เข้าสู่ระบบร้านขายโลงศพสกุลเยว่
เยว่เมี่ยว ที่เพิ่งกลับมาจากการเคาะยาม เดินไปนั่งรินชายกขึ้นดื่มด้วยความกระหาย ก่อนจะทอดสายตามองไปยังคนป่วย ที่ถูกย้ายไปนอนยังเตียงที่เป็นของนาง สีหน้าของเขาดูดีขึ้นไม่น้อย มิเสียแรงที่สิบวันมานี้ นางเสียพลังงานไปไม่น้อย ในการยื้อลมหายใจของเขา แต่จากของติดกายและเศษอาภรณ์ของเขา ล้วนมีราคาที่สูง หึ ๆ เมือ่เจ้ารอดตาย ราคาที่ต้องจ่ายให้ข้า ต้องมากพอเจ้าจึงจะได้หายใจต่อ หาไม่แล้ว เป็นข้าเยว่เมี่ยวผู้นี้ ที่จะพรากมันไปโดยที่เจ้ามิทันได้กระพริบตาเลยทีเดียว
นางมิใช่คนดีอะไรขนาดนั้น กฎของการมีชีวิต ต้องขับเคลื่อนด้วยเงินตรา หากไร้เงินทองไหนเลยจะมีชีวิตรอดได้ แม้ว่าคนในมเมืองแห่งนี้ต่างหวาดกลัวที่นางเป็นคนขายโลงศพ จนไม่มีบุรุษใดต้องการแต่งนางเข้าบ้าน นั่นก็มิใช่สิ่งที่นางต้องแยแส ในเมื่อนางมีเงิน ไร้สามีหาได้ถึงตายไม่
“แค่ก ๆ”
เสียงไอถี่ ๆ ปลุกให้หยิงสาวตื่นจากภวังค์ ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นเดินไปยังเตียงของตนเอง ที่มีคนเจ็บนอนเหยียดยาวอยู่ โดยในมือยังคงมีถ้วยชาติดมาด้วย
“หึ ๆ ในที่สุดเจ้าก็ตื่นเสียที”
เยว่เมี่ยว โน้มใบหน้าลงไปพินิจคนเจ็บ ที่ตอนนี้ใบหน้าของเขา หลงเหลือเพียงรอยแผล ที่เริ่มแห้งแล้ว จากการรักษาของนาง อาการบวมปูดได้หายไปแล้ว นับว่าไม่เสียแรงที่อดหลับอดนอนเฝ้ามาเสียหลายคืน
“น้ำ...ขะ...ขอน้ำ”
ชายหนุ่มพยายามเปิดเปลือกตาขึ้น ทว่ามันยังคงหนักอึ้งเหลือเกิน ก่อนที่ริมฝีปากแห้งผาดของเขา จะรับรู้ถึงความเย็นของกระเบื้อง และตามมาด้วยความอุ่นร้อนของเหลวบางอย่าง
“เท่านี้ก่อน เจ้าตื่นเต็มตาเมื่อไหร่ ค่อยกินเพิ่มอีกสักหน่อย”
เสียงที่ดังอยู่ข้างหู ทำให้ชายหนุ่มอยากที่จะลืมตาขึ้นมองเหลือเกิน ว่าเป็นใครกันที่ยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ ตลอดเวลาที่เขารู้สึกตัวกึ่งหลับนั้น เขาได้ยินเสียงใสกังวานของสตรี แต่ไม่อาจที่จะลืมตาตื่นขึ้นมองได้ว่าเป็นผู้ใด
“เขารู้สึกตัวแล้วหรือ”
ซ่งเถียนเดินเข้ามา พร้อมกับไหสุราชั้นดี ที่เขาขโมยของบิดามา เพื่อจะได้ดื่มกับสหาย เขาก็ไม่ต่างจากเยว่เมี่ยว ที่ผู้คนมองว่าเป็นตัวซวย จนป่านนี้เขายังไม่มีสตรีใด ยอมแต่งเข้าบ้าน บิดามารดาเลยเหมือนตัดหางเขาทิ้งไปแล้ว
“อืม...คงไม่น่าจะเกินพรุ่งนี้เช้า เขาก็น่าจะตื่นได้เต็มที่ ว่าแต่เจ้าขโมยเหล่าบิดาเจ้ามาอีกแล้วหรือ”
