Mag-log inภาพความทรงจำอันเจ็บปวดมลายหายไปในชั่วพริบตา แววตาที่เคยสับสนและโศกเศร้าในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นดุจมัจจุราช ข้าไม่เคยลืมคำสารภาพนั้นแม้แต่คำเดียว!
ทว่าเหตุใดข้าจึงปล่อยให้ประวัติศาสตร์เกือบจะซ้ำรอย? ข้าได้โอกาสย้อนเวลามาทันช่วงเวลาสำคัญที่สุด แต่กลับเกือบปล่อยให้ความจำพร่าเลือนจนแผนชั่วของพวกมันสำเร็จ! ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในอก ไม่ใช่เพียงเคียดแค้นองค์ชายสี่และเสี่ยวเหมย แต่แค้นตัวเองที่สะเพร่า!
'น่ารังเกียจจริง! ข้าเกือบปล่อยให้เรื่องบ้าๆ นี่เกิดขึ้นอีกครั้ง!'
ความคิดเชือดเฉือนพาดผ่านในหัวอย่างรวดเร็ว กู้เหวินหลงจ้องมองข้าด้วยความสงสัยเคลือบแครง ดวงตาใสซื่ออ่อนต่อโลกที่เขาเคยคุ้น บัดนี้เหลือเพียงความสงบนิ่งอันลึกล้ำที่ข่มขวัญเขาให้ต้องหวั่นเกรง
"คุณหนูจ้าวหมายความว่าอย่างไร"
ข้าจับน้ำเสียงระแวงของกู้เหวินหลงได้ คงคิดว่าข้ารู้อะไรบ้างแล้วสินะ? หรือคงแค่ประเมินข้าอยู่กระมัง สตรีอ่อนแอไร้ความสามารถเช่นข้าจะเฉลียวฉลาดขึ้นมาชั่วข้ามคืนเขาก็คงไม่เชื่อ
เขาแอบส่งสายตาให้เสี่ยวเหมยแวบหนึ่ง ทว่าเล่ห์เหลี่ยมของพวกมันหาได้รอดพ้นสายตาเหยี่ยวของข้าไม่!
"หมายความว่า ข้าไม่อาจปล่อยให้ท่านซูต้องทรมานต่อไปได้เพคะ"
ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ข้าก้าวเข้าไปใกล้ร่างหมดสติของซูเหยียนหมิง สังเกตุพื้นบริเวณโดยรอบและเศษจอกชาที่แตกเกลื่อนพื้น นั้นไงผงยาบางอย่างที่เคลือบอยู่กับใบชา หากมิใช่คนที่มีประสบการณ์เข้มข้น ย่อมไม่มีทางมองออก!
“เสี่ยวฮวา ไปเด็ดใบไม้แห้งมาให้ข้าสักสองสามใบ ทำความสะอาดให้ดีด้วยเล่า”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
แม้เสี่ยวฮวาจะงุนงงกับคำสั่ง แต่นางก็รีบปฏิบัติตามอย่างไม่รีรอ
"นายท่านซูโดนวางยาพิษ"
ข้าเอ่ยเสียงเบาทว่าชัดเจน
"ไม่ใช่พิษร้ายแรงที่ดับชีพทันที แต่เป็นพิษขัดขวางการไหลเวียนของโลหิต ทำให้หมดสติไปชั่วคราวเพค่ะ"
ข้ารู้ดีว่าหากปล่อยไว้ ชายผู้วางแผนย่อมหาโอกาสปลิดชีพเหยื่อในภายหลังแน่ แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียงตระกูลจ้าว ข้าต้องเล่นละครฉากนี้อย่างมีชั้นเชิง
"คุณหนูจ้าว... ทราบได้อย่างไร!"
กู้เหวินหลงถามเสียงเรียบหากแต่แววตาคอยจับผิดตลอดเวลา รังสีระแวงฉายชัด คงคิดว่าข้าเริ่มรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้มากเกินไปแล้ว!
ข้าเงยหน้า สบตาเขาตรงๆ พร้อมรอยยิ้มใสซื่อ
"สตรีในห้องหออย่างข้า ก็ย่อมต้องมีความรู้ติดตัวไว้บ้างเพคะ..."
ขณะที่คนทั้งงานตกตะลึง ข้าก็ลงมือทำสิ่งที่ทุกคนต้องอ้าปากค้าง! ข้าใช้ใบไม้แห้งรองกวาดเศษชาที่มีผงพิษใส่ในภาชนะสะอาดแล้วปิดฝาแน่น เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานให้ทางการ
“คุณชายท่านนี้ ข้าฝากท่านช่วยดูแลหลักฐานสำคัญชิ้นนี้ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึงได้หรือไม่เจ้าคะ”
ข้าหันไปยิ้มส่งไมตรีจิตอย่างนอบน้อม
ดวงหน้างามละมุนและรอยยิ้มใสซื่อมีจริตนิดหน่อยของข้า ทำให้บุรุษวัยยี่สิบต้นๆ นาม 'ฟางเจียหลิน' ถึงกับตกตะลึง เขาตระกองรับภาชนะนั้นไว้ด้วยความเต็มใจยิ่ง!
