LOGIN"เฮอะ! ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้าเด็กปากดีนี่หรอก!"
"นำไปประหารเสีย!"
มู่เฉินเอ่ยเสียงเหี้ยม สายตาเย็นชาจับจ้องไปที่ซินเยว่
"ขอรับ ท่านอ๋อง!!" เฉินเฟิงรับคำสั่งเสียงหนักแน่น
"โทษฐานบังอาจปิดบังความจริง ข้าจะให้มันตายด้วยวิธีที่ทรมานที่สุด!!!"
ทหารรีบไปเตรียมม้าตามคำสั่ง ม้าสี่ตัวถูกนำมาผูกติดกับโซ่ที่ล่ามขาและแขนของนักโทษ
"ไม่นะ! ท่านจะฆ่าข้าไม่ได้นะ! ข้า...ข้ายังไม่ได้กลับบ้านเลยนะเว้ย! สะพานแขวนของฉัน! ฮือๆๆ"
ฉันจะมาตายแบบนี้ไม่ได้ ฉันยังไม่ได้กลับบ้าน ฉันยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลยนะ!
‘ไม่ได้! ต้องงัดความรู้ที่เรียนจากโลกเดิมมาใช้ จะได้ผลหรือไม่ค่อยว่ากัน!’
"ข้าทำได้! ข้าช่วยท่านได้!!"
ฉันตะโกนสุดเสียงอย่างคนเสียสติมองมู่เฉินเพื่อเป็นการยืนยันคำพูด
"หืม? ว่าอย่างไรนะ?"
เขาหันมาถามคิ้วกระตุกเล็กน้อย ไม่มีความไว้วางใจในดวงตาเลยสักนิด
"ข้าบอกว่า ข้าช่วยท่านได้! ข้าสามารถแก้ไขสถานการณ์โรคระบาดได้! ถ้าท่านยอมให้ข้ามีชีวิตอยู่!"
ฉันพูดเสียงดังฟังชัด น้ำเสียงมั่นใจเกินเบอร์
มู่เฉินมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณานิ่งไปครู่
"เจ้า? รู้เรื่องโรคระบาดด้วยรึ? อย่าคิดจะโกหกหาทางรอด!"
"ข้ายังไม่รู้ว่ามันเป็นโรคอะไร... แต่ถ้าข้าได้เห็น ก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะควบคุมและรักษาได้! ถ้าให้ข้าคาดการณ์ตอนนี้... หมอของท่านมิอาจควบคุมสถานการณ์ได้ ใช่หรือไม่?!"
ฉันเรียนจิตวิทยามาจุดสำคัญแค่นี้ทำไมจะจับไม่ได้ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของโลกเดิม ฉันมีลูกน้องใต้บังคับบัญชาหลายร้อยคน ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตพวกเขา จึงจำเป็นรับการอบรมความรู้ทางการแพทย์ฉุกเฉินมาอย่างชำนาญ รวมทั้งการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติมาบ้าง ถึงจะไม่เคยได้ใช้อย่างจริงจัง ทว่าตอนนี้ต้องงัดออกมาช่วยชีวิตตัวเองแล้วละ
"พวกหมอคงได้แต่ก้มหน้าก้มตาจ่ายยาตามตำราโบราณสินะ! ฮึ!"
"อย่ามาโกหก! เจ้าเป็นใครมาจากไหน แฝงตัวมาด้วยจุดประสงค์อันใดก็ไม่รู้! คิดจะหลอกท่านอ๋องรึไง!"
เฉินเฟิงตะคอกเสียงใส่หน้าพร้อมชักกระบี่บั่นคอฉันได้ทุกเมื่อ
"ข้าไม่ได้โกหก! ถ้าท่านให้โอกาสข้า... ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็น ว่าข้าไม่มีจุดประสงค์ร้ายใด! ข้าแค่หลงทางมาจริงๆ นะ!" อันนี้ไม่ต้องแสดงก็สมจริงเพราะฉันไม่ได้โกหก! แววตาใสซื่อและจริงจังของฉันไปกระตุกต่อมอะไรบางอย่างเข้าละสิ ท่านอ๋องของพวกเขาเงียบไปครู่หนึ่งมองฉันเหมือนใช้ความคิด
ในหัวมู่เฉินกำลังวิเคราะห์ผลได้ผลเสีย หากชายผู้นี้พูดความจริง ภัยพิบัติครั้งนี้อาจมีทางรอด แต่หากไม่... ค่อยฆ่าทิ้งก็ยังมิสาย จากความลังเลสงสัยกลายเป็นความหวังริบหรี่ สถานการณ์เลวร้ายลงทุกขณะ เขามิอาจเสียเวลาไปมากกว่านี้ได้อีก ชาวเมืองกำลังรอคอยการช่วยเหลือจะล่าช้ามิได้แม้เพียงก้าว
"หากเจ้าโกหก... โทษของเจ้าจะหนักกว่าม้าแยกร่าง!"
