Mag-log in“เจ้าแน่ใจนะ ว่าคนผู้นั้นอยู่ที่นี่”
ชายแปลกหน้าเอ่ยถามไปยังวิญญาณ ที่ยืนนิ่งรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย ชายแปลกหน้าไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าคนที่เขาไล่ล่ามาตลอด จะยังรอดพ้นจากความตายไปได้
“ข้าน้อยสัมผัสได้ ถึงกลิ่นโลหิตของคนผู้นั้น”
เงาทะมึนนั้นเบนใบหน้า อันน่าเกลียดน่ากลัว ไปยังทิศทางของประตูบานใหญ่ ซึ่งตัวเขามองเห็นเป็นตาข่ายสีทองเปล่งประกาย กางกั้นมิให้วิญญาณเช่นเขา ได้ย่างกรายเข้าไปหลังม่านอาคมนั้นได้เลย อาคมขั้นสูงนี้ดวงตามนุษย์ธรรมดา มิอาจมองเห็น ไม่น่าแปลกใจเลย ว่าทำไมจึงไร้วิญญาณเร่ร่อน ในระแลกนี้เผ่นผ่านให้เห็นเลย เพราะมีคนที่แข็งแกร่งอยู่ตรงนี้นี่เอง คงมิใช่เพียงร้านขายโลงศพธรรมดาเสียแล้ว
“รอประตูเปิด เจ้าจงตามหาเขาให้พบ หาไม่แล้วข้าจะใช้แส้อาคม เฆี่ยนเจ้าให้สาสมกับความแค้นของข้า”
ชายแปลกหน้าเอ่ยออกมา ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธกริ้ว เขาไม่เคยถูกคนต่ำชั้นกว่า หยามหมิ่นต่อหน้าขนาดนี้มาก่อน สองพ่อลูกข้างใน ย่อมต้องได้รับผลตอบแทน ของความโอหังในวันนี้
“นายท่านโปรดวางใจ ข้าจะมิทำให้ผิดหวังขอรับ”
แม้ว่าเขาคือวิญญาณร้ายที่มีพลังมหาศาล ทว่าเขาก็ยังไม่อาจหลีกหนี จากอำนาจพันธนาการของผู้เป็นนายได้ คมเขี้ยวที่วาววับ เผยให้เห็นในยามที่เรียวปากดำคล้ำแสยะออก มันอาจน่ากลัวสำหรับผู้คน แต่กับสองพ่อลูกเจ้าของร้านเมื่อครู่ กลับแสร้งมองไม่เห็นเขา ทั้งยังไม่มีแววตาที่ขลาดกลัวแม้แต่น้อย นี่คือสิ่งที่เขาไม่อาจเอื้อยเอ่ยรายงานต่อผู้เป็นนาย แค่วิญญาณที่ไร้วาสนาได้เกิดใหม่ ย่อมไร้สุ่มเสียง ที่จะเสนอแนะแก่ผู้ที่กุมอำนาจเหนือเขา
ภายในลานโล่งด้านหลังร้าน ที่เป็นทางเชื่อมไปยังเรือนส่วนตัวของเยว่เมี่ยว สองพ่อลูกกำลังก้าวเดินด้วยความเนิบช้า เพราะรู้ดีว่าลูกค้าด้านนอก ยังคงอยู่และอาจก้าวข้ามเส้นร้านของเขาพ่อลูกเข้ามาแล้ว
“นายท่านเก็บไว้หรือไม่ขอรับ”
เงาร่างสายหนึ่ง พุ่งผ่านมาหยุดอยู่ต่อหน้าสองพ่อลูก ร่างครึ่งบนมีใบหน้าเป็นหมูเขี้ยวโง้ง ทว่าใต้ลำคอลงมา คือรูปร่างอันกำยำ เยี่ยงบุรุษผู้มีพละกำลังอันเหลือล้น
“อย่าให้มีกลิ่นคาวเลือดในเรือนข้า”
เยว่เมี่ยวเอ่ยขึ้น นางมิใช่คนโง่งมที่มีเพียงเงิน แต่ไร้สมองเสียเมื่อไหร่กัน นางต้องรู้จักสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนเอง เงาร่างนี้เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งปีศาจ แน่นอนว่านางไม่ใช่เทพเซียนที่จะเมตตาไปทั่ว แต่มันคือชะตาผูกพันฉันท์นายบ่าว ที่ได้พบกันโดยบังเอิญ และครอบครัวของนาง ก็มีเขามาอยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งมานานหลายปี เจ้าของร่างสีดำนี้ ในยามกลางวัน เขาเป็นเพียงคนเลี้ยงม้าของนาง ยามค่ำคืน...เขาคือปีศาจครึ่งหมูป่าครึ่งมนุษย์ น้อยคนนักที่จะโชคร้าย เข้ามาพบเขาในเรือนของนาง