ข้ารู้ว่าการกระทำของข้า มีสายตาแอบแฝงคู่หนึ่งแผ่อายกดดันไม่สบอารมณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับกู้เหวินหลงที่ไม่พอใจสายตาของฟางเจียหลินอย่างออกนอกหน้า
ทว่าข้าไม่เสียเวลาแยแส ข้าสั่งการทรงอำนาจก้องงานทันที!
"ทหารองครักษ์! ปิดประตูจวนทั้งหมด! ห้ามผู้ใดเข้าออกโดยเด็ดขาดจนกว่าทางการจะมาถึง!"
น้ำเสียงใสกระจ่างแต่ดุดันราวกับราชโองการ ทำให้องครักษ์ขององค์ชายสี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทว่าด้วยจังหวะการสั่งการที่เด็ดขาด พวกเขาจึงยอมปฏิบัติตามโดยอัตโนมัติ!
"เสี่ยวฮวา! ไปแจ้งทางการ! ว่ามีคนวางยาแขกในงานตระกูลจ้าว! และกันทุกคนออกไปห้ามผู้ใดแตะต้องสิ่งใดในบริเวณนี้เด็ดขาด!"
"เจ้าค่ะคุณหนู!"
เสี่ยวฮวารับคำแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
“เสี่ยวเหมย เจ้ามาช่วยข้าทางนี้”
ข้าเรียกคนทรยศมาไว้ข้างกาย จะไม่ปล่อยให้นางคลาดสายตาเด็ดขาด!
กู้เหวินหลงคงคาดไม่ถึงว่าข้าจะแก้ไขสถานการณ์วิกฤตนี้ได้ แผนการที่เขาเตรียมมาอย่างแยบยล กลับถูกหักสะบั้นด้วยคำสั่งเด็ดขาดของสตรีในห้องหอ!
ข้ามองสายตาที่มองข้ามันเจือไปด้วยความระแวงที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสนใจ ยิ่งข้าแสดงความสามารถเท่าใด เขาก็ยิ่งอยากครอบครองข้ามากขึ้นเท่านั้น
‘เดินตามเกมของเจ้าสิ แล้วข้าจะสนองให้ถึงใจ‘
เทียบเชิญงานแต่งสีแดงชาดปักลวดลายดิ้นทองคำสุดหรูหรา กระจายไปถึงมือขุนนางทุกกระทรวง คฤหาสน์คหบดีใหญ่ ยันประตูวังหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทุกซอกซอยจนชาวบ้านร้านตลาดขยับปากกันอย่างสนุก‘ผู้นำตระกูลคนใหม่... ประกาศจัดงานอนุชายเข้าตระกูล แถมยังเป็นชายในหอคณิกาอีกด้วย’เสียงวิจารณ์ บ้างก็ว่านางลุ่มอำนาจจนเป็นบ้า บ้างก็มองว่าสตรีผู้นี้ใจเด็ด ไม่แยแสต่อจารีตประเพณี.............................................................................................ณ ตำหนักองค์ชายสี่เพล้ง!แจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงลิบถูกขว้างใส่กำแพงจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น เศษกระเบื้องร่วงกราวพอๆ กับสติที่บ้าคลั่งของกู้เหวินหลง"นังผู้หญิงไรยางอาย กล้าดีอย่างไร"เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าด้วยแรงโทสะที่บิดเบี้ยว เทียบเชิญหรูหราถูกโยนทิ้งไว้บนโต๊ะ งานมงคลที่น่ารังเกียจ ยังมีหน้ามาเชิญให้เขาไปเป็นแขกผู้มีเกียรติ... ช่างน่าหนานักกู้เหวินหลงขบกรามแน่นจนเส้นเลือดขมับปูดโปน "นางตั้งใจให้คนทั้งแคว้นหัวเราะเยาะข้า นางต้องการประจานว่าชายคณิกาไร้หัว
