INICIAR SESIÓNนางอยากมีชีวิตราบรื่น ไม่ต้องมีเรื่องให้ปวดใจทุกวันอย่างมารดา ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เสียแล้ว
“ซวงเอ๋อร์”
“เจ้าคะคุณหนู”
“ข้าอยากไปไหว้พระที่วัดหยุ่นเหอนอกเมือง เจ้าไปบอกให้บ่าวเตรียมรถม้าให้ข้าที” ซูฉิงเยี่ยนเดินกลับเข้ามายังเรือนของตน
ความรู้สึกกดดันในใจของนางเพิ่มพูนหนักอึ้ง ในใจคิดถึงมารดาเหลือเกินเพราะตอนนี้รู้สึกคล้ายไร้ที่พึ่งพิง
บิดาไม่ฟัง และไม่สนใจความต้องการของนาง ทั้งยังตั้งใจบีบบังคับให้นางออกเรือน
นางจะไม่ทำตามก็ไม่ได้ เพราะหากให้นางฝ่าฝืนคำสั่งสอนไม่เชื่อฟังบิดา กระทั่งปล่อยให้ผู้คนติฉินมาถึงผู้เป็นมารดาที่ล่วงลับ
เรื่องเช่นนั้น...นางทำไม่ได้
วัดหยุ่นเหอนอกกำแพงเมืองหลวงคือสถานที่ซึ่งถงฉิงลี่ชอบมาไหว้พระบ่อยๆ มองไปรอบๆ ที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็กที่งดงามที่ซูฉิงเยี่ยนไม่มีวันลืม
มารดาของนางมักจะมีรอยยิ้ม ในขณะที่มาไหว้พระที่นี่ นั่นเพราะวัดหยุ่นเหอคือสถานที่ซึ่งบิดามารดาของนางพบกันครั้งแรก
ทั้งสองตกหลุมรักซึ่งกันและกัน โดยมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นชอบ ทว่าหลังจากแต่งงานกันมารดาของนางก็ต้องชอกช้ำ เมื่อครั้งหนึ่งบิดากลับมาถึงบ้านพร้อมลี่หงเย่ เขาบอกว่าจะรับลี่หงเย่เป็นอนุเพราะอีกฝ่ายกำลังตั้งครรภ์
...ในตอนนั้นซูฉิงเยี่ยนเพิ่งจะอายุครบเดือน
หลังจากมีอนุคนแรก คนที่สอง คนที่สามก็ตามเข้ามา
มารดาของนางจำต้องกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ปริปาก นางต้องทนมองมารดาเจ็บช้ำอยู่นานกระทั่งสิ้นใจ ตอนนี้กลัวแต่ว่าตัวนางเองก็คงหนีไม่พ้นชะตาเดียวกันเป็นแน่
ใต้ต้นหูกวางริมลำธารข้างวัดหยุ่นเหอ ซูฉิงเยี่ยนหยุดเดินแล้วมองเหม่อไปข้างหน้า ซวงเอ๋อร์ผู้เป็นสาวใช้ได้แต่มองผู้เป็นนายด้วยความเห็นใจ แต่ก็ไม่กล้าปลอบด้วยเพราะตัวนางนั้นเป็นเพียงสาวใช้ต้นห้อง
“คุณหนูท่านกระหายหรือไม่เจ้าคะ ได้ยินมาว่าน้ำสระมรกตของวัดหยุ่นเหอ พอดื่มแล้วช่วยให้ชุ่มคอ ทั้งยังเป็นสิริมงคล ท่านเองก็ไม่ได้ดื่มนานแล้ว ข้าน้อยจะไปนำมาให้นะเจ้าคะ”
“เจ้าไปเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ สักครู่” ซูฉิงเยี่ยนเดินไปหยุดยืนอยู่ใต้ต้นหูกวางโดยไม่ได้หันมาสนใจสาวใช้ของตนอีก ดังนั้นซวงเอ๋อร์จึงได้แต่เดินห่างออกมา
เมื่อได้อยู่คนเดียวตามลำพังหญิงสาวล้วงเอาเชือกถักสีแดงออกมาจากถุงหอม
เชือกถักเส้นนี้นางผูกเงื่อนเองกับมือ มารดาของนางคือผู้ที่สอนให้นางทำ ทั้งยังบอกว่าเชือกถักนอกจากจะเป็นของมงคลแล้ว ยังสามารถใช้เป็นของแทนใจได้อีกด้วย
จำได้ว่าหากใช้เส้นผมของหญิงสาว ถักทอผูกประสานกับเชือกมงคลเป็นเงื่อนตาย แล้วมอบมันเป็นของแทนใจให้คนรัก นั่นจะทำให้คนสองคนรักกันไม่มีวันเสื่อมคลาย
ภรรยาที่มอบเชือกถักที่มีเส้นผมของนางให้สามี จะทำให้คนสองคนเป็นดัง ‘เงื่อน’ ซึ่งแฝงนัยถึงความรักที่มั่นคงยืนยาว ไม่มีวันเสื่อมคลาย
ซูฉิงเยี่ยนตั้งใจจะมอบเชือกถักเส้นนี้ ให้บุรุษที่นางหวังว่าสักวันนางจะหาเขาเจอ ทว่าตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีวันนั้น
นางมาวัดหยุ่นเหอในวันนี้ ก็เพื่อที่จะอำลาความฝันที่นางเคยเอ่ยกับมารดาเอาไว้ สถานที่แห่งนี้ก็คือที่ซึ่งนางเคยบอกมารดาว่านางจะแต่งให้กับคนที่นางรัก และหมายใจว่าเขาเองก็รักนางเช่นกัน
“ท่านแม่” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยออกมาเสียงเศร้า “ลูกเคยบอกกับท่านว่าชั่วชีวิตนี้ลูกจะตามหาบุรุษที่ลูกสามารถรักเขา และเขาเองก็รักลูกเช่นกัน ทว่าในวันนี้ลูกคงมิอาจทำเช่นนั้น เชือกถักของลูกเส้นนี้คงไม่มีโอกาสได้ใช้แล้ว ท่านว่าลูกควรจะทำอย่างไรกับมันดีเจ้าคะ”
ซูฉิงเยี่ยนก้มหน้าลงมองเชือกถักในมือแล้วกำมันเอาไว้แน่น ความสิ้นหวังในใจนางค่อยๆ เอ่อท้น ทว่าจนแล้วจนรอดนางก็ได้แต่กล้ำกลืนมันลงไป
จะมีประโยชน์อันใดที่จะมานั่งคร่ำครวญ เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่กำลังจะเกิดก็มิอาจแก้ไขได้แล้ว...
“ท่านแม่ ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ แม้ว่าในที่สุดแล้วลูกไม่อาจเลือกเส้นทางชีวิตของลูกเอง แต่ลูกก็จะพยายามมีความสุข แม้ว่ามันจะยากแต่ลูกจะทำให้ได้ บางทีการแต่งเข้าตระกูลถานอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ลูกหวังจะให้เป็นอย่างนั้น เขาอาจไม่ได้เป็นเหมือนท่านพ่อ ...พอมีคนอื่นก็เลิกสนใจท่าน”
นางหยุดพูดแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง มือเล็กเรียวยื่นออกไปโน้มกิ่งของต้นหูกวางลงมา บรรจงผูกเชือกถักลงไป
“เงื่อนรักถักทอประสานใจ แฝงนัยความรักไม่เสื่อมคลายไม่พานพบเพียงหนึ่งเดียวดังใจหมาย มิขอผูกพันผู้ใดไปจนตาย”
ซูฉิงเยี่ยนท่องบทกลอนออกมาด้วยