FAZER LOGINเยว่เมี่ยว เคลื่อนกายหลบได้อย่างว่องไว กลิ่นอายที่สองนายบ่าวปกปิดเอาไว้มาตลอด พลันปรากฏขึ้นในทันที ห้องที่คิดว่าสวยหรู มันกำลังแปรสภาพเป็นแหล่งรวมความน่าสะอิดสะเอียน ไม่ว่าสิ่งของหรือลิ่นอันคละคลุ้ง มันช่างตลบอบอวลชวนเคลื่อนเหียนยิ่งนัก
“ผู้ล่าวิญญาณเยี่ยงนั้นรึ! ในเมื่อกล้าที่จะเข้ามารนหาที่ตาย ข้าก็จะสนอง”
เสี่ยวไป๋สาวใช้ผู้ไร้เดียงสา ที่นางเห็นในคราแรก บัดนี้กลับต่างออกไป ใบหน้าบิดเบี้ยวราวนางปีศาจ ดวงตาที่เคยสุกใส พลันเป็นเป็นสีเลือด ฟันที่เรียงตัวกันงดงาม กลับมีเขี้ยวงอกยาวออกมาสองข้าง
“หากข้ามองว่าข้าคือเหยื่อนอันโอชะ ก็จงเร็วกว่าข้าให้ได้เสียก่อน”
เยว่เมี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้าทาย ทว่าสายตาของนางกลับมองนิ่งไปที่คู่ต่อสู้ นางไม่อาจประมาทกับสองนายบ่าวนี้ได้เลย มิเพียงแค่วิชาไสยเวทที่แกร่งกล้า แต่ดวงวิญญาณที่นางติดตามมา มีพลังอาฆาตรุนแรงยิ่งนัก กลิ่นอายนั้นกดทับนางให้รู้สึกหนักอึ้งไปทั้งอก
นั่นเท่ากับเวลานี้นางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ สามต่อหนึ่ง ซึ่งยากนักที่จะบอกได้ว่าครั้งนี้ นางจะจบภารกิจโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ปึก! ร่างของเยว่เมี่ยว ลอยละลิ่วไปชนเข้ากับพนังห้อง ที่เป็นอิฐเนื้อแข็ง ร่างในชุดดำร่วงลงกระแทกพื้น พรู๊ด! หญิงสาวพ่นเลือดสีเข้มคำใหญ่ออกมา นางไม่จำเป็นต้องกลืนเลือดคลั่งนั้นลงท้อง เพื่อรักษาหน้า
“หอมหวานยิ่งนัก”
อนุเชี่ยน ที่มองเห็นเลือด สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงลิงโลด แววตาเป็นประกายวาววับ นี่สิ! เลือดอันบริสุทธิ์ นักล่าวิญญาณ ที่นางเคยพบก็มีเพียงสวะ ที่อ้างตนว่าเป็นผู้เก่งกาจ เลือดนั้นเหม็นเน่านัก ต่างจากคนผู้นี้ เลือดเสียแท้ ๆ ยังหอมหวลเพียงนี้ แล้วเลือดที่เหลือในกายเขาเล่า จะหวานล้ำเพียงใดกัน สองนายบ่าวไม่รีรออีกต่อไป ทั้งคู่พุ่งเข้าหาผู้ล่าวิญญาณในทันที
เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยสิ่งใด นางดึงเอากริชล่าวิญญาณออกมาจากฝัก ที่ห้อยอยู่กับสายรัดเอว ดวงตาที่เคยดำคลับ กลับเปล่งประกายเป็นสีทอง นี่คือดวงตาที่ใช่ว่านักล่าทุกคนจะมีในครอบครอง หลวงจีนชราบนเขาหลงเจี๋ย เคยบอกว่านี่คือดวงตาแห่งผู้ชำระล้าง
สองนายบ่าวถึงกับผงะถอยหลังไปในทันที ดวงตาเช่นนี้ เคยมีผู้พบเห็นเมื่อกว่าร้อยปีก่อนหน้า และจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย นักล่าวิญญาณโดยกำเนิด พลังในกายย่อมเหนือกว่านักลาที่อ้างตนโดยทั่ว ๆ ไป
“สั่งหารมันซะ! ข้าต้องได้กินเลือดเนื้อของนักล่าศักดิ์สิทธิ์”
สิ้นคำของอนุเชี่ยน เงาร่างสีแดงเพลิง ได้พุ่งเข้าหาเยว่เมี่ยวในทันที เคร้ง! เยว่เมี่ยวต้านรับการโจมตได้อย่างรวดเร็ว หนักแน่น อ๊าก!! ก่อนที่นางตะปลดปล่อยพลังออกมา
“กรี๊ด!!!”