หญิงสาวลดสายตาไปที่ไหสุรา ในมือของสหายรัก ก่อนที่จะเบนสายตากลับขึ้นมองหน้าซ่งเถียน ฮ่า ๆ แล้วทั้งคู่ก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง แล้วก็พลิกถ้วยสำหรับดื่มเหล้าให้หงายขึ้น ความเหน็นดเหนื่อยในการทำงาน ย่อมต้องมีการผ่อนคลายกันเสียหน้อย หายไม่แล้วคงเคร่งเครียดกันน่าดู
ทางด้านคนบนเตียงเอง ก็พยายามเหลือเกิน ที่จะเปิดเปลือกตาขึ้น เมือ่ได้ยินเสียงหัวเราะและการพูดคุย ราวกับเขาที่นอนอยู่ตรงนี้ ไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น เสียงสตรีและบุรุษ ดังวนอยู่ในหัวของเขา ทว่าร่างกายของเขากลับไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย
กึก! เสียงเหมือนคนมาเขย่าประตูหน้าร้าน ทำให้สองสหายรัก ชะงักนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่ดวงตาของหญิงสาวจะเปล่งประกายสีทองวาววับ มีบางอย่างกำลังมาที่นี่ หรือเพราะคนเจ็บที่อยู่ในร้านของนางกัน ที่ทำให้มีบางอย่างติดตามหาเขาจนพบ ย่อมเป็นที่รู้กันดีว่าคนที่ขายโลงศพ จะต้องมีการคุ้มครองตน ให้พ้นจากวิญญาณ ย่อมไม่มีคนตายที่ไหน จะกลับมาวนเวียนที่ร้านของนางอย่างแน่นอน
“เจ้าอย่าได้ออกไปที่ใดเล่า อยู่ตรงนี้เฝ้าเขาเอาไว้ให้ดี”
หญิงสาวล้วงเอายันต์ออกมาจากถุงผ้าที่ห้อยอยู่ข้างเอว ยื่นส่งให้แก่สหายรัก แล้วพยักเพยิดไปทางคนบนเตียง ดูท่าสิ่งที่มานอกจากจะตามหาคนแล้ว คงมีพลังมากทีเดียว จึงแตะที่ประตูร้านของนางได้
ถ้วยสุราถูกวางลงหลังหญิงสาวดื่มจนหมด แล้วนางจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน เดินตรงไปยังห้องด้านหน้า ที่มีโลงศพวางเรียงรายอยู่ การถูกรบกวนความสุนทรีย์คือหายะของผู้ที่กระทำ หญิงสาวหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง พร้อมเปิดประสาทสัมผัสทั้งหมด เพื่อรับรู้กลิ่นและเสียง
กลิ่นอาจของความชั่วร้าย เข้มข้นยิ่งนัก หญิงสาวยืนเอากายแนบกับบ้านประตู นางไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเปิดออกไป ที่มาคือวิญญาณแต่นางต้องแน่ใจ ว่าผู้ควบคุมวิญญาณนี้ไม่ได้มาด้วย ครั้งก่อนที่บ้านสกุลจาง นางยังโดนไปไม่ใช่น้อย ยังดีที่ฮูหยินใหญ่จาง ตอบแทนน้ำใจของนางได้สมน้ำสมเนื้อ หาไม่แล้วนางหรือจะมีแก่ใจทำงาน
“มีผู้อยู่ในร้านหรือไม่”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากหน้านอก หญิงสาวแสยะยิ้มหยัน ว่าแล้วเชียว หากนางเปิดออกไปเผชิญหน้ากับวิญญาณตนนั้น ย่อมเป็นการเปิดประตูรับความซวยเข้าบ้าน วิญญาณที่มีกลิ่นอายความชั่วรุนแรงมากเท่าใด ผู้ควบคุมจะต้องอยู่ไม่ห่าง เพื่อคอยควบคุมวิญญาณนี้ให้อยู่ใต้อาณัติ
“...”