“ขอรับ”
สิ้นคำ...เงาร่างนั้นก็พุ่งผ่านหายไปในทันที ก่อนที่จะมีเสียงการปะทะกันบนหลังคา แสงวูบไหวของพลังสามสาย ที่กำลังโรมรันกันอยู่นั้น ไม่ได้ทำให้สองพ่อลูก คิดที่จะเข้าไปแทรก เยว่ฉงขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เวลาแห่งความสงบของเขากับลูก ๆ คงกำลังสิ้นสุดลงแล้ว เพียงแค่ต้านโจว ออกไปรับมือ กับผู้บุกรุกอยู่ในตอนนี้ ก็เป็นการบอกให้คนด้านนอกรู้แล้ว ว่าพวกเขาหาใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่ว ๆ ไป
“พวกเขาคงรู้แล้ว ว่าเรามิใช่แค่คนขายโลงศพ”
หญิงสาวเอ่ยขึ้น นางไม่ได้เติบโตมาจากการปกป้องของบิดา จนไม่รู้ที่มาของพลังในกายตนเองเสียเมื่อไหร่ แต่ที่ผ่านมานางก็ไม่เคยทำให้เกิดความแคลงใจในสายตาของผู้ใดเลย ส่วนเรื่องของกินของใช้ และอาภรณ์บนกาย ชาวเมืองต่างรู้ดีว่าข้ามิใช่แค่ขายโลงศพ แต่รับจัดงานศพแบบครบทุกกระบวนการ ที่นี่ชายแดน การมีคนตายจำนวนมากนั้น นับว่าเป็นเรื่องปกติ ยิ่งถ้ามีช่วงใดเกิดการปะทะระหว่างแคว้น นั่นคือรายได้อันมหาศาล ของเหล่าผู้หาหินกับศพเช่นพวกนาง นี่จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติใด ที่ชาวเมืองจะนำมาสงสัย ในแหล่งของรายได้ครอบครัวนาง
“รู้แล้วอย่างไร ในเมื่อคนที่ทำงานพวกนี้ ล้วนต้องมีวิชาติดกาย หาไม่แล้วคงยากจะหากินกับคนตายได้” แม้ว่าจะตอบบุตรสาวไปอย่างนั้น ทว่าลึก ๆ แล้ว ใจของเขาหาได้นิ่งสงบเยี่ยงวาจาไม่
“พวกมันมาหาเขาใช่ไหมเจ้าคะ ท่านพ่อ”
หญิงสาวเอ่ยถาม โดยที่ไม่ได้หันมองบิดา ด้วยสายตาของนาง จับจ้องอยู่กับการต่อสู้บนหลังคา ดวงตาที่พิเศษของนาง มองเห็นร่างของทั้งสาม ที่กำลังโรมรันกันอย่างชัดเจน ราวกับเวลานี้คือยามพระอาทิตย์กำลังส่องสว่าง ต้านโจว ไม่ได้ทำให้นางผิดหวัง ต่อให้คนที่มาคือนักฆ่าระดับสูง แต่ถ้าเทียบกับปีศาจ ที่มีพลังเหนือมนุษย์ เรียกว่ายังห่างชั้นกันมากทีเดียว
“อาจใช่! และอาจไม่ใช่เช่นกัน”
เยว่ฉงตอบไปตามความเป็นจริง เขาไม่รู้ว่าคนที่บุตรสาวช่วยชีวิตเอาไว้คือใคร แต่จากที่เขาเห็นอาภรณืบนกาย และกลิ่นไอบางอย่างบนตัวงของคนผู้นั้น เขามั่นใจไปกว่าครึ่ง ว่าคนเจ็บนั้นหาใช่คนธรรมดาที่มีฐานะ ๆ ทั่ว ๆ ไปอย่างแน่นอน
“ท่านพ่อกำลังกังวล เรื่องของข้าอยู่หรือเจ้าคะ”
“ใช่!”
