกหักซ้ำซาก!..."
ฉันสาปแช่งไปเรื่อยๆ ด้วยถ้อยคำที่คิดออกในเวลานั้น เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความโมโหที่ถูกเล่นตลกในสถานการณ์เช่นนี้
"พอแล้ว!!"
เสียงไม่สบอารมณ์ขัดขึ้นมาทันที ราวกับโดนสะกิดปมประสาทที่สำคัญที่สุด
และในทันทีนั้น สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าฉัน
ลักษณะกลมๆ ขนาดเท่าลูกฟุตบอลในยุคปัจจุบัน ขนฟูดูอ่อนนุ่มน่าสัมผัส สีชมพูอมม่วงเรืองรอง ดูน่ารักน่ากอดเสียจนลืมความกลัวไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเป็นประกาย หูแหลมเล็กกระดุกกระดิกได้ มีหางดุ๊กดิ๊กไปมาน่าเอ็นดู
มันลอยเด่นอยู่ตรงหน้าห่างไปประมาณสองวา ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้น ไม่ได้เหยียบอะไร แต่มันลอยอยู่กลางอากาศ!
"ว้าววว! น่ารัก! นี่มันตัวอะไรเนี่ย! เหมือนตุ๊กตาเลย! มีชีวิตรึเปล่า? ขยับได้ด้วย!"
ฉันมองด้วยตาเป็นประกาย ความกลัวตายเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ความน่ารักของมันสะกดทุกความรู้สึกด้านลบให้หายไปหมดสิ้น
"เป็นตุ๊กตาพูดได้เหรอ? หรือว่าฉันหลอนไปแล้วจริงๆ"
"เจ้ากำลังลบหลู่ข้า!"
เจ้าก้อนกลมพูดเสียงแหลมคล้ายเด็กน้อยอย่างไม่พอใจ ใบหน้ากลมๆ นั่นดูบึ้งตึงขึ้นเล็กน้อย
"หือ? เสียงที่ได้ยินเมื่อกี้ เป็นเสียงของเจ้าหรือ? เป็นไปได้ไง! นี่เป็นภาวะหลอนของคนใกล้ตายรึเปล่าเนี่ย! หรือว่าฉันถูกทรมานจนสมองเพี้ยนไปแล้ว!"
ฉันพึมพำกับตัวเอง พยายามจะหยิกแขนตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกมัดอยู่
"ใช่! ข้าชื่อ มู๋มู่! เป็นสัตว์เทพ! ข้ากำลังจะช่วยเจ้า... แต่เปลี่ยนใจแล้ว! ในเมื่อเจ้าไม่อยากให้ช่วยข้าก็จะไปล่ะ!"
มู๋มู่ทำท่าจะลอยห่างออกไปช้าๆ พลางหางของมันก็โบกสะบัดไปมาอย่างน่ารักน่าชัง
"เดี๋ยวสิ! เดี๋ยวววววว! ข้าขอโทษ! เออ... เจ้าเป็นตัวอะไรเหรอ? ทำไมถึงพูดได้ล่ะ! แล้วทำไมถึงอยู่ตรงนี้!”
“อย่าเพิ่งไปนะ! กลับมาก่อนนนน!"
ฉันรีบร้องห้ามรัวๆ ด้วยความตกใจ กลัวว่ามันจะหายไปจริงๆ ความน่ารักของมันดึงดูดฉันไว้มากพอๆ กับความหวังที่จะรอดชีวิต
"ข้าชื่อ มู๋มู่ เป็นสัตว์เทพ อาศัยอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกมนุษย์และโลกเทพ ข้ามีภาระกิจให้เจ้าทำ จึงได้นำเจ้ามาที่นี่!"
มู๋มู่แนะนำตัวอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าใบหน้ากลมๆ ของมันจะยังคงดูน่ารักอยู่ก็ตาม
"ไม่! ไม่ทำ! ข้าอยากกลับบ้าน! ข้าจะไม่ทำภารกิจอะไรนั้นเด็ดขาด! จะกลับไปสร้างสะพานของฉัน! สะพานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน!"