เยว่เมี่ยวยังคงเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด หากนางทำเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายยังคงดึงดันไม่ยอมจากไป นางก็คงต้องเผชิญหน้าอย่างเลี่ยงมิได้ ใครกันจะมาซื้อโลงศพในยามนี้ อีกไม่กี่ชั่วยามก็เช้าแล้ว จะมาเวลานั้นย่อมไม่ใช่เรื่องเสียเวลาอันใด
“ข้าต้องการซื้อโลงศพ หากมีคนอยู่โปรดเปิดประตูด้วย”
เสียงทุ้มนั้นขยายความต้องการของตนเอง เมื่อคนด้านในยังคงนิ่งเงียบอยู่ และยังคงเป็นเช่นเดิม เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยปากตอบสิ่งใด นี่ไม่ใช่การมาหาซื้อโลงศพ เพราะเสียงลมหายใจที่นางแยกแยะได้ด้วยสัมผัสพิเศษ มิได้มีเพียงคนพูดเพียงคนเดียว แต่มีมากพอที่จะทำให้ร้านของนางหายไปได้เลยทีเดียว นางมิได้กระหายในเงินทอง จนหลงลืมการรักษาชีวิตเสียเมื่อไหร่กัน
“หากข้าทำสิ่งใดที่เกินขอบเขต ท่านที่อยู่ด้านใน จะกล่าวโทษข้ามิได้นะ”
นี่คือการข่มขู่อย่างไม่ปิดบัง หญิงสาวถึงกับใบหน้ามืดครึ้มขึ้นมาหลายส่วน ช่างกล้าดีเหลือเกิน ที่มาข่มขู่คนเช่นนาง บ้านเมืองหน้าด่านอันไกลโพ้นเช่นนี้ จะมีใครอาจหาญเดินในยามค่ำคืน แล้วข่มขู่ผู้คนในเมืองกันเล่า หากมิใช่คนต่างถิ่นที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ยามค่ำคืนนอกจากคนเคาะยาม กับทหารตรวจตรา ย่อมไม่มีใครมาเดินซื้อหาสิ่งของ โดยเฉพาะโลงศพเยี่ยงนี้ และอีกฝ่ายก้เปิดประเด็นมาแล้ว ว่าต้องการที่จะเข้ามาในร้าน แม้ว่านางจะไม่อนุญาตก็ตามที ในเมื่อยากจะเลี่ยงนางก็คงต้องเปิดประตูสินะ!
“พาเข้าไปที่เรือนของข้า”
หญิงสาวเดินกลับไปที่ห้องชั้นใน แล้วเอ่ยกับซ่งเถียน ก่อนจะเดินไปยังห้องชั้นนอกอีกครั้ง ในเมื่อหลีกหนีไหม่ได้ นางก็จะต้องต้อนรับขับสู้ แขกที่ต้องการโลงศพในยามวิกาลให้ดี...
