Masukใช้เวลาไม่นาน ทั้งสองคนกับหนึ่งร่าง ที่ไม่รู้ว่าจะช่วยไว้ได้หรือไม่ กลับมาถึงร้านขายโลงศพ ร่างบนบ่าของซ่งเถียน ถูกวางลงบนเตียงไม้สำหรับแต่งหน้าศพ ซ่งเถียนมองสำรวจร่างกายของคนที่เขาแบกมา ใบหน้าบวมปวดจนมองไม่ออก ว่าคนผู้นี้ใบหน้าหล่อเหลาหรือขี้ริ้ว ทางด้านเยว่เมี่ยว นางเดินไปยังห้องชั้นใน เพื่อล้างหน้าล้างตา และหายากินเพื่อรักษาอาการคลั่งของเลือดในกาย
“เจ้าคิดว่าจะช่วยเขาได้หรือไม่”
เพียงก้าวแรกที่เยว่เมี่ยวเดินออกมา ซ่งเถียน ที่ได้จัดการถอดเสื้อผ้าของคนเจ็บ เพื่อสำรวจร่างกายที่บาดเจ็บ อ่า...ท่าทางจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว เพราะสภาพของชายแปลกหน้า เรียกไม่ได้ว่าเป็นตายเท่ากัน เพราะมันค่อนไปทางตายเสียมากกว่า
เยว่เมี่ยวที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงคนเจ็บ หญิงสาวสำรวจไปตามจุดต่าง ๆ เว้นแค่ส่วนลับของบุรุษ ที่มีผ้าสีขาวที่ปกปิดเอาไว้เท่านั้น สภาพมีแต่รอยแผลเต็มกายเช่นนี้ ยังหายใจอยู่ได้นับว่าดวงแข็งไม่น้อย
“เอาเถอะ เจ้าไปเคี่ยวยาให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”
หญิงสาวหันไปจดรายการยาที่ต้องใช้ แล้วยื่นส่งให้แก่ซ่งเถียน ชายหนุ่มไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เขารับกระดาษในมือหญิงไป แล้วเดินไปยังห้องที่ติดกัน ซึ่งมีสมุนไพรชั้นเลิศจำนวนมาก เยว่เมี่ยวหันกลับมาสนใจคนป่วยอีกครั้ง นางเดินไปซื้อตะเกียงอีกอัน เพื่อมาส่องดูตามบาดแผลให้ชัดเจนขึ้น ก่อนจะนำห่อเข็มเงินออกมาคลี่ มือเรียวยาวนั้นค่อย ๆ บรรจงฝังเข็มลงไปอย่างแม่นยำ มีเพียงบางจุดที่นางต้องใช้สมาธิอย่างมาก
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน ในความคิดของคนที่ต้องยื้อชีวิตคนผู้หนึ่ง นางไม่ได้อยากที่จะให้ใครเห็นในวิชาการแพทย์สักเท่าใดนัก เพราะการที่นางมีความรู้เกินกว่าฐานะคนขายโลงศพ มันจะนำภัยมาสู่ตัวนางและคนรอบข้างได้
เวลาผ่านไปกว่าสามชั่วยาม เสียงไก่ขันยามเช้า ดังขึ้นให้ได้ยิน หลังจากเสียงเคาะยามบอกเวลาก่อนฟ้าสางสิ้นสุดลง ด้วยฝีมือของซ่งเถียน หญิงสาวก็ทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ตัวยาว ผล็อยหลับไปในทันที โดยไม่รู้เลยว่าคนบนเตียง และตัวนางราวถึงซ่องเถียน ได้ตกอยู่ในสายตานิ่งเรียบของผู้ที่มาใหม่
เยว่ฉง เดินตรงไปยังร่างที่นอนนิ่ง หายใจรวยรินบนเตียงแต่งหน้าศพ เขามองสำรวจคนผู้นั้น ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เจ้าตัวร้ายของเขา ไปพาปัญหาใหญ่เข้าบ้านเสียแล้วกระมัง แต่นี่อาจเป็นโชคชะตา ที่เขาพยายามพาครอบครัวหลีกหนีแล้ว แต่คงไม่พ้นกระมัง จึงได้ตามติดมาจนถึงที่นี่
“สุดท้าย...พวกเจ้าก็หาบุตรสาวข้าจนพบ”
เยว่ฉงเอ่ยเพียงเท่านั้น เขาก้เดินกลับออกไปยังห้องชั้นนอก ที่เปิดเป็นร้านขายโลงศพ ทำเหมือนภายในนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เสียงเจื้อยแจ้วของบุตรสาวคนเล็ก ดังขึ้นยังหน้าร้าน พร้อมกับในมือน้อย ๆ มีห่อชาลาเปาร้อน ๆ เดินเข้ามาภายในร้าน เก็ยน้อยทักทายผู้คนที่เดินผ่านไปมา ด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม นี่คือความสุขสงบของครอบครัวเยว่ ที่มีมากว่ายี่สิบปี มันกำลังจะหายไป ตามความรู้สึกของเขาในตอนนี้