เยว่ฉงตอบอย่างไม่อ้อมค้อม เขายังไม่พร้อมที่จะห่างจากบุตรสาว หรือเขาสามพ่อลูก ต้องย้ายถิ่นฐานที่อยู่อีกครั้งกันเล่า เมื่อครั้งที่บุตรสาวยังเด็ก เขาก็พานางหลบหนีการตามล่า เพียงเพราะนางมีพลังพิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด และคนที่ไล่ล่าใช่ใครอื่น แต่เป็นสตรีที่เขารักมั่นมาตลอด จนเขาหลีกหนีมาได้ สอนให้บุตรสาวปกปิดตัวตน และเขาได้เริ่มต้นมีครอบครัวอีกครั้ง ทว่าชะตานั้นก็ยังคงเล่นตลกกับเขา ภรรยาใหม่สิ้นใจ หลังให้กำเนิดบุตรชาย ได้เพียงแค่ขวบปีเท่านั้น ชีวิตของเขาจึงมีเพียงบุตรชายหญิง ที่ต้องคอยปกป้องให้พวกเขาปลอดภัย
แต่ดูเหมือนชะตากำลังจะเล่นตลกอีกหน จึงนำพาคนแปลกหน้ามาที่นี่ และดันวนมาพบกับบุตรสาวของเขา ถึงนางดูเป็นคนไม่แยแสสิ่งใด แต่นางก็ยังคงมีคำว่าน้ำใจอยู่เช่นปุถุชนทั่ว ๆ ไป การช่วยเหลือชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นั้น ย่อมต้องเป็นชะตาที่ถูกลิขิตมาแล้วนั่นเอง
“ฮ่า ๆ โชคใดจะเข้าข้างเจ้านัก มารดาเจ้าพี่ชายเจ้า ก็ต่ายไปแล้ว ไยเจ้าไม่ตายตามพวกมันไปเล่า!” คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของหวังเต๋อเฟย ประหนึ่งสายฟ้า ที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเหล่าขุนนางกบฏ สตรีวิปลาสผู้นี้กลับกล้าที่จะยอมรับ ว่านางสังหารอดีตฮองเฮา กับอดีตองค์รัชทายาท ช่างน่าตายนัก! “เพราะข้ายังต้องอยู่ เพื่อส่งเจ้าไปกราบเท้าพวกเขาทั้งสองอย่างไรเล่า” อึก! หวังเต๋อเฟยถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อกลางอกของนาง ถูกสายพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราณสังหาร! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮ่องเต้ จึงไม่ทรงเลือกโอรสคนใดเลย เพราะเขามีตัวเลือกที่ซุ่มซ่อนเอาไว้มานาน ทั้งการฝึกฝนและเรียนรู้ คงถ่ายทอดมาแล้วเป็นอย่างดี ต่ำช้านัก! “เสด็จแม่! เจ้าสารเลว!” “ฮึ! ข้าทำแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ้ายังกล้าพูดออกมาว่าข้าเลว เช่นนั้นเจ้าก็รอดูความเลวของข้าให้ดี” สิ้นคำซ่งเถียนยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนของเขา พาสองแม่ลูกและเหล่าขุนนางกบฏออกจากท้องพระโรงไป เขาไม่ได้มานั่งพิถีพิถัน สอบสวนอย่างเนิบช้า หากจะลงมือก็ต้องให้จบสิ้นโดยไว ในเมื่อแผ่นดินนี่ ตาแก่ชุดทองอยากให้เขา