"หุบเขาอสูร? มิใช่ที่กบดานของพรรคหงส์โลหิตหรือ?" ท่านพ่อถามด้วยความแปลกใจ ทว่าข้ากลับยิ้มอย่างมีความสุข"ย่อมเป็นเช่นนั้น... ประหลาดนัก ทางการเข้าตรวจสอบกลับพบศพนอนกระจัดกระจายหลายศพ ที่น่าแปลกคือ ในที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนอันมิควรเอ่ยนามของบุรุษ ที่มิอาจระบุได้ว่าเป็นของใคร รวมถึงตัวหัวหน้าที่ชื่อ ขาล และสมาชิกอีกยี่สิบกว่าคนล้วนหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย "‘ข้ามั่นใจว่าขาลกับพวกที่หายไปข้าเป็นคนทำ แต่ศพที่นอนเกลื่อนมาจากที่ใด... ทางการก็มิอาจสืบค้นได้อย่างนั้นหรือ?’ผู้นั้นจะเป็นมิตรหรือศัตรูย่อมมิอาจรู้ได้ ข้ามองสำรวจไปทั่วงานเลี้ยง คนผู้นั้นจะอยู่ในงานนี้หรือไม่ ท่าทางขมวดคิ้วอย่างผิดสังเกตคงสะดุดสายตาเสี่ยวฮวาผู้ภักดีเข้า"คุณหนูเจ้าคะ... หาสิ่งใดหรือ?"ข้าหันไปยิ้มให้เสี่ยวฮวาเล็กน้อย "เปล่าหรอ"................................................................................................กู้เหวินหลงจ้องมองจ้าวอู๋หลินซีที่ดูสะพรั่งและทรงอำนาจยิ่งกว่าคราไหน ๆ สายตาชื่นชมที่เคยมอบให้เขาเพียงผู้เดียว บัดนี้กลับมีเพียงชายคณิกา
บรรยากาศในโถงใหญ่เต็มไปด้วยความกดดัน เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลและเครือญาติสายรองต่างนั่งประจำที่ แต่ละคนล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่มองเห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เสียงซุบซิบดังระงมถึงข่าวการรับ "อนุชาย" จากหอคณิกา ข้ากวาดตามองทุกคนในงาน ประเมินด้วยสายตาของผู้นำอย่างเหนือชั้น"น่าอับอายยิ่งนัก! ตระกูลจ้าวเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง แต่คุณหนูใหญ่กลับรับชายไร้หัวนอนปลายเท้ามาเป็นอนุ!" ผู้อาวุโสรองตบโต๊ะเบา ๆ "ข้าว่าเราต้องคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน ก่อนที่หลินซีจะขึ้นรับตำแหน่ง""ถูกต้อง" ผู้อาวุโสสามเสริม "บุตรชายของข้า 'จ้าวจื่อหาน' เพิ่งสอบได้เป็นบัณฑิตไม่นานก็จะได้รับใช้ราชสำนัก รูปโฉมก็งดงาม หากแต่งหลินซีเข้าบ้านข้า กิจการทั้งหมดล้วนมั่นคง มิต้องตกไปอยู่ในมือคนนอกเช่นนี้"ท่านพ่อนั่งจิบชาอย่างสงบ ทว่าข้ารู้ว่าภายในใจกำลังเตรียมออกหน้าเต็มที่ หึ พวกเจ้าล้วนวางอำนาจต่อหน้าใครปัง! คนทั้งโถงเงียบกริบ"พวกท่านทั้งหลาย... ลูกสาวข้าเพียงต้องการ 'คนดูแลข้างกาย' ที่นางไว้ใจ และข้าพิสูจน์แล้วว่าหานเยว่มีคุณสมบัตินั้น" ท่านพ่อยิ
ข้าเหวี่ยงร่างเสี่ยวเหมยที่ยามนี้สิ้นสติสมประดีด้วยฤทธิ์ยาลงกลางลาน เสี่ยวเหมยเริ่มบิดกายด้วยความกระสัน ผิวพรรณแดงซ่าน ท่วงท่ายั่วยวนจนพวกโจรทั้งยี่สิบกว่าคนถึงกับสูดลมหายใจกระหายหิว กลิ่นคาวกามพุ่งพล่านบดบังความยั้งคิดในพริบตา"คนที่พวกเจ้าคุ้นหน้าคือข้า..." ข้าชี้ไปยังร่างที่นอนบิดเร่า "แต่คนที่จะมาสนองกามราคะของพวกเจ้าในคืนนี้ คือนาง!"ข้าสะบัดเข็มเงินอาบยามหาเสน่ห์ชนิดพิเศษเข้าใส่เส้นเลือดใหญ่ของโจรทุกคน มิใช่เพื่อให้ดับสูญ แต่เพื่อให้พวกมัน "คลุ้มคลั่ง" และ "ไร้สิ้นซึ่งมโนธรรม" ทว่าร่างกายกลับทนทานต่อกามกิจได้ยาวนานกว่าปกติหลายเท่า"เชิญพวกเจ้าเสพสมกับนาง... ให้เต็มอิ่ม!"ข้าทะยานขึ้นสู่ยอดพฤกษาใหญ่ นั่งลงจิบสุราพลางมองฉากเร่าร้อนเบื้องล่างด้วยสายตาที่เย็นชา เสี่ยวเหมยยามนี้มิเหลือเค้าลางความเป็นคน กรีดร้องโผเข้าหาฝูงโจรด้วยความกระหายกามารมณ์ ส่วนพวกโจรที่ตกอยู่ในมนต์สะกดก็โถมเข้าใส่นางราวกับฝูงหมาป่าหิวโหยเสียงเนื้อกระทบเนื้อและเสียงครวญครางระคนกรีดร้องของเสี่ยวเหมยดังระงมป่า ข้านั่งมองภาพความพินาศนั้นด้วยความสะใจที่ซึมลึกถึงวิญญาณ‘เจ็บปวดหรือไม่เสี่ยวเหมย? นี่เป็นเพียงเศษเสี้
