ANMELDENในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักเสวี่ยหานอ๋องบนโต๊ะทำงานไม้หอมโบราณ มีแผนที่เมืองหลวงขนาดใหญ่กางอยู่ตรงกลาง ปลายนิ้วเรียวยาวแข็งแกร่งของพยัคฆ์หนุ่มเคาะลงบนแผนที่ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ...กึก... กึก... กึก...ทุกเสียงเคาะนิ้วสะท้อนถึงความโกลาหลในใจ ทุกหนึ่งจังหวะ คือชื่อหนึ่งในใจ จ้าวอู๋หลินซี“ว่ามา”"เรียนท่านอ๋อง..."“ตามข่าวที่สืบมา”อาห่าวคุกเข่ารายงาน จะเรียกว่าสืบก็ไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่า ‘แอบจับตามอง’ น่าจะตรงประเด็นกว่า" คุณหนูจ้าวจะไปหอคณิกา ‘ชิงเยวี่ย’ ทุกเจ็ดวัน ไม่เคยขาดพะยะค่ะ”ปลายนิ้วเสวี่ยหานอ๋องหยุดเคาะโต๊ะ ทว่าสายตายังคงจ้องแผนที่แผ่นเดิม“ทุกเจ็ดวัน…” เสวี่ยหานอ๋องทวนช้าๆ“นางไปทำอันใดในที่แบบนั้น” เขาหันมองอาห่าวเล็กน้อยหอคณิกา สถานที่ซึ่งเงินซื้อเสียงหัวเราะ ซื้อความลับ สตรีในห้องหอเช่นนางจะไปทำอันใด“นางไปในฐานะใด”“แขกธรรมดาพะยะค่ะ” อาห่าวเว้นวรรคเล็กน้อย“แต่ละครั้ง…นางจะเลือกคนปรนนิบัติเป็นหนุ่มหน้าตาดี”คิ้วเข้มของเสวี่ยหานอ๋องขยับเพียงเล็ก
เช้าวันถัดมา...เสียงตะโกนโหวกเหวกด้วยความตื่นตระหนกตกใจของนางกำนันปลุกคนทั้งตำหนักให้ตื่นก่อนเวลา"เร็วเข้า! รีบไปตามท่านหมอ! ไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!"นางกำนันประจำตัวผู้มีหน้าที่เข้ามารับใช้ปรนนิบัติยามเช้าเห็นภาพอุจาดตาก่อนใครเพื่อน นางต้องรีบเบือนหน้าหนีด้วยความอับอายและตกใจแทบสิ้นสติ คำกล่าวของนางกำนันคนก่อนเป็นเรื่องจริง ความวิปลาสขององชายสี่ที่เก็บซ่อนไว้เป็นเรื่องจริงกู้เหวินหลง และ เสี่ยวเหมยนอนทอดกายหมดสติสมประดาอยู่บนเตียงกว้าง อาภรณ์หรูหราฉีกขาดรุ่งริ่งหลุดลุ่ย สภาพร่างกายโชกไปด้วยเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกที่บ่งบอกถึงค่ำคืนอัน "เกินพอดี" อย่างไม่อาจปิดบังตบตาผู้ใดได้เลยไร้บาดแผลฉกรรจ์ ไม่มีการตรวจพบพิษร้ายแรงใดตกค้างในกาย ทว่ากลับมีเพียงร่องรอยของการสมสู่และกามราคะที่รุนแรงเกินขีดจำกัดจนเกือบจะคร่าชีวิตคนทั้งสองให้แดดิ้นท่านหมอหลวงผู้เฒ่าที่ถูกรีบร้อนเรียกตัวมารักษาถึงกับหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เพียงแค่ปลายนิ้วเหี่ยวย่นแตะตรวจชีพจรขององค์ชายสี่เไม่กี่อึดใจ สีหน้าท่าทางของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและหวาดหวั่นต่อชะตาของตน