สามวันต่อมา หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่งไป ราวกับหลายสิ่งอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น คนในราชวงศ์หายตัวไปอย่างไรร่องรอย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงให้คนติดตามหา ราวกับทรงรู้อยู่แล้วว่าหายไปเพราะเหตุใด วันนี้ในท้องพระโรง มีการหารือเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่ โดยมีชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น เป็นหนึ่งในผู้ออกความคิดเห็น ร่วมกับองค์ฮ่องเต้ องค์ชายที่ได้รับเลือก กลับเป็นองค์ชายที่ไม่เคยมีผู้ใดพบหน้ามาก่อน พระโอรสอีกองค์ของอดีตฮองเอา ที่ทรงถูกส่งไปให้ญาติฝ่ายมารดาของฮองเอาเลี้ยงดู การกลับมาขององค์ชายกู้เถียนเสวี่ย นับเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งราชสำนัก! ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาขององค์ชายห้า โอรสที่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หวังเต๋อเฟย ที่มีพระโอรส ล้วนมีใบหน้าที่ซีดเชียว เพราะทุกคนต่างมีความหวัง ว่าโอรสของตนเอง จะได้ก้าวไปแทนที่ องค์รัชทายาทที่สินพระชนม์ไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน “กระหม่อมกู้เถียนเสวี่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” การประชุมครั้งนี้มิใช่เพียงขุนนาง แต่มีเหล่าสนมเข้าร่วมด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” คำตอบของหญิงสาว ทำให้ถงลั่วอวิ๋น แปรเปลี่ยนจากที่ต้องทบมวนใจและอ่อนโยนต่อนาง กลายเป็นความไม่พอใจ นางพูดออกมาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงิน แล้วที่นางกับเขานอนร่วมห้อง แม้ไม่ร่วมเตียง ก็ใกล้ชิดกันอยู่ตลอด นางจะไม่รู้สึกสิ่งใดต่อเขาเลยจริง ๆ หรือ สตรีบ้าผู้นี้กำลังคิดที่จะปั่นหัวเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร “ข้าย่อมไม่ผิดสัญญา พ่อบ้านไปนำค่าจ้าง ตามรายการในสัญญามอบให้แก่นาง” เมื่อนางต้องการเล่นกับความรู้สึกของเขา เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองนางตามที่ต้องการ เขาเองก็อยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร “ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรับรายการสิ่งที่ต้องมอบให้หญิงสาว แล้วก้าวออกจากห้องรับแขกไป “พวกเจ้าพักที่จวนข้าก่อนก็แล้วกัน” เมื่อไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว อ๋องหนุ่มจำต้องอ่อนลงให้นางอีกสักส่วน นี่ถือว่าเขายินยอมนางมากแล้ว “ไม่เป็นไรขอรับ เราย่อมมีที่พักในเมืองหลวงแล้ว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล ควรพักผ่อนให้ดี รับค่าจ้างแล้วเราก็จะกลับกันเลยขอรับ” เป็นซ่งเถียน ที่ปฏิเสธเอ่ยปาก ขึ้นมาก่