“พี่ใหญ่เล่าขอรับท่านพ่อ”
เยว่จ้านเอ่ยถามบิดา เมื่อไม่เห็นหน้าพี่สาวเช่นเคย นางมิเคยตื่นสายสักนิด แม้ว่าจะกลับจากเคาะยามในช่วงก่อนรุ่งสางก็ตามที
“พี่สาวเจ้ากำลังหลับอยู่ อย่าได้เข้าไปกวน เจ้าเอาชาลาเปาวางไว้ แล้วไปเรียนเถอะ อย่าได้ซุกซน”
เยว่ฉงบอกแก่บุตรชาย ก่อนที่เด็กชายจะทำตามอย่างว่าง่าย แล้วเดินออกไปพร้อมกระเป๋าใส่ตำราเรียน แม้ว่าเขาจะเป็นบุตรชายคนเคาะยาม แต่สถานศึกษาก็ไม่มีผู้ใดคิดดูหมิ่นเขา ด้วยเพราะบิดาและพี่สาว เป็นคนขยันและไม่ใช่คนไร้เงินทอง
ในร้านที่เปิด ไม่ได้มีลูกค้ามากมายอันใด ที่นี่นาน ๆ ครั้งจะได้ขายโลงศพ สำหรับคนในเมืองนี้ แต่เมืองข้างเคียงก็เลือกที่จะมาซื้อโลงศพของร้านเขา เพราะได้รับการจัดการ เรื่องแต่งหน้าศพ ดูแลจนถึงตอนฝัง ผู้คนจึงเลือกที่จะมาใช้บริการที่ร้านสกุลเยว่ แน่นอนว่าหลัก ๆ จะเป็นบุตรสาวของเขา ที่ออกไปจัดการเรื่องนี้ กับลูกจ้างในร้าน
สิบวันต่อมา ณ เมืองหลวง จวนชินอ๋อง
พ่อบ้านได้วิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในห้องหนังสือ เพื่อส่งสารลับจากชายแดน ให้แก่หวางเฟย ผุ้เป็นพระมารดาของชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น ที่ขาดการติดต่อไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว
“พระนางพ่ะย่ะค่ะ มีสารลับส่งมาจากคนของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
พ่อบ้านรีบยื่นส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ในมือให้แก่หวางเฟย มือเรียวงามรีบยื่นไปรับมาคลี่อ่าน ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความกังวล โอรสของนางได้ออกนอกเมืองหลวงไปกว่าสองเดือน ทว่าไม่เคยขาดหายการติดต่อสักครั้ง ทว่าครึ่งเดือนมานี้ ไร้ซึ่งวี่แววที่จะส่งข่าวให้นางได้รู้เลย
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล พลันซีดเผือดลงกว่าเดิมหลายเท่านัก เมือ่เห็นข้อความสั้น ๆ ทว่าได้ใจความ โอรสของนางหายตัวไปอย่างนั้นรึ! นี่คือชีวิตในราชวงศ์ เพราะสวามีของนางคือโอรสร่วมสายพระโลหิตกับอดีตฮ่องเต้ เมื่อองค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ โอรสของนางในฐานะพระญาติสนิท จึงได้รับแต่งตั้งเป็นชินอ๋อง อนุชาที่ฮ่องเต้ทรงวางพระทัย
เมื่อสองปีก่อนองค์รัชทายาทในรัชสมัยปัจจุบันสินพระชนม์ อำนาจในการช่วยตัดสินเหล่าองค์ชาย ที่เหมาะสมจะได้รับแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทคนใหม่ ก็ตรงมาอยู่ในมือของโอรสของนางส่วนหนึ่ง แน่นอนว่าความเย็นชาของชินอ๋อง ยากนักที่เหล่าองค์ชายทั้งหลาย จะได้ก้าวสู่ตำแหน่งที่หวังได้โดยง่าย
“ส่งคนไปตามหาลูกของข้า ให้พบก่อนที่คนเหล่านั้นจะหาเจอ”
หวางเฟยรีบสั่งการกับพ่อบ้าน หากคนเหล่านั้นหาตัวลูกของนางพบ ย่อมยากที่จะรอดชีวิต นี่คือวังวนที่ทำให้นากลายเป็นหญิงหม้าย ต้องสู้ยืนหยัดเพื่อลูก ๆ แต่วันนี้ยังมีคนคิดทำให้เกิดรอยเดิมเช่นในอดีต
“บ่าวทราบแล้วขอรับ”
พ่อบ้านรีบประสานมือรับคำ แล้วหมุนกายเดินจากไปอย่างเร่งรีบ เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป ย่อมสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่จวนอ๋อง ต้องเร่งตามหาท่านอ๋องให้พบ ก่อนศัตรูที่อยู่ในเงามืด จะพบตัวของท่านอ๋อง