"ให้โอกาสเขา!"
ฉันโล้งอกหายใจทั่วท้องได้เป็นครั้งแรกนับจากว๊าบมา
"จงจำไว้หากทำไม่ได้... ข้าจะให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย!"
เสียงของเขาแม้จะดูไร้ความเมตตา แต่ก็แฝงความหวังที่ริบหรี่ไว้ อีกอย่างฉันคงไม่เอาชีวติตัวเองมาล้อเล่นหรอกนะ
"ขอบคุณท่านอ๋อง! ขอบคุณท่านอ๋องมากขอรับ!"
ฉันรอดตายแล้ว! ฮู่ว์! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ! บทบาทคุณชายผู้น่าสงสารนี่มันเหนื่อยจริงๆ!
หลังรอดพ้นจากการถูกประหารก็ถูกพาตัวไปอาบน้ำกินอาหารอย่างเร่งรีบเพื่อไม่ให้ล่าช้าไปมากกว่านี้ อิสระ.. ยังหรอกฉันยังคงถูกสายตาพิฆาตคุมแจ เพียงแต่เปลี่ยนจากนักโทษประหารมาเป็นเชลยที่ต้องทำคุณไถ่โทษ
หมอจ้าวหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ "ที่สำคัญ ยากำหนัดชนิดนี้ไม่มียารักษา มีเพียงการร่วมหอถึงจะถอนพิษได้... พะยะค่ะ"จ้าวหมิงเหลือบมองซินเยว่ที่กำลังทรมานคำกล่าวของหมอจ้าวหมิงทำให้มู่เฉินถึงกับยืนนิ่งราวกับสาป มองซินเยว่ที่กำลังบิดเร้าด้วยความทรมาน ใบหน้าแดงก่ำ หอบหายใจแรง แม้เข้าใจ แต่ทว่าร่างเล็ก ๆ นี่กลับทำให้เขาหวงแหนเมื่อคิดว่าต้องร่วมหลับนอนกลับคนอื่น‘การใช้สตรีบำบัดพิษก็ไม่แปลก แต่เหตุใด... เหตุใดข้าถึงรู้สึกหน่วงในอกเช่นนี้!'"พวกเจ้าแน่ใจหรือ? ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว?"หมอหลินฟงพยักหน้า "แน่ใจพะยะค่ะท่านอ๋อง ยากำหนัดชนิดนี้รุนแรงนัก ถ้าไม่รีบรักษาภายในหนึ่งชั่วยาม ร่างกายของคุณชายซินเยว่เดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว อาจทนไม่ไหวได้พะยะค่ะ"มู่เฉินกัดกรามแน่น เขากลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากลำบาก เหลือบมองซินเยว่ที่ส่งเสียงเบาๆ อย่างทรมาน หัวใจของมู่เฉินบีบรัดด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามข่มอารมณ์ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด"เฉินเฟิง!" เขาเรียกเสียงดังเพื่อข่มอารมณ์ของตัวเอง"ขอรับท่านอ๋อง!""เจ้า... เจ้าจงไปหาสตรีที่เหมาะสมสักคน... ที่ไว้วาง