เสียงกรีดร้องนั้นดังก้องไปทั้งเรือน ก่อนที่แสงสีแดงและสีทอง ที่เปล่งออกมาจากในตัวเรือน จะดับวูบลง พร้อมกับร่างในชุดสีดำ จะก้าวออกจากตัวเรือนและหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงร่างของหญิงชราสองนาง ที่มีใบหน้าเน่าเฟะ ในเรือนที่เคยโอ่อ่า คงมีเพียงกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ
เยว่เมี่ยวที่กระโดดลงจากกำแพงบ้านสกุลจาง ได้ใช้มือกุมหน้าอกของตนเอาไว้แน่น นางเจ็บร้าวราวกับภายในนั้นแหลกเหลวไปแล้วกว่าครึ่ง เสียงเคาะยามที่เคยได้ยินเงียบหายไปแล้ว สักพักตัวแทนของนางในการเคาะยาม ก็คงจะกลับมายังจุดนัดพบ ซึ่งเป็นที่ประจำของเขาและนาง เยว่เมี่ยวพาร่างอันบอบช้ำ ก้าวตรงไปยังทิศทางนัดหมาย หญิงสาวพยายามเหลือเกินที่จะไม่สิ้นสติไปเสียก่อน
หญิงงามนี่ยากนักที่จะเชื่อได้ด้วยตาเปล่า นางอยากรู้เหลือเกิน ว่าตอนที่เศรษฐีจาง ไปพบหน้าอนุคนงามของตนเอง ในสภาพนั้น เขาจะมีท่าทีเช่นไร เมื่อนึกถึงภาพของสองนายบ่าวแล้ว นางก็อดไม่ได้ ที่จะพ่นสิ่งในท้องออกมา
ปึก! ทว่าในจังหวะที่นางจะก้าวเท้าเข้าไปในตรอกอันมืดมิด เพื่อที่จะไปยังที่หมาย ด้วยเส้นทางลัด เท้าของนางก็สะดุดเข้ากับบางอย่าง หยิงสาวก้มลงมองทันที ดวงตาที่คุ้นชินกับความมืดของนาง พลันหรี่ลงจนเรียวรี เมื่อสิ่งที่นางสะดุดนั้น มิใช่สิ่งของแต่เป็นคน ร่างระหงค่อย ๆ ย่อกายลงพินิจเจ้าของร่างนั้นอย่างถี่ถ้วน
ลมหายใจของเขา มันแผ่วเบาราวกับจะขาดสะบั้นลงในไม่ช้า กลิ่นอายบนกายของเขา มันแปลกประหลาดยิ่งนัก แต่ด้วยมโนธรรม นางจะก้าวผ่านไปเลยก็คงยากจะทำได้ แต่สภาพนางในตอนนี้ก็ยากนักจะประคองตัวให้เป็นปกติได้ เยว่เมี่ยวล้วงเอาพลุสัญญาณออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะใช้แท่งไฟที่เป่าจนแดงฉาน จ่อที่ปลายพลุ ฟิ้ว! ปัง! พลุสัญญาณแตกกระจายเป็นรูปนางแอ่นอยู่บนท้องฟ้า แม้นางไม่ชอบมันเท่าใด แต่สหายของนางคือคนทำมันขึ้นมา นางต้องเป็นเหยี่ยวสิ! จึงจะเหมาะสม แต่เจ้าคนแซ่ซ่งกลับทำเป็นนางแอ่นให้แก่นาง
“ไยครั้งนี้เจ้าจึงต้องขอความช่วยเหลือ”
เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของซ่งเถียนได้ปรากฏขึ้น พร้อมคำพูดถากถางอย่างที่คุ้นเคย
“ข้าพบของบางอย่างแต่ไม่สามารถ พาสิ่งนั้นกลับไปได้ จึงให้เจ้ามาช่วยถือ”
“อันใด!”