ยามเป็นนางพญาไม่เคยต้องแก้ต่างให้ใครมาก่อน เหตุใดเจ้าคนนี้ถึงคอยแต่จะต้อนข้าให้จนมุม"ข้าไม่ชอบถูกติดตาม"ข้าสวนกลับอย่างหงุดหงิด ความสุขุมหายไปกับสายลม ยิ่งเห็นยิ่งหงุดหงิดที่ทำไรเขาไม่ได้เหมือนเขาจะรู้ว่าข้าคิดสิ่งใด เขายักไหล่ยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นการแสดงออกว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะเปิดศึกในยามนี้"ข้ามิได้ลอบตามเจ้าเพื่อคิดร้าย" เขากล่าวช้า ๆ น้ำเสียงจริงจังขึ้น"ข้าเพียง... ไม่อยากเห็นเจ้าต้องเดินทางกลับจวนท่ามกลางความมืดมิดเพียงลำพัง""ข้าหาได้ต้องการผู้คุ้มกันไม่""ตัวข้าเองก็มิได้คิดอยากเป็นเพียงผู้คุ้มกันธรรมดา ๆ เช่นกัน"เขาตอบสวนกลับทันควัน ก่อนจะเอียงศีรษะจ้องมองสบตาข้าอย่างมีความหมายลึกซึ้ง"ข้าอยากเป็น... สหายร่วมเดินทางของเจ้า"เขาพูดสั้น ๆ แต่ส่งผลให้ข้าต้องชะงักรู้สึกไม่ชอบใจยิ่งนัก ข้าจ้องมองประเมินบุรุษร่างสูงตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง รูปร่างสูงสง่ามีพลัง ดูแล้วทรงอำนาจ และมีเสน่ห์ แต่ว่าใบหน้าอาจจะน่าเกลียดก็ได้"ท่านคิดว่า... ตัวท่านเองมีค่าคู่ควรพอที่จะยืนเคียงข้างข้าในฐานะสหายงั้นรึ?""นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ตัวเจ้าต้องเป็นผู้ตัดสิน... ห
ข้ายืนกลางศพพวกมัน มองคราบโลหิตที่เปรอะเปื้อนเต็มพื้นด้วยสายตานิ่งสงบ แววตาเย็นชาสะท้อนแสงจันทร์ราวมัจจุราชที่เพิ่งลงทัณฑ์วิญญาณร้าย ความแค้นที่สะสมอยู่ในใจได้ปลดปล่อยออกมาบ้าง ‘สะใจยิ่งนัก!! ยังหรอก! นี่แค่ระบายอารมณ์เท่านั้น!’ข้าหันไปมองบุรุษหน้ากากเงินที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง สบตากันโดยไม่มีความหวาดหวั่นเกรง หึ... เห็นแล้วอย่างไรให้เขารู้ซะบ้างว่าข้ามิได้ไร้ฝีมืออย่ามาดูถูกกัน‘เขาไม่ตกใจ เหมือนจะพึงใจที่เห็นความโหดเหี้ยมของข้า.. เช่นนั้นหรือ?!’ "ลุกขึ้น"ข้าเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนักแต่คงกดดันพอที่ทำให้เด็กสาวตรงหน้าตัวสั่น"หากเจ้ายังเอาแต่คุกเข่าอ้อนวอนก้มหัวให้แก่โชคชะตาเช่นนี้ ต่อให้ข้าเข่นฆ่าคนโฉดชั่วจนหมดสิ้นเมืองเพื่อช่วยเจ้า ท้ายที่สุด... เจ้าก็ยังถูกผู้อื่นเหยียบย่ำจนจมดินอยู่ดี"นางลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล น้ำตาไหลนองหน้า หากสัจธรรมอันโหดร้ายที่ได้รับในคืนนี้มิสามารถทำให้นางเข้มแข็งได้ นั้นก็ล้วนแล้วแต่นางเถอะเด็กสาวมองหน้าข้าในแววตาปรากฏประกายแสงบางอย่างแห่งการดิ้นรนต่อสู้... นั่นเป็นปฏิกิริยาที่ทำให้ยากูซ่าสาวอย่างข้ารู้สึกพอใจขึ้นมานิดหนึ่งข้าโยนเสื้อคลุมผ้าไหมสีเข้มคลุ