“ฮ่า ๆ โชคใดจะเข้าข้างเจ้านัก มารดาเจ้าพี่ชายเจ้า ก็ต่ายไปแล้ว ไยเจ้าไม่ตายตามพวกมันไปเล่า!” คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของหวังเต๋อเฟย ประหนึ่งสายฟ้า ที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเหล่าขุนนางกบฏ สตรีวิปลาสผู้นี้กลับกล้าที่จะยอมรับ ว่านางสังหารอดีตฮองเฮา กับอดีตองค์รัชทายาท ช่างน่าตายนัก! “เพราะข้ายังต้องอยู่ เพื่อส่งเจ้าไปกราบเท้าพวกเขาทั้งสองอย่างไรเล่า” อึก! หวังเต๋อเฟยถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อกลางอกของนาง ถูกสายพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราณสังหาร! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮ่องเต้ จึงไม่ทรงเลือกโอรสคนใดเลย เพราะเขามีตัวเลือกที่ซุ่มซ่อนเอาไว้มานาน ทั้งการฝึกฝนและเรียนรู้ คงถ่ายทอดมาแล้วเป็นอย่างดี ต่ำช้านัก! “เสด็จแม่! เจ้าสารเลว!” “ฮึ! ข้าทำแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ้ายังกล้าพูดออกมาว่าข้าเลว เช่นนั้นเจ้าก็รอดูความเลวของข้าให้ดี” สิ้นคำซ่งเถียนยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนของเขา พาสองแม่ลูกและเหล่าขุนนางกบฏออกจากท้องพระโรงไป เขาไม่ได้มานั่งพิถีพิถัน สอบสวนอย่างเนิบช้า หากจะลงมือก็ต้องให้จบสิ้นโดยไว ในเมื่อแผ่นดินนี่ ตาแก่ชุดทองอยากให้เขา
สามวันต่อมา หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่งไป ราวกับหลายสิ่งอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น คนในราชวงศ์หายตัวไปอย่างไรร่องรอย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงให้คนติดตามหา ราวกับทรงรู้อยู่แล้วว่าหายไปเพราะเหตุใด วันนี้ในท้องพระโรง มีการหารือเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่ โดยมีชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น เป็นหนึ่งในผู้ออกความคิดเห็น ร่วมกับองค์ฮ่องเต้ องค์ชายที่ได้รับเลือก กลับเป็นองค์ชายที่ไม่เคยมีผู้ใดพบหน้ามาก่อน พระโอรสอีกองค์ของอดีตฮองเอา ที่ทรงถูกส่งไปให้ญาติฝ่ายมารดาของฮองเอาเลี้ยงดู การกลับมาขององค์ชายกู้เถียนเสวี่ย นับเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งราชสำนัก! ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาขององค์ชายห้า โอรสที่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หวังเต๋อเฟย ที่มีพระโอรส ล้วนมีใบหน้าที่ซีดเชียว เพราะทุกคนต่างมีความหวัง ว่าโอรสของตนเอง จะได้ก้าวไปแทนที่ องค์รัชทายาทที่สินพระชนม์ไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน “กระหม่อมกู้เถียนเสวี่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” การประชุมครั้งนี้มิใช่เพียงขุนนาง แต่มีเหล่าสนมเข้าร่วมด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” คำตอบของหญิงสาว ทำให้ถงลั่วอวิ๋น แปรเปลี่ยนจากที่ต้องทบมวนใจและอ่อนโยนต่อนาง กลายเป็นความไม่พอใจ นางพูดออกมาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงิน แล้วที่นางกับเขานอนร่วมห้อง แม้ไม่ร่วมเตียง ก็ใกล้ชิดกันอยู่ตลอด นางจะไม่รู้สึกสิ่งใดต่อเขาเลยจริง ๆ หรือ สตรีบ้าผู้นี้กำลังคิดที่จะปั่นหัวเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร “ข้าย่อมไม่ผิดสัญญา พ่อบ้านไปนำค่าจ้าง ตามรายการในสัญญามอบให้แก่นาง” เมื่อนางต้องการเล่นกับความรู้สึกของเขา เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองนางตามที่ต้องการ เขาเองก็อยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร “ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรับรายการสิ่งที่ต้องมอบให้หญิงสาว แล้วก้าวออกจากห้องรับแขกไป “พวกเจ้าพักที่จวนข้าก่อนก็แล้วกัน” เมื่อไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว อ๋องหนุ่มจำต้องอ่อนลงให้นางอีกสักส่วน นี่ถือว่าเขายินยอมนางมากแล้ว “ไม่เป็นไรขอรับ เราย่อมมีที่พักในเมืองหลวงแล้ว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล ควรพักผ่อนให้ดี รับค่าจ้างแล้วเราก็จะกลับกันเลยขอรับ” เป็นซ่งเถียน ที่ปฏิเสธเอ่ยปาก ขึ้นมาก่
สิบห้าวันต่อมา ณ ประตูเมืองหลวง หวางเฟย ชะเง้อมองไปยังถนนเส้นเล็ก ที่ทอดยาวออกไปแสนไกล บุตรชายของนางจะมาถึงวันนี้ ตามที่คนของนางส่งข่าวมา “พระนาง...นั่นเจ้าค่ะ คณะเดินทางของท่านอ๋องอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกาย ชี้ชวนให้ผู้เป็นนายมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น คณะเดินทางที่มีธงของสำนักคุ้มภัยชื่อดัง เป็นผู้นำทาง ก่อนจะมีรถม้าคันใหญ่ปรากฏให้เห็นในครรลองสายตา หวางเฟยยกชายเสื้อขึ้นซับหน่วยตา ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน อย่างน้อยเขาก็กลับมา นางไม่อาจทนรับการสูญเสียใดได้อีกในเวลานี้ “มาก็ดีแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบกุลีกุจออกไปยืนรอรับคณะเดินทาง ที่เคลื่อนเข้ามาหยุดยังลานกว้าง ก่อนเข้าสู่ประตูเมือง “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือขอรับ” ชายชราที่ไม่สามารถเข้าใกล้รถม้าได้ ตะโกนถามออกไปเสียงดังอยู่หลายส่วน ก่อนที่เขาจะได้รับอนุญาตจากคนบนหลังม้า ให้เข้าใกล้ตัวรถม้าได้ เพราะคนด้านในส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าชายชราคือคนจากจวนอ๋อง “ท่านอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อมายืนอยู่ข้างรถม้า ชายชรา เอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยความห่วงใย “
ภายในห้องนอน ร่างระหงในชุดบางเบา ได้เดินนวยนาทตรงปังเตียงนอน รอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ปรากฎบนใบหน้างามของเหมยชุเหริน ด้านนอกคือการต่อสู้ของเจ้าคนไร้ค่า ที่ส่งผีร้ายกับพวกองครักษ์ไร้ฝีมือ เพื่อมากำจัดคนบนเตียง เขลาจนไม่มีใครเทียบจริง ๆ กู้หนานจิ่น นี่ไม่เท่ากับเขาเปิดโอกาสให้นาง ได้เข้าหาท่านอ๋องได้โดยสะดวกหรอกหรือ ทางด้านเล่อเจานั้น ได้ต่อสู้อยู่กับหัวหน้าผู้คุ้มกัน อยู่ทางด้านหลังเรือน เส้นทางที่นางพานายสาว ลอบเข้ามายังบ้านพักหลังนี้ การต่อสู้ที่ทำให้เล่อเจาได้รู้ ว่าที่ผ่านมานางตกอยู่ในกลลวง คนจากเฟิ่งหวง ต่อให้อายุยังน้อย ทว่าฝีมือนั้น เทียบเท่าผู้ฝึกมายาวนานทีเดียว เฟิ่งหวงต้องร่ำรวยเพียงใด จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ จ้างวานคนที่มากฝีมือเข้ามาทำงานในสำนัก ทางด้านเหมยชูเหริน ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ มือบางค่อย ๆ ปล่อยปล่อยเสื้อคลุมตัวยามออกให้พ้นกาย เผยให้เห็นเพียงผิวร่างที่ขาวเนียน สะท้อนแสงเทียนสลัว ๆ จากมุมห้อง ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของชายหนุ่ม ทำให้เลือดในกายนาง สูบฉีดได้ดีนัก! “ท่านต้องมีข้าเป็นชายาเอกเท่านั้น ถงลั่วอวิ๋น” หญิงสาวโน้มกายลงไปใ
เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ นางยื่นมืออกไปเพียงเล็กน้อย ปราณสีทองก่อเกิดเป็นแส้เส้นยาว มันเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ยากนักจะนับได้ ว่านางต้องต่อสู้แบบนี้ เพื่อรักษาชีวิตและสร้างเงินตรา หญิงสาวหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแส้ในมือใส่ร่างของคนที่นางควรเรียกแม่ เสียงหวีดร้องนั้นจางหายไป พร้อมกับร่างกายที่แหลกสลาย นี่คือการทำลายวิญญาณให้แหลกสลาย นางไม่อาจยินยอมให้ผู้ใด นำวิญญาณของมารดา มาใช้เป็นเครื่องมือได้อีกต่อให้นางไม่รู้สึกที่จะรักใคร่ แต่นางก็ไม่ได้ใจดำถึงเพียงนั้น ใครมันจะอยากต่อสู้กับวิญญาณของคนที่ให้กำเนิด สู้ให้วิญญาณนี้แตกสลายไปเสีย จะได้ไม่ต้องพบเจอหรือพัวพันกันไปมากกว่านี้ นางหาได้อกตัญญูต่อผุ้ให้กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่มารดาเลือกแล้วด้วยตนเอง“เจ้าไม่รู้สึกจริง ๆ หรือ”ซ่งเถียนก้าวมาหยุดข้างหญิงสาว พร้อมคำถามที่เขาเคยถามนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเขาเป็นเยว่เมี่ยว เขาจะไม่คิดแยแสเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนที่คิดเอาชีวิตเขา ตั้งแต่คลอดออกมาได้มิทันข้ามคืน“รู้สึกแล้วจะได้อันใดตอบแทน ความชิงชังที่ข้ายังไม่รู้ที่มาที่ไป แค่ดวงตาของข้ามีสีทอง หมอผีบอกว่าข้าคือตั
"เจ้าจะทำเช่นนี้จริง ๆ สินะ!"เยว่ฉงเอ่ยถามเกาชาง ด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ เขาค่อย ๆ วางถ้วยชาลงอย่างใจเย็น ในเมื่ออยากที่จะจบปัญหาด้วยลมหายใจ มีหรือที่เขาจะไม่สนองตอบ"ข้าไม่ได้ขี้ขลาดเช่นเจ้า ที่จะหลบหนีเยี่ยงสุนัข"เกาชาง ตวาดเสียงกร้าว เรื่องที่ค้างคาก็ควรสะสางให้มันจบสิ้นเสียที ในเมื่อคนตรงหน้
“พี่หญิง แบบนี้จะดีหรือขอรับ นางเป็นถึงท่านหญิง หากเราทำให้นางไม่พอใจ จะทำให้เราเดือดร้อนหรือไม่ขอรับ” เยว่จ้านเอ่ยถามพี่สาว โดยที่สายตาของเขา มองตามหลังรถม้า ที่เคลื่อนตัวออกห่างไปไกลแล้ว เขามิได้กลัวคนพวกนั้นเลย แต่เขาห่วงพี่สาวมากกว่า นางยังไม่ได้ออกเรือน หากถูกทำร้ายขึ้นมา ชีวิตของนางจ
“วาจาช่างไม่สมกับฐานะเอาเสียเลย จ้านเอ๋อร์ พาท่านปู่หวงหลีกทางเขาไป” เยว่เมี่ยวคร้านจะต่อคำกับคนในรถม้า จึงได้หันไปบอกน้องชาย ช่วยพยุงชายชราถอยออกจากตรงนี้เสีย และที่นางยินยอมเปิดทางให้แก่อีกฝ่าย มิใช่เพราะกลัวเกรงในฐานะของอีกฝ่าย แต่มันไร้สาระเกินที่นางจะมาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ส่วนอีกฝ่ายจะ
สิบวันถัดมา หน้าประตูเมืองหน้าด่าน รถม้าหรูหราได้เคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามา จากเหล่าทหารในชุดองครักษ์ ก็บอกได้แล้วว่าเจ้าของรถม้า เป็นคนชนชั้นสูงจากเมืองหลวง สายตาของผู้คนมากมายจับจ้องไปที่รถม้า เพื่อรอชมว่าคนด้านในคือใคร บุรุษหรือสตรีที่โดยสารมา แน่นอนว่ามีคนที่มองนั้น ล้วนมีเป้าหมายต่อค