“ฮ่า ๆ โชคใดจะเข้าข้างเจ้านัก มารดาเจ้าพี่ชายเจ้า ก็ต่ายไปแล้ว ไยเจ้าไม่ตายตามพวกมันไปเล่า!” คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของหวังเต๋อเฟย ประหนึ่งสายฟ้า ที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเหล่าขุนนางกบฏ สตรีวิปลาสผู้นี้กลับกล้าที่จะยอมรับ ว่านางสังหารอดีตฮองเฮา กับอดีตองค์รัชทายาท ช่างน่าตายนัก! “เพราะข้ายังต้องอยู่ เพื่อส่งเจ้าไปกราบเท้าพวกเขาทั้งสองอย่างไรเล่า” อึก! หวังเต๋อเฟยถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อกลางอกของนาง ถูกสายพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราณสังหาร! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮ่องเต้ จึงไม่ทรงเลือกโอรสคนใดเลย เพราะเขามีตัวเลือกที่ซุ่มซ่อนเอาไว้มานาน ทั้งการฝึกฝนและเรียนรู้ คงถ่ายทอดมาแล้วเป็นอย่างดี ต่ำช้านัก! “เสด็จแม่! เจ้าสารเลว!” “ฮึ! ข้าทำแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ้ายังกล้าพูดออกมาว่าข้าเลว เช่นนั้นเจ้าก็รอดูความเลวของข้าให้ดี” สิ้นคำซ่งเถียนยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนของเขา พาสองแม่ลูกและเหล่าขุนนางกบฏออกจากท้องพระโรงไป เขาไม่ได้มานั่งพิถีพิถัน สอบสวนอย่างเนิบช้า หากจะลงมือก็ต้องให้จบสิ้นโดยไว ในเมื่อแผ่นดินนี่ ตาแก่ชุดทองอยากให้เขา
สามวันต่อมา หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่งไป ราวกับหลายสิ่งอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น คนในราชวงศ์หายตัวไปอย่างไรร่องรอย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงให้คนติดตามหา ราวกับทรงรู้อยู่แล้วว่าหายไปเพราะเหตุใด วันนี้ในท้องพระโรง มีการหารือเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่ โดยมีชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น เป็นหนึ่งในผู้ออกความคิดเห็น ร่วมกับองค์ฮ่องเต้ องค์ชายที่ได้รับเลือก กลับเป็นองค์ชายที่ไม่เคยมีผู้ใดพบหน้ามาก่อน พระโอรสอีกองค์ของอดีตฮองเอา ที่ทรงถูกส่งไปให้ญาติฝ่ายมารดาของฮองเอาเลี้ยงดู การกลับมาขององค์ชายกู้เถียนเสวี่ย นับเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งราชสำนัก! ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาขององค์ชายห้า โอรสที่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หวังเต๋อเฟย ที่มีพระโอรส ล้วนมีใบหน้าที่ซีดเชียว เพราะทุกคนต่างมีความหวัง ว่าโอรสของตนเอง จะได้ก้าวไปแทนที่ องค์รัชทายาทที่สินพระชนม์ไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน “กระหม่อมกู้เถียนเสวี่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” การประชุมครั้งนี้มิใช่เพียงขุนนาง แต่มีเหล่าสนมเข้าร่วมด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” คำตอบของหญิงสาว ทำให้ถงลั่วอวิ๋น แปรเปลี่ยนจากที่ต้องทบมวนใจและอ่อนโยนต่อนาง กลายเป็นความไม่พอใจ นางพูดออกมาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงิน แล้วที่นางกับเขานอนร่วมห้อง แม้ไม่ร่วมเตียง ก็ใกล้ชิดกันอยู่ตลอด นางจะไม่รู้สึกสิ่งใดต่อเขาเลยจริง ๆ หรือ สตรีบ้าผู้นี้กำลังคิดที่จะปั่นหัวเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร “ข้าย่อมไม่ผิดสัญญา พ่อบ้านไปนำค่าจ้าง ตามรายการในสัญญามอบให้แก่นาง” เมื่อนางต้องการเล่นกับความรู้สึกของเขา เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองนางตามที่ต้องการ เขาเองก็อยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร “ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรับรายการสิ่งที่ต้องมอบให้หญิงสาว แล้วก้าวออกจากห้องรับแขกไป “พวกเจ้าพักที่จวนข้าก่อนก็แล้วกัน” เมื่อไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว อ๋องหนุ่มจำต้องอ่อนลงให้นางอีกสักส่วน นี่ถือว่าเขายินยอมนางมากแล้ว “ไม่เป็นไรขอรับ เราย่อมมีที่พักในเมืองหลวงแล้ว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล ควรพักผ่อนให้ดี รับค่าจ้างแล้วเราก็จะกลับกันเลยขอรับ” เป็นซ่งเถียน ที่ปฏิเสธเอ่ยปาก ขึ้นมาก่
สิบห้าวันต่อมา ณ ประตูเมืองหลวง หวางเฟย ชะเง้อมองไปยังถนนเส้นเล็ก ที่ทอดยาวออกไปแสนไกล บุตรชายของนางจะมาถึงวันนี้ ตามที่คนของนางส่งข่าวมา “พระนาง...นั่นเจ้าค่ะ คณะเดินทางของท่านอ๋องอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกาย ชี้ชวนให้ผู้เป็นนายมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น คณะเดินทางที่มีธงของสำนักคุ้มภัยชื่อดัง เป็นผู้นำทาง ก่อนจะมีรถม้าคันใหญ่ปรากฏให้เห็นในครรลองสายตา หวางเฟยยกชายเสื้อขึ้นซับหน่วยตา ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน อย่างน้อยเขาก็กลับมา นางไม่อาจทนรับการสูญเสียใดได้อีกในเวลานี้ “มาก็ดีแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบกุลีกุจออกไปยืนรอรับคณะเดินทาง ที่เคลื่อนเข้ามาหยุดยังลานกว้าง ก่อนเข้าสู่ประตูเมือง “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือขอรับ” ชายชราที่ไม่สามารถเข้าใกล้รถม้าได้ ตะโกนถามออกไปเสียงดังอยู่หลายส่วน ก่อนที่เขาจะได้รับอนุญาตจากคนบนหลังม้า ให้เข้าใกล้ตัวรถม้าได้ เพราะคนด้านในส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าชายชราคือคนจากจวนอ๋อง “ท่านอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อมายืนอยู่ข้างรถม้า ชายชรา เอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยความห่วงใย “
ภายในห้องนอน ร่างระหงในชุดบางเบา ได้เดินนวยนาทตรงปังเตียงนอน รอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ปรากฎบนใบหน้างามของเหมยชุเหริน ด้านนอกคือการต่อสู้ของเจ้าคนไร้ค่า ที่ส่งผีร้ายกับพวกองครักษ์ไร้ฝีมือ เพื่อมากำจัดคนบนเตียง เขลาจนไม่มีใครเทียบจริง ๆ กู้หนานจิ่น นี่ไม่เท่ากับเขาเปิดโอกาสให้นาง ได้เข้าหาท่านอ๋องได้โดยสะดวกหรอกหรือ ทางด้านเล่อเจานั้น ได้ต่อสู้อยู่กับหัวหน้าผู้คุ้มกัน อยู่ทางด้านหลังเรือน เส้นทางที่นางพานายสาว ลอบเข้ามายังบ้านพักหลังนี้ การต่อสู้ที่ทำให้เล่อเจาได้รู้ ว่าที่ผ่านมานางตกอยู่ในกลลวง คนจากเฟิ่งหวง ต่อให้อายุยังน้อย ทว่าฝีมือนั้น เทียบเท่าผู้ฝึกมายาวนานทีเดียว เฟิ่งหวงต้องร่ำรวยเพียงใด จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ จ้างวานคนที่มากฝีมือเข้ามาทำงานในสำนัก ทางด้านเหมยชูเหริน ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ มือบางค่อย ๆ ปล่อยปล่อยเสื้อคลุมตัวยามออกให้พ้นกาย เผยให้เห็นเพียงผิวร่างที่ขาวเนียน สะท้อนแสงเทียนสลัว ๆ จากมุมห้อง ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของชายหนุ่ม ทำให้เลือดในกายนาง สูบฉีดได้ดีนัก! “ท่านต้องมีข้าเป็นชายาเอกเท่านั้น ถงลั่วอวิ๋น” หญิงสาวโน้มกายลงไปใ
เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ นางยื่นมืออกไปเพียงเล็กน้อย ปราณสีทองก่อเกิดเป็นแส้เส้นยาว มันเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ยากนักจะนับได้ ว่านางต้องต่อสู้แบบนี้ เพื่อรักษาชีวิตและสร้างเงินตรา หญิงสาวหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแส้ในมือใส่ร่างของคนที่นางควรเรียกแม่ เสียงหวีดร้องนั้นจางหายไป พร้อมกับร่างกายที่แหลกสลาย นี่คือการทำลายวิญญาณให้แหลกสลาย นางไม่อาจยินยอมให้ผู้ใด นำวิญญาณของมารดา มาใช้เป็นเครื่องมือได้อีกต่อให้นางไม่รู้สึกที่จะรักใคร่ แต่นางก็ไม่ได้ใจดำถึงเพียงนั้น ใครมันจะอยากต่อสู้กับวิญญาณของคนที่ให้กำเนิด สู้ให้วิญญาณนี้แตกสลายไปเสีย จะได้ไม่ต้องพบเจอหรือพัวพันกันไปมากกว่านี้ นางหาได้อกตัญญูต่อผุ้ให้กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่มารดาเลือกแล้วด้วยตนเอง“เจ้าไม่รู้สึกจริง ๆ หรือ”ซ่งเถียนก้าวมาหยุดข้างหญิงสาว พร้อมคำถามที่เขาเคยถามนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเขาเป็นเยว่เมี่ยว เขาจะไม่คิดแยแสเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนที่คิดเอาชีวิตเขา ตั้งแต่คลอดออกมาได้มิทันข้ามคืน“รู้สึกแล้วจะได้อันใดตอบแทน ความชิงชังที่ข้ายังไม่รู้ที่มาที่ไป แค่ดวงตาของข้ามีสีทอง หมอผีบอกว่าข้าคือตั
“คนเยี่ยงข้าไม่ไร้ศักดิ์ศรี จนต้องลดตัวไปร้องขอชีวิต จากเด็กเมื่อวานซืนเยี่ยงพวกเจ้าหรอกนะ” สิ้นคำชายแปลกหน้า ได้สะบัดปลายกระบี่อ่อน ออกมาเต็มแรง ปราณสายหนึ่งพุ่งเข้าหาหญิงสาว ตูม! ทว่ายังไม่ทันที่จะถึงร่างของนาง ปราณสีแดงเพลิงจากฝ่ามือของซ่งเถียน ได้พุ่งสวนออกมาปะทะเข้าเสียก่อนใบหน้าที่ย
ซ่งเถียนแสยะยิ้มเหี้ยม ก่อนจะเคลื่อนกายเข้าโรมรันกับคู่ต่อสู้ ชายหนุ่มไม่ได้ยี่หระต่อความดุดันของอีกฝ่าย เขายังคงใช้พลังไปเพียงไม่กี่ส่วน ในการรับมือกับอีกฝ่าย ทางด้านวิญญาณร้าย เลี่ยงที่จะปะทะกับหญิงสาว ผู้มีดวงตาศักดิ์สิทธิ์ แต่เลือกที่จะต่อสู้กับปีศาจครึ่งหมูป่า อย่างน้อยยังจะพอมีโอกาสกำชัยอยู่บ
“ในเมื่อเจ้าเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น...ข้าก็คงต้องสะบั้นการค้าในครั้งนี้เสีย” สิ้นคำของหญิงสาว แส้ปราณได้ปรากฏในมือของนาง ก่อนนางจะสะบัดออกไป ด้วยพลังอันมหาศาล เปรี๊ยะ!! เสียงดังราวสายฟ้าฟาด ดังขึ้นกลางอากาศ ทว่าร่างของหนึ่งในสามของผู้บุกรุก ได้ร่วงลงสู่ถนน นอนแน่นิ่งสิ้นใจอยู่เบื้องล่าง พื
“ท่านพ่ออย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ แม้ว่าข้าจะยังไม่เก่งกาจเท่าใดนัก แต่ข้ามั่นใจว่าจะปกป้องท่านพ่อกับจ้านเอ๋อร์ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” หญิงสาวหันกลับไปมองบิดา ด้วยแววตาที่มั่นใจ ตามที่นางเอ่ยออกมาทุกคำ เพราะสำหรับนางแล้ว ยากนักจะมีคำว่าท้อถอยต่อชะตา ในเมื่อได้เกิดมาเป็นคนแล้ว ไยจะต้องยินยอมใ