เขาอุ้มข้าลอยข้ามผ่านหลังคาเรือนแล้วเรือนเล่ามาหยุดบนหลังคาโรงเตี๊ยมที่สูงสุดใจกลางย่านโคมแดง แสงโคมไฟระยิบระยับจนลานตา เสียงผู้คนคละเคล้าเสียงหัวเราะครื้นเครง ทว่าความสงบบนหลังคาทำให้ข้ารู้สึกเหมือนถูกท้าทายเสวี่ยหานอ๋องยังประคองข้าไว้ในวงแขน เขามองข้านิ่งในดวงตาฉายแววไม่พอใจผสมความหวงแหนในคราวเดียว ข้ารู้สึกว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน“ท่านคือผู้ใด?”ข้าถามเยือกเย็นแฝงไปด้วยอำนาจ สะท้อนให้เห็นว่าข้ามิใช่สตรีอ่อนหวาน แม้ในสถานการณ์คับขันก็มิมีผู้ใดทำให้ข้าหวั่นเกรงได้เสวี่ยหานอ๋องไม่ตอบทันที มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มซ่อนความลึกลับที่ข้าต้องขมวดคิ้ว“เจ้าลืมข้าแล้วอย่างนั้นหรือ” เขาพูดเสียงต่ำดวงตาเหยี่ยวภายใต้หน้ากากเงินจับทุกการเคลื่อนไหวของข้า ซึ่งข้าก็มิปล่อยให้เขามองข้าเพียงข้างเดียวเช่นกัน“ข้าเคยรู้จักท่านหรือ?”“อืม… เรียกได้เช่นนั้น” เขาตอบเพียงสั้น ๆข้ามองเห็นความคุ้นเคยในดวงตาคู่นั้น ทว่าข้าปัดความคุ้นเคยนั้นทิ้งเหลือเพียงความหวาดระแวงที่เคยชินกับมันมากกว่า“วิชาตัวเบาเจ้าน่าสนใจ”
“คุณหนู เปลี่ยนใจเถิดเจ้าค่ะ อยากไปที่ใด วันพรุ่งค่อยไปก็ได้นี่เจ้าคะ”ข้าก้าวออกจากเรือนขายังไม่พ้นธรณีประตู เสี่ยวฮวายังไม่วายเข้ามาจับแขนเสื้อข้าไว้ส่ายหน้าไปมาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่น่าพรั่นพรึงของข้า นางก็รีบปล่อยแขนเสื้อออกราวกับมันเป็นเผือกไฟที่กำลังร้อนลวกมือข้าเดาได้ว่า นางคงยืนอยู่ที่เดิมอีกนานกับอาการช็อกที่ปรากฏบนใบหน้าเมื่อครู่‘เจ้าต้องชินกับตัวตนใหม่ของข้าให้ไวนะเสี่ยวฮวา’ข้าหยิบแส้ชนิดพิเศษที่สั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะ มันเป็นทั้งอาวุธและอุปกรณ์ปีนป่ายได้ดีทีเดียว ข้าใช้มันโรยตัวจากหลังคาเรือนหนึ่งไปยังอีกเรือนหนึ่งอย่างคล่องแคล่ววิชาตัวเบาอันเป็นหนึ่งในวิชานินจาที่เคยฝึกฝนในชาติก่อนยังคงใช้การได้ดี และมันติดตามมาในชาตินี้ด้วย แม้ว่าร่างกายนี้จะยังคล่องแคล่วไม่ได้ดั่งใจนัก แต่เท่านี้ก็นับว่าเหลือเฟือสำหรับการท่องราตรีนี้..ข้าโรยตัวมาหยุดลงบนหลังคาตรงห้องขององค์ชายสี่อย่างแผ่วเบา ค่อย ๆ แงะกระเบื้องออกหนึ่งแผ่นแล้วแนบหน้าลงไปมอง เห็นฉากรักอันเร่าร้อนวิปริตขององค์ชายสี่กับเสี่ยวเหมย ข้าหน้าร้อนผ่าวด้วยความอายไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าบทรักของทั้งสองจะผิด