สิ้นคำถามสายตาของซ่งเถียน ก็มองลงตามสายตาของสหาย ก่อนจะหรี่ตาลงเช่นเดียวกับเยว่เมี่ยวเมื่อครู่
“มิทิ้งไปเลยเล่า เพียงสิ่งใกล้สิ้นลม”
“ทำได้รึ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวก็ตั้งใจจะเดินจากไป หมับ! ทว่าในตอนที่นางจะก้าวผ่านเช่นคำของสหาย ชายกางเกงของนาง ก็ถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน มือที่สั่นเทาไร้เรี่ยวแรง พยายามอย่างที่สุด ที่จะคว้าโอกาสรอดเดียวที่เขารับรู้ได้
“หึ ๆ ดวงชะตาแข็งดีนี่! เอาเถอะ! ถือเสียว่าข้าโปรดสัตว์โลก”
ซ่งเถียน หัวเราะในลำคอ ก่อนจะโน้กายลงไปยกร่างปวกเปียกนั่นขึ้นบ่า ในเมื่อคนใกล้ตายแล้ว ถนอมหรือไม่ก็มีค่าเท่าเดิม หากรอดก็คือวาสนา หากสิ้นใจเขาก้จะสละเวลาในการฝังศพให้ สองหายรักพากันเดินหายไปในเงามืด มุ่งตรงยังเป้าหมายใหม่ นั่นคือร้านขายโลงศพสกุลเยว่
“ฮ่า ๆ โชคใดจะเข้าข้างเจ้านัก มารดาเจ้าพี่ชายเจ้า ก็ต่ายไปแล้ว ไยเจ้าไม่ตายตามพวกมันไปเล่า!” คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของหวังเต๋อเฟย ประหนึ่งสายฟ้า ที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเหล่าขุนนางกบฏ สตรีวิปลาสผู้นี้กลับกล้าที่จะยอมรับ ว่านางสังหารอดีตฮองเฮา กับอดีตองค์รัชทายาท ช่างน่าตายนัก! “เพราะข้ายังต้องอยู่ เพื่อส่งเจ้าไปกราบเท้าพวกเขาทั้งสองอย่างไรเล่า” อึก! หวังเต๋อเฟยถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อกลางอกของนาง ถูกสายพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราณสังหาร! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮ่องเต้ จึงไม่ทรงเลือกโอรสคนใดเลย เพราะเขามีตัวเลือกที่ซุ่มซ่อนเอาไว้มานาน ทั้งการฝึกฝนและเรียนรู้ คงถ่ายทอดมาแล้วเป็นอย่างดี ต่ำช้านัก! “เสด็จแม่! เจ้าสารเลว!” “ฮึ! ข้าทำแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ้ายังกล้าพูดออกมาว่าข้าเลว เช่นนั้นเจ้าก็รอดูความเลวของข้าให้ดี” สิ้นคำซ่งเถียนยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนของเขา พาสองแม่ลูกและเหล่าขุนนางกบฏออกจากท้องพระโรงไป เขาไม่ได้มานั่งพิถีพิถัน สอบสวนอย่างเนิบช้า หากจะลงมือก็ต้องให้จบสิ้นโดยไว ในเมื่อแผ่นดินนี่ ตาแก่ชุดทองอยากให้เขา
สามวันต่อมา หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่งไป ราวกับหลายสิ่งอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น คนในราชวงศ์หายตัวไปอย่างไรร่องรอย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงให้คนติดตามหา ราวกับทรงรู้อยู่แล้วว่าหายไปเพราะเหตุใด วันนี้ในท้องพระโรง มีการหารือเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่ โดยมีชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น เป็นหนึ่งในผู้ออกความคิดเห็น ร่วมกับองค์ฮ่องเต้ องค์ชายที่ได้รับเลือก กลับเป็นองค์ชายที่ไม่เคยมีผู้ใดพบหน้ามาก่อน พระโอรสอีกองค์ของอดีตฮองเอา ที่ทรงถูกส่งไปให้ญาติฝ่ายมารดาของฮองเอาเลี้ยงดู การกลับมาขององค์ชายกู้เถียนเสวี่ย นับเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งราชสำนัก! ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาขององค์ชายห้า โอรสที่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หวังเต๋อเฟย ที่มีพระโอรส ล้วนมีใบหน้าที่ซีดเชียว เพราะทุกคนต่างมีความหวัง ว่าโอรสของตนเอง จะได้ก้าวไปแทนที่ องค์รัชทายาทที่สินพระชนม์ไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน “กระหม่อมกู้เถียนเสวี่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” การประชุมครั้งนี้มิใช่เพียงขุนนาง แต่มีเหล่าสนมเข้าร่วมด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” คำตอบของหญิงสาว ทำให้ถงลั่วอวิ๋น แปรเปลี่ยนจากที่ต้องทบมวนใจและอ่อนโยนต่อนาง กลายเป็นความไม่พอใจ นางพูดออกมาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงิน แล้วที่นางกับเขานอนร่วมห้อง แม้ไม่ร่วมเตียง ก็ใกล้ชิดกันอยู่ตลอด นางจะไม่รู้สึกสิ่งใดต่อเขาเลยจริง ๆ หรือ สตรีบ้าผู้นี้กำลังคิดที่จะปั่นหัวเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร “ข้าย่อมไม่ผิดสัญญา พ่อบ้านไปนำค่าจ้าง ตามรายการในสัญญามอบให้แก่นาง” เมื่อนางต้องการเล่นกับความรู้สึกของเขา เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองนางตามที่ต้องการ เขาเองก็อยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร “ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรับรายการสิ่งที่ต้องมอบให้หญิงสาว แล้วก้าวออกจากห้องรับแขกไป “พวกเจ้าพักที่จวนข้าก่อนก็แล้วกัน” เมื่อไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว อ๋องหนุ่มจำต้องอ่อนลงให้นางอีกสักส่วน นี่ถือว่าเขายินยอมนางมากแล้ว “ไม่เป็นไรขอรับ เราย่อมมีที่พักในเมืองหลวงแล้ว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล ควรพักผ่อนให้ดี รับค่าจ้างแล้วเราก็จะกลับกันเลยขอรับ” เป็นซ่งเถียน ที่ปฏิเสธเอ่ยปาก ขึ้นมาก่
สิบห้าวันต่อมา ณ ประตูเมืองหลวง หวางเฟย ชะเง้อมองไปยังถนนเส้นเล็ก ที่ทอดยาวออกไปแสนไกล บุตรชายของนางจะมาถึงวันนี้ ตามที่คนของนางส่งข่าวมา “พระนาง...นั่นเจ้าค่ะ คณะเดินทางของท่านอ๋องอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกาย ชี้ชวนให้ผู้เป็นนายมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น คณะเดินทางที่มีธงของสำนักคุ้มภัยชื่อดัง เป็นผู้นำทาง ก่อนจะมีรถม้าคันใหญ่ปรากฏให้เห็นในครรลองสายตา หวางเฟยยกชายเสื้อขึ้นซับหน่วยตา ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน อย่างน้อยเขาก็กลับมา นางไม่อาจทนรับการสูญเสียใดได้อีกในเวลานี้ “มาก็ดีแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบกุลีกุจออกไปยืนรอรับคณะเดินทาง ที่เคลื่อนเข้ามาหยุดยังลานกว้าง ก่อนเข้าสู่ประตูเมือง “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือขอรับ” ชายชราที่ไม่สามารถเข้าใกล้รถม้าได้ ตะโกนถามออกไปเสียงดังอยู่หลายส่วน ก่อนที่เขาจะได้รับอนุญาตจากคนบนหลังม้า ให้เข้าใกล้ตัวรถม้าได้ เพราะคนด้านในส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าชายชราคือคนจากจวนอ๋อง “ท่านอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อมายืนอยู่ข้างรถม้า ชายชรา เอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยความห่วงใย “
ภายในห้องนอน ร่างระหงในชุดบางเบา ได้เดินนวยนาทตรงปังเตียงนอน รอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ปรากฎบนใบหน้างามของเหมยชุเหริน ด้านนอกคือการต่อสู้ของเจ้าคนไร้ค่า ที่ส่งผีร้ายกับพวกองครักษ์ไร้ฝีมือ เพื่อมากำจัดคนบนเตียง เขลาจนไม่มีใครเทียบจริง ๆ กู้หนานจิ่น นี่ไม่เท่ากับเขาเปิดโอกาสให้นาง ได้เข้าหาท่านอ๋องได้โดยสะดวกหรอกหรือ ทางด้านเล่อเจานั้น ได้ต่อสู้อยู่กับหัวหน้าผู้คุ้มกัน อยู่ทางด้านหลังเรือน เส้นทางที่นางพานายสาว ลอบเข้ามายังบ้านพักหลังนี้ การต่อสู้ที่ทำให้เล่อเจาได้รู้ ว่าที่ผ่านมานางตกอยู่ในกลลวง คนจากเฟิ่งหวง