ภารกิจในแต่ละวันมันไม่ได้แย่ แต่ที่หนักใจคือการใช้ชีวิตในกระโจมเดียวกับบุรุษหน้าตาย ที่คอยจับผิดทุกฝีก้าวอะดิช่างเถอะ เหงื่อออกมาทั้งวันขออาบน้ำให้ชื่นใจสักหน่อย ยังดีที่ในกระโจมแบ่งห้องอาบน้ำเป็นสัดส่วน มิดชิด ปลอดภัยจากสายตาชาวบ้าน ยกเว้นต้องคอยหลบคิวอาบน้ำ กับท่านอ๋องบ้างบางคราวเท่านั้นแหละฉันบิดขี้เกียจเอวเคล็ดเบาๆ ตั้งใจจะอาบน้ำพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะไปโชว์ฝีมือทำอาหารเย็นให้ตัวเองกิน"คุณชายเยว่อยู่หรือไม่ขอรับ!" เสียงใครเรียก ช่างเป็นเสียงที่รีบเร่งเสียจริง'โอ๊ยยย ท่านอ๋องมีอะไรจะใช้อีกเนี่ย? เลยเวลางานมานานแล้วนะ!'“อยู่... มีอะไรหรือ” ทหารนายนี้หน้าตาไม่คุ้นแฮะ จะรีบไปไหนทำหน้าเหมือนเห็นผีมา"ท่านอ๋องให้ข้าน้อยนำอาหารค่ำมาให้ขอรับ!"ฉันหลีกทางให้เขานำถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะ เมื่อวางเสร็จก็เผ่นแน่บไปอย่างกับโดนผีไล่จริงๆ"ขอบใจเจ้ามากนะ!" ฉันตะโกนตามหลัง'จะรีบร้อนไปไหนเนี่ย? หรือมีงานด่วนอันใดอีก?'ช่างเถอะ กำลังหิว ดีเหมือนกันไม่ต้องไปทำให้เสียเวลา ท่านอ๋องก็น่ารักเหมือนกันนะ ร
จะทำไงดี อากาศหนาวไม่เท่ากับหัวใจที่กำลังกลัวตายอยู่ตอนนี้ ฉันนั่งกอดตัวเองแน่น“เจ้าหนาวหรือ?” ฉันสะดุ้งกับคำถามที่ไม่ควรสะดุ้ง“เปล่าขอรับ ข้ามิได้หนาว ข้าแค่... รู้สึกรักตัวเองขึ้นมาเฉย ๆ ขอรับ!” ปากบอกพร้อมกับในใจก็ปลงสังขารไปด้วยจู่ ๆ ผ้าคลุมผืนหนาก็คลุมลงบนไหล่ ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น เขาก้มต่ำจนกลิ่นกายเขาลอยเข้าจมูก ระยะห่างแค่ไม่คืบกว่า ๆ มันใกล้จนฉันเผลอมองริมฝีปากหนาที่นานๆ จะยิ้มสักทีอย่างลืมตัว‘ปากน่าจูบจัง... !’“เจ้าคิดอะไรอยู่” สายตาที่มองมาเกือบทำฉันละลาย“ปะ... เปล่า” ฉันรีบก้มหน้าเก็บอาการ หากเขาไม่ทักเรียกสติเมื่อครู ฉันคงทำไปแล้ว ฮู้... โชคดี โชคดีแล้ว“ห่มเสียเถอะ… อากาศยามค่ำคืนในหนานเจียงแตกต่างจากกลางวันมากนัก เดี๋ยวจะป่วยไปอีกรอบ ข้าไม่อยากแบกเจ้าไปส่งหมออีก” เขาเดินกลับไปที่เตียงฉันรีบเก็บสีหน้า กำผ้าคลุมแน่น มองเขาเดินไปปลดม่านบังเตียง แล้วหายเข้าไปในนั้นอะไร มาทำให้ใจเต้นแรงแล้วหนีไปนอนเฉย... คนอะไรอ่อยเก่งชะมัด.........................................................