สิบห้าวันต่อมา ณ ประตูเมืองหลวง หวางเฟย ชะเง้อมองไปยังถนนเส้นเล็ก ที่ทอดยาวออกไปแสนไกล บุตรชายของนางจะมาถึงวันนี้ ตามที่คนของนางส่งข่าวมา “พระนาง...นั่นเจ้าค่ะ คณะเดินทางของท่านอ๋องอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกาย ชี้ชวนให้ผู้เป็นนายมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น คณะเดินทางที่มีธงของสำนักคุ้มภัยชื่อดัง เป็นผู้นำทาง ก่อนจะมีรถม้าคันใหญ่ปรากฏให้เห็นในครรลองสายตา หวางเฟยยกชายเสื้อขึ้นซับหน่วยตา ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน อย่างน้อยเขาก็กลับมา นางไม่อาจทนรับการสูญเสียใดได้อีกในเวลานี้ “มาก็ดีแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบกุลีกุจออกไปยืนรอรับคณะเดินทาง ที่เคลื่อนเข้ามาหยุดยังลานกว้าง ก่อนเข้าสู่ประตูเมือง “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือขอรับ” ชายชราที่ไม่สามารถเข้าใกล้รถม้าได้ ตะโกนถามออกไปเสียงดังอยู่หลายส่วน ก่อนที่เขาจะได้รับอนุญาตจากคนบนหลังม้า ให้เข้าใกล้ตัวรถม้าได้ เพราะคนด้านในส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าชายชราคือคนจากจวนอ๋อง “ท่านอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อมายืนอยู่ข้างรถม้า ชายชรา เอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยความห่วงใย “
ภายในห้องนอน ร่างระหงในชุดบางเบา ได้เดินนวยนาทตรงปังเตียงนอน รอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ปรากฎบนใบหน้างามของเหมยชุเหริน ด้านนอกคือการต่อสู้ของเจ้าคนไร้ค่า ที่ส่งผีร้ายกับพวกองครักษ์ไร้ฝีมือ เพื่อมากำจัดคนบนเตียง เขลาจนไม่มีใครเทียบจริง ๆ กู้หนานจิ่น นี่ไม่เท่ากับเขาเปิดโอกาสให้นาง ได้เข้าหาท่านอ๋องได้โดยสะดวกหรอกหรือ ทางด้านเล่อเจานั้น ได้ต่อสู้อยู่กับหัวหน้าผู้คุ้มกัน อยู่ทางด้านหลังเรือน เส้นทางที่นางพานายสาว ลอบเข้ามายังบ้านพักหลังนี้ การต่อสู้ที่ทำให้เล่อเจาได้รู้ ว่าที่ผ่านมานางตกอยู่ในกลลวง คนจากเฟิ่งหวง ต่อให้อายุยังน้อย ทว่าฝีมือนั้น เทียบเท่าผู้ฝึกมายาวนานทีเดียว เฟิ่งหวงต้องร่ำรวยเพียงใด จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ จ้างวานคนที่มากฝีมือเข้ามาทำงานในสำนัก ทางด้านเหมยชูเหริน ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ มือบางค่อย ๆ ปล่อยปล่อยเสื้อคลุมตัวยามออกให้พ้นกาย เผยให้เห็นเพียงผิวร่างที่ขาวเนียน สะท้อนแสงเทียนสลัว ๆ จากมุมห้อง ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของชายหนุ่ม ทำให้เลือดในกายนาง สูบฉีดได้ดีนัก! “ท่านต้องมีข้าเป็นชายาเอกเท่านั้น ถงลั่วอวิ๋น” หญิงสาวโน้มกายลงไปใ
เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ นางยื่นมืออกไปเพียงเล็กน้อย ปราณสีทองก่อเกิดเป็นแส้เส้นยาว มันเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ยากนักจะนับได้ ว่านางต้องต่อสู้แบบนี้ เพื่อรักษาชีวิตและสร้างเงินตรา หญิงสาวหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแส้ในมือใส่ร่างของคนที่นางควรเรียกแม่ เสียงหวีดร้องนั้นจางหายไป พร้อมกับร่างกายที่แหลกสลาย นี่คือการทำลายวิญญาณให้แหลกสลาย นางไม่อาจยินยอมให้ผู้ใด นำวิญญาณของมารดา มาใช้เป็นเครื่องมือได้อีกต่อให้นางไม่รู้สึกที่จะรักใคร่ แต่นางก็ไม่ได้ใจดำถึงเพียงนั้น ใครมันจะอยากต่อสู้กับวิญญาณของคนที่ให้กำเนิด สู้ให้วิญญาณนี้แตกสลายไปเสีย จะได้ไม่ต้องพบเจอหรือพัวพันกันไปมากกว่านี้ นางหาได้อกตัญญูต่อผุ้ให้กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่มารดาเลือกแล้วด้วยตนเอง“เจ้าไม่รู้สึกจริง ๆ หรือ”ซ่งเถียนก้าวมาหยุดข้างหญิงสาว พร้อมคำถามที่เขาเคยถามนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเขาเป็นเยว่เมี่ยว เขาจะไม่คิดแยแสเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนที่คิดเอาชีวิตเขา ตั้งแต่คลอดออกมาได้มิทันข้ามคืน“รู้สึกแล้วจะได้อันใดตอบแทน ความชิงชังที่ข้ายังไม่รู้ที่มาที่ไป แค่ดวงตาของข้ามีสีทอง หมอผีบอกว่าข้าคือตั
“พี่หญิง แบบนี้จะดีหรือขอรับ นางเป็นถึงท่านหญิง หากเราทำให้นางไม่พอใจ จะทำให้เราเดือดร้อนหรือไม่ขอรับ” เยว่จ้านเอ่ยถามพี่สาว โดยที่สายตาของเขา มองตามหลังรถม้า ที่เคลื่อนตัวออกห่างไปไกลแล้ว เขามิได้กลัวคนพวกนั้นเลย แต่เขาห่วงพี่สาวมากกว่า นางยังไม่ได้ออกเรือน หากถูกทำร้ายขึ้นมา ชีวิตของนางจ
“วาจาช่างไม่สมกับฐานะเอาเสียเลย จ้านเอ๋อร์ พาท่านปู่หวงหลีกทางเขาไป” เยว่เมี่ยวคร้านจะต่อคำกับคนในรถม้า จึงได้หันไปบอกน้องชาย ช่วยพยุงชายชราถอยออกจากตรงนี้เสีย และที่นางยินยอมเปิดทางให้แก่อีกฝ่าย มิใช่เพราะกลัวเกรงในฐานะของอีกฝ่าย แต่มันไร้สาระเกินที่นางจะมาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ส่วนอีกฝ่ายจะ
สิบวันถัดมา หน้าประตูเมืองหน้าด่าน รถม้าหรูหราได้เคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามา จากเหล่าทหารในชุดองครักษ์ ก็บอกได้แล้วว่าเจ้าของรถม้า เป็นคนชนชั้นสูงจากเมืองหลวง สายตาของผู้คนมากมายจับจ้องไปที่รถม้า เพื่อรอชมว่าคนด้านในคือใคร บุรุษหรือสตรีที่โดยสารมา แน่นอนว่ามีคนที่มองนั้น ล้วนมีเป้าหมายต่อค
ภายในห้องนอน ที่มีแสงสว่างจากเทียน ซึ่งถูกจุดจนสว่างโร่ ทำให้คนที่เพิ่งรู้สึกตัว ทำได้เพียงกระพริบตาถี่ ๆ เขากำลังประมวลความคิดต่าง ๆ เพื่อเรียบเรียง ว่าตัวเขามาอยู่ตรงนี้ ในสภาพนี้ได้อย่างไร ก่อนที่เขาจะเอียงใบหน้าไปยังทิศทางที่มาของเสียง ฝีเท้าที่ใกล้ประตูเข้ามาทุกขณะ ทำให้ใจของ