ต่อให้อายุยังน้อย ทว่าฝีมือนั้น เทียบเท่าผู้ฝึกมายาวนานทีเดียว เฟิ่งหวงต้องร่ำรวยเพียงใด จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ จ้างวานคนที่มากฝีมือเข้ามาทำงานในสำนัก ทางด้านเหมยชูเหริน ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ มือบางค่อย ๆ ปล่อยปล่อยเสื้อคลุมตัวยามออกให้พ้นกาย เผยให้เห็นเพียงผิวร่างที่ขาวเนียน สะท้อนแสงเทียนสลัว ๆ จากมุมห้อง ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของชายหนุ่ม ทำให้เลือดในกายนาง สูบฉีดได้ดีนัก! “ท่านต้องมีข้าเป็นชายาเอกเท่านั้น ถงลั่วอวิ๋น” หญิงสาวโน้มกายลงไปใ
เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ นางยื่นมืออกไปเพียงเล็กน้อย ปราณสีทองก่อเกิดเป็นแส้เส้นยาว มันเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ยากนักจะนับได้ ว่านางต้องต่อสู้แบบนี้ เพื่อรักษาชีวิตและสร้างเงินตรา หญิงสาวหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแส้ในมือใส่ร่างของคนที่นางควรเรียกแม่ เสียงหวีดร้องนั้นจางหายไป พร้อมกับร่างกายที่แหลกสลาย นี่คือการทำลายวิญญาณให้แหลกสลาย นางไม่อาจยินยอมให้ผู้ใด นำวิญญาณของมารดา มาใช้เป็นเครื่องมือได้อีกต่อให้นางไม่รู้สึกที่จะรักใคร่ แต่นางก็ไม่ได้ใจดำถึงเพียงนั้น ใครมันจะอยากต่อสู้กับวิญญาณของคนที่ให้กำเนิด สู้ให้วิญญาณนี้แตกสลายไปเสีย จะได้ไม่ต้องพบเจอหรือพัวพันกันไปมากกว่านี้ นางหาได้อกตัญญูต่อผุ้ให้กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่มารดาเลือกแล้วด้วยตนเอง“เจ้าไม่รู้สึกจริง ๆ หรือ”ซ่งเถียนก้าวมาหยุดข้างหญิงสาว พร้อมคำถามที่เขาเคยถามนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเขาเป็นเยว่เมี่ยว เขาจะไม่คิดแยแสเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนที่คิดเอาชีวิตเขา ตั้งแต่คลอดออกมาได้มิทันข้ามคืน“รู้สึกแล้วจะได้อันใดตอบแทน ความชิงชังที่ข้ายังไม่รู้ที่มาที่ไป แค่ดวงตาของข้ามีสีทอง หมอผีบอกว่าข้าคือตั
“เจ้าแน่ใจนะ ว่าคนผู้นั้นอยู่ที่นี่” ชายแปลกหน้าเอ่ยถามไปยังวิญญาณ ที่ยืนนิ่งรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย ชายแปลกหน้าไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าคนที่เขาไล่ล่ามาตลอด จะยังรอดพ้นจากความตายไปได้ “ข้าน้อยสัมผัสได้ ถึงกลิ่นโลหิตของคนผู้นั้น” เงาทะมึนนั้นเบนใบหน้า อันน่าเกลียดน่ากล
“ข้าต้องบอกเอาไว้ก่อน ว่าการซื้อหาในยามนี้ ราคาจะเพิ่มถึงสิบเท่า หากรับได้ ข้าจะเปิดประตูเดี๋ยวนี้” หญิงสาวตอบกลับไป ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดุดันแม้แต่น้อย นางยินดีทำให้คนด้านนอกย่ามใจ ว่านางนั้นเพียงสตรีที่อยู่เฝ้าร้าน หึ ๆ หากนางบอบบาง จะกล้าเดินเคาะยามแทนบิดาได้หรือ แต่ก็นั่นละ นางไม่ควรป
ร้านขายโลงศพสกุลเยว่ เยว่เมี่ยว ที่เพิ่งกลับมาจากการเคาะยาม เดินไปนั่งรินชายกขึ้นดื่มด้วยความกระหาย ก่อนจะทอดสายตามองไปยังคนป่วย ที่ถูกย้ายไปนอนยังเตียงที่เป็นของนาง สีหน้าของเขาดูดีขึ้นไม่น้อย มิเสียแรงที่สิบวันมานี้ นางเสียพลังงานไปไม่น้อย ในการยื้อลมหายใจของเขา แต่จากของติดกายและเศษอาภร
ใช้เวลาไม่นาน ทั้งสองคนกับหนึ่งร่าง ที่ไม่รู้ว่าจะช่วยไว้ได้หรือไม่ กลับมาถึงร้านขายโลงศพ ร่างบนบ่าของซ่งเถียน ถูกวางลงบนเตียงไม้สำหรับแต่งหน้าศพ ซ่งเถียนมองสำรวจร่างกายของคนที่เขาแบกมา ใบหน้าบวมปวดจนมองไม่ออก ว่าคนผู้นี้ใบหน้าหล่อเหลาหรือขี้ริ้ว ทางด้านเยว่เมี่ยว นางเดินไปยังห้องชั้นใน เพื่อล้างหน