“ข้าคิดว่า เราควรปลูกข้าวโพดหวานและมันหวานเพิ่มพะยะค่ะ”มู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ขยับนั่งกอดอกมองมาด้วยความสนใจ“ว่าต่อสิ”“ข้าสำรวจผืนดินหลังหมู่บ้านมาแล้ว มีที่มากพอสำหรับพืชสองชนิดนี้ แต่เราต้องปรับร่องน้ำที่ระเกะระกะ ซึ่งขัดขวางการเพาะปลูกแปลงใหญ่และเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน หากไม่รีบจัดการ จะกระทบต่อผลผลิตอย่างร้ายแรงขอรับ เอ่อ พะยะค่ะ” คำราชาศัพท์นี่ช่างรำคาญจริง“เจ้าพูดธรรมดาเถอะ คำพูดเจ้าล้วนถือสาได้ยาก”คำพูดท่านอ๋อง ฉันฟังแล้ว... ความหมายมันพิลึก ๆ“แล้วเจ้ามีแผนแก้ไขอย่างไร?”“ข้าขอเสนอให้ปรับหน้าดิน พร้อมสร้างทางน้ำขึ้นใหม่ขอรับ! ขุดคลองส่งน้ำหลักจากแม่น้ำใหญ่เชื่อมต่อไปยังแปลงเพาะปลูก สร้างฝายกั้นน้ำขนาดเล็กเพื่อกักเก็บไว้ใช้ยามแล้งและควบคุมยามน้ำหลาก เพียงเท่านี้เราก็จะบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกฤดู”คนยุคนี้คุ้นชินแต่กับการพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติ การ ‘ควบคุมน้ำ’ เป็นสิ่งที่เกินจริงสำหรับพวกเขา“เจ้าหมายความว่าเราจะควบคุมน้ำได้ดั่งใจนึกเชียวหรือ?”“ขอรับ! ทั้งข้าวโพด มัน
เดินไปได้สักพักใหญ่ๆ เริ่มรู้สึกว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง...จู่ๆ เสียงฝีเท้าควบม้าอันคุ้นเคย พร้อมกับเงาดำทมิฬของม้าศึกตัวใหญ่ที่พุ่งตรงเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง!เอี๊ยดดด... เสียงม้าเบรกในจินตนาการของฉันฉันสะดุ้งสุดตัวกระโดดหลบเข้าข้างทางเกือบไม่ทัน ฝุ่นกระจายจนต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกเมื่อมองผ่านกลุ่มฝุ่น... ก็พบกับร่างสูงสง่าของท่านอ๋องมู่เฉินที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำสนิท ใบหน้าคมคายบึ้งตึงเช่นเคย สายตาดุๆ มองลงมาที่ฉันด้วยแววตาตำหนิเล็กน้อย“เจ้ามาทำอะไรอยู่แถวนี้คนเดียว?” ทำไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเองนั่นแหละที่เป็นคนทิ้งฉันไว้‘อ้าวไอ้นี่! ถามได้... ก็เพราะแกไม่ใช่รึไงที่ขี่ม้าหนีไปก่อนน่ะห่ะ!’ฉันแอบแยกเขี้ยว ก่อนจะเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอสุดปลอมกลับไป“ท...ท่านอ๋อง! ช่างบังเอิญเสียจริง ข้ากำลังกลับค่ายพะยะค่ะ!”มู่เฉินหรี่ตามองสำรวจสภาพเหงื่อโทรมกาย รองเท้าเปื้อนฝุ่น ท่าทางยืนโอนเอนของฉันแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขันขึ้นมาเล็กน้อยอย่างรู้ทัน
เขาไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ในหน้าของซินเยว่ผุดขึ้นมาละลายสมาธิการทำงานจนสิ้น ได้แต่นั่งถอนหายใจอย่างเหม่อลอย“ท่านอ๋อง” เฉินเฟิงปรากฏตัวขึ้น“ว่ามา”“ได้เรื่องแล้วขอรับ”“ที่หมู่บ้านใกล้เคียงมีครอบครัวแปลกๆ เข้ามาอาศัยอยู่ช่วงหนึ่งขอรับ พวกเขาเป็นพ่อค้าต่างแดน ก่อนที่จะเกิดโรคระบาดขึ้นครอบครัวนี้ได้เข้ามาในหนานเจียงหลังจากนั้นไม่มีใครได้พบเจอเขาอีกเลย กระหม่อมตามสืบค้นจนเจอเป็นศพอยู่ในป่าขอรับ”“ศพอยู่ไหน”“โรงเก็บศพในค่ายทหารขอรับ”“ให้นักชันสูตรศพไปตรวจสอบอย่างละเอียด ให้ทหารเฝ้าศพอย่างเข้มงวดห้ามให้ใครเข้าใกล้ ระหว่างตรวจสอบศพเจ้าต้องอยู่ด้วยทุกครั้ง และห้ามแพร่งพรายเรื่องศพเป็นอันขาด” เสียงสั่งการเด็ดขาดเป็นระบบ แววตาวาวโรจน์ดุจมัจจุราช“ขอรับ” เฉินเฟิงรับทราบคำสั่งแล้วจึงรีบเร่งไปจัดการ.........................................................................................................มุมของซินเยว่มู่เฉินอ๋องมาส่ง แล้วก็กลับไปโดยไม่บอกอะไร แล้วขากลับฉันจะกลับยังไงละ ฉันมองแผ่นหลังของมู่เฉินที่ค่อยๆ