ภารกิจในแต่ละวันมันไม่ได้แย่ แต่ที่หนักใจคือการใช้ชีวิตในกระโจมเดียวกับบุรุษหน้าตาย ที่คอยจับผิดทุกฝีก้าวอะดิช่างเถอะ เหงื่อออกมาทั้งวันขออาบน้ำให้ชื่นใจสักหน่อย ยังดีที่ในกระโจมแบ่งห้องอาบน้ำเป็นสัดส่วน มิดชิด ปลอดภัยจากสายตาชาวบ้าน ยกเว้นต้องคอยหลบคิวอาบน้ำ กับท่านอ๋องบ้างบางคราวเท่านั้นแหละฉันบิดขี้เกียจเอวเคล็ดเบาๆ ตั้งใจจะอาบน้ำพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะไปโชว์ฝีมือทำอาหารเย็นให้ตัวเองกิน"คุณชายเยว่อยู่หรือไม่ขอรับ!" เสียงใครเรียก ช่างเป็นเสียงที่รีบเร่งเสียจริง'โอ๊ยยย ท่านอ๋องมีอะไรจะใช้อีกเนี่ย? เลยเวลางานมานานแล้วนะ!'“อยู่... มีอะไรหรือ” ทหารนายนี้หน้าตาไม่คุ้นแฮะ จะรีบไปไหนทำหน้าเหมือนเห็นผีมา"ท่านอ๋องให้ข้าน้อยนำอาหารค่ำมาให้ขอรับ!"ฉันหลีกทางให้เขานำถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะ เมื่อวางเสร็จก็เผ่นแน่บไปอย่างกับโดนผีไล่จริงๆ"ขอบใจเจ้ามากนะ!" ฉันตะโกนตามหลัง'จะรีบร้อนไปไหนเนี่ย? หรือมีงานด่วนอันใดอีก?'ช่างเถอะ กำลังหิว ดีเหมือนกันไม่ต้องไปทำให้เสียเวลา ท่านอ๋องก็น่ารักเหมือนกันนะ ร
จะทำไงดี อากาศหนาวไม่เท่ากับหัวใจที่กำลังกลัวตายอยู่ตอนนี้ ฉันนั่งกอดตัวเองแน่น“เจ้าหนาวหรือ?” ฉันสะดุ้งกับคำถามที่ไม่ควรสะดุ้ง“เปล่าขอรับ ข้ามิได้หนาว ข้าแค่... รู้สึกรักตัวเองขึ้นมาเฉย ๆ ขอรับ!” ปากบอกพร้อมกับในใจก็ปลงสังขารไปด้วยจู่ ๆ ผ้าคลุมผืนหนาก็คลุมลงบนไหล่ ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น เขาก้มต่ำจนกลิ่นกายเขาลอยเข้าจมูก ระยะห่างแค่ไม่คืบกว่า ๆ มันใกล้จนฉันเผลอมองริมฝีปากหนาที่นานๆ จะยิ้มสักทีอย่างลืมตัว‘ปากน่าจูบจัง... !’“เจ้าคิดอะไรอยู่” สายตาที่มองมาเกือบทำฉันละลาย“ปะ... เปล่า” ฉันรีบก้มหน้าเก็บอาการ หากเขาไม่ทักเรียกสติเมื่อครู ฉันคงทำไปแล้ว ฮู้... โชคดี โชคดีแล้ว“ห่มเสียเถอะ… อากาศยามค่ำคืนในหนานเจียงแตกต่างจากกลางวันมากนัก เดี๋ยวจะป่วยไปอีกรอบ ข้าไม่อยากแบกเจ้าไปส่งหมออีก” เขาเดินกลับไปที่เตียงฉันรีบเก็บสีหน้า กำผ้าคลุมแน่น มองเขาเดินไปปลดม่านบังเตียง แล้วหายเข้าไปในนั้นอะไร มาทำให้ใจเต้นแรงแล้วหนีไปนอนเฉย... คนอะไรอ่อยเก่งชะมัด.........................................................
“ข้าคิดว่า เราควรปลูกข้าวโพดหวานและมันหวานเพิ่มพะยะค่ะ”มู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ขยับนั่งกอดอกมองมาด้วยความสนใจ“ว่าต่อสิ”“ข้าสำรวจผืนดินหลังหมู่บ้านมาแล้ว มีที่มากพอสำหรับพืชสองชนิดนี้ แต่เราต้องปรับร่องน้ำที่ระเกะระกะ ซึ่งขัดขวางการเพาะปลูกแปลงใหญ่และเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน หากไม่รีบจัดการ จะกระทบต่อผลผลิตอย่างร้ายแรงขอรับ เอ่อ พะยะค่ะ” คำราชาศัพท์นี่ช่างรำคาญจริง“เจ้าพูดธรรมดาเถอะ คำพูดเจ้าล้วนถือสาได้ยาก”คำพูดท่านอ๋อง ฉันฟังแล้ว... ความหมายมันพิลึก ๆ“แล้วเจ้ามีแผนแก้ไขอย่างไร?”“ข้าขอเสนอให้ปรับหน้าดิน พร้อมสร้างทางน้ำขึ้นใหม่ขอรับ! ขุดคลองส่งน้ำหลักจากแม่น้ำใหญ่เชื่อมต่อไปยังแปลงเพาะปลูก สร้างฝายกั้นน้ำขนาดเล็กเพื่อกักเก็บไว้ใช้ยามแล้งและควบคุมยามน้ำหลาก เพียงเท่านี้เราก็จะบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกฤดู”คนยุคนี้คุ้นชินแต่กับการพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติ การ ‘ควบคุมน้ำ’ เป็นสิ่งที่เกินจริงสำหรับพวกเขา“เจ้าหมายความว่าเราจะควบคุมน้ำได้ดั่งใจนึกเชียวหรือ?”“ขอรับ! ทั้งข้าวโพด มัน