ขณะที่อาห่าวกำลังเฝ้าอยู่นั้น ความปั่นป่วนภายในของบุคคลที่อยู่ในห้องกลับมิได้ลดน้อยลงเลย เสวี่ยหานอ๋องในชื่อหานเยว่นั่งอยู่บนตั่ง สายตาจ้องมองเงาแผ่นหลังของจ้าวอู๋หลินซีที่เอนกายลงบนเตียงกว้าง ความรู้สึกรักใคร่โหยหาที่สะสมมาข้ามภพข้ามชาติพุ่งพล่านจนอกแทบระเบิดในชาติก่อน... เขาทำได้เพียงเฝ้ามองนางจากเงามืดด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เขาเห็นนางมอบหัวใจและรอยยิ้มที่งดงามที่สุดให้แก่องค์ชายสี่ เห็นนางมีความสุขยามได้เคียงคู่กับชายที่นางรัก ยามนั้นเขามิได้ใช้ฐานะอ๋องผู้ทรงอำนาจไปฉุดคร่าแย่งชิง เพราะเขารักนาง... มากจนยอมที่จะเห็นตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวดีกว่าจะเห็นนางต้องมีน้ำตาหากต้องมาอยู่กับคนเช่นเขาที่นางไม่ได้รัก‘ข้าคิดว่าความสุขของเจ้า... คือความสุขของข้า’ เขาขมขื่นในหัวใจเมื่อนึกถึงความไร้เดียงสาของตนเองในกาลก่อน ความใจกว้างของเขาในชาตินั้น กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาเห็นนางถูกหักหลัง เห็นนางต้องจบชีวิตลงอย่างทรมานโดยที่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันกาล ความรู้สึกผิดที่ปล่อยนางไปเผชิญเคราะห์กรรมเพียงลำพังจึงสลักลึกอยู่ในดวงวิญญาณ‘เป็นข้า... ที่โง่เขลาปล่อยมือเจ้าไปเ
ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดโบกสะบัดธงทิวบนยอดเขาสูงชันรอยต่อแคว้นเหนือเฟยเทียนรองแม่ทัพหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้มและท่าทางทะมัดทะแมง กำลังนั่งคิ้วขมวดจ้องมองเอกสารกองมหึมาในค่ายพักแรมชั่วคราว"ท่านรองแม่ทัพ... นี่พวกเราต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือขอรับ?" ทหารคนสนิทคนหนึ่งเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อ ขณะที่กำลังปลอมแปลงสมุดบัญชีการค้าที่เพิ่งเขียน ให้ดูเหลืองซีดตามกาลเวลาเฟยเทียนถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจเมื่อนึกถึงคำสั่งสุดท้ายของเจ้านายก่อนจะ 'ขายตัว' เข้าหอคณิกา‘สร้างตัวตนให้ข้า... หานเยว่ บุตรชายพ่อค้าแคว้นเหนือที่ล้มละลาย เอาให้แนบเนียนชนิดที่ว่าหากใครขุดหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลนี้ขึ้นมา ก็ต้องเจอหลักฐานการค้าของข้าอยู่ในนั้น!’"เจ้าอย่าถามมาก" เฟยเทียนเอ่ยเสียงเข้ม "ท่านอ๋องสั่งให้ทำอย่างไรก็ทำไป หากจวนตระกูลจ้าวส่งคนมาสืบแล้วพบจุดพิรุธแม้แต่จุดเดียว หัวของพวกเราคงมิได้อยู่บนบ่ามาประดับประดาเล่นแน่"ในใจของเฟยเทียนนั้นอยากจะตะโกนก้องฟ้าว่าเขาลำบากใจเพียงใด เจ้านายของเขา... แม่ทัพไร้พ่ายผู้เกรียงไกร ยอมสละสิ