เดินไปได้สักพักใหญ่ๆ เริ่มรู้สึกว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง...จู่ๆ เสียงฝีเท้าควบม้าอันคุ้นเคย พร้อมกับเงาดำทมิฬของม้าศึกตัวใหญ่ที่พุ่งตรงเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง!เอี๊ยดดด... เสียงม้าเบรกในจินตนาการของฉันฉันสะดุ้งสุดตัวกระโดดหลบเข้าข้างทางเกือบไม่ทัน ฝุ่นกระจายจนต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกเมื่อมองผ่านกลุ่มฝุ่น... ก็พบกับร่างสูงสง่าของท่านอ๋องมู่เฉินที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำสนิท ใบหน้าคมคายบึ้งตึงเช่นเคย สายตาดุๆ มองลงมาที่ฉันด้วยแววตาตำหนิเล็กน้อย“เจ้ามาทำอะไรอยู่แถวนี้คนเดียว?” ทำไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเองนั่นแหละที่เป็นคนทิ้งฉันไว้‘อ้าวไอ้นี่! ถามได้... ก็เพราะแกไม่ใช่รึไงที่ขี่ม้าหนีไปก่อนน่ะห่ะ!’ฉันแอบแยกเขี้ยว ก่อนจะเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอสุดปลอมกลับไป“ท...ท่านอ๋อง! ช่างบังเอิญเสียจริง ข้ากำลังกลับค่ายพะยะค่ะ!”มู่เฉินหรี่ตามองสำรวจสภาพเหงื่อโทรมกาย รองเท้าเปื้อนฝุ่น ท่าทางยืนโอนเอนของฉันแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขันขึ้นมาเล็กน้อยอย่างรู้ทัน
เขาไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ในหน้าของซินเยว่ผุดขึ้นมาละลายสมาธิการทำงานจนสิ้น ได้แต่นั่งถอนหายใจอย่างเหม่อลอย“ท่านอ๋อง” เฉินเฟิงปรากฏตัวขึ้น“ว่ามา”“ได้เรื่องแล้วขอรับ”“ที่หมู่บ้านใกล้เคียงมีครอบครัวแปลกๆ เข้ามาอาศัยอยู่ช่วงหนึ่งขอรับ พวกเขาเป็นพ่อค้าต่างแดน ก่อนที่จะเกิดโรคระบาดขึ้นครอบครัวนี้ได้เข้ามาในหนานเจียงหลังจากนั้นไม่มีใครได้พบเจอเขาอีกเลย กระหม่อมตามสืบค้นจนเจอเป็นศพอยู่ในป่าขอรับ”“ศพอยู่ไหน”“โรงเก็บศพในค่ายทหารขอรับ”“ให้นักชันสูตรศพไปตรวจสอบอย่างละเอียด ให้ทหารเฝ้าศพอย่างเข้มงวดห้ามให้ใครเข้าใกล้ ระหว่างตรวจสอบศพเจ้าต้องอยู่ด้วยทุกครั้ง และห้ามแพร่งพรายเรื่องศพเป็นอันขาด” เสียงสั่งการเด็ดขาดเป็นระบบ แววตาวาวโรจน์ดุจมัจจุราช“ขอรับ” เฉินเฟิงรับทราบคำสั่งแล้วจึงรีบเร่งไปจัดการ.........................................................................................................มุมของซินเยว่มู่เฉินอ๋องมาส่ง แล้วก็กลับไปโดยไม่บอกอะไร แล้วขากลับฉันจะกลับยังไงละ ฉันมองแผ่นหลังของมู่เฉินที่ค่อยๆ
“ขึ้นมาสิ” เขายื่นมือมาให้ฉัน นี่เขาจะไปส่งฉันเหรอ เชื่อใจได้ป่ะเนี่ย“ชิ... เชื่อได้หรือ” ฉันยืนเฉยเหมือนไม่ได้ยิน สะบัดหน้ามองไปอีกทางอย่างไม่ใส่ใจว้ายยยย.. ฉันตกใจแทบขิต เมื่อร่างลอยละลิ่วปลิวลมไปตกบนหลังม้าด้านหน้าเขา ซึ่งตอนนี้สภาพของฉันคือ นั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกับเขา โดยมีท่านอ๋องปีศาจนั่งคร่อมซ้อนหลังอยู่ สองมือของเขายื่นไปจับสายเชือกบังเหียนม้า จนแผ่นหลังฉันกระแทกเข้ากับแผงอกแข็งๆ ของเขา“ข้าจะพาไป” แล้วเขาจะกระซิบข้างหูทำไมเนี่ย! ฉันรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้าฉันนั่งแข็งทื่อไม่กล้าหายใจ กลิ่นกายของเขาลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของที่ฉันน่าจะชินเพราะอาศัยในกระโจมเดียวกันตั้งหลายวัน แต่วันนี้กลับรู้สึกแปลก ๆ“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จู่ ๆ เขาก็หัวเราะเสียงดัง จนฉันเริ่มอยู่ไม่ติด“ท่าน... หัวเราะอะไรอีก!”“ท่าทีของเจ้าช่างตลกนัก” เขายังไม่หยุดหัวเราะ เพียงแต่เบาเสียงลงเท่านั้น“หากเจ้าเป็นสตรี ท่าทางเช่นนี้คงเหมาะกับเจ้า” เขาพูดชิดริมหู จนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขา“ขะ... ข้า เป็นบุรุษขอรับ ท่า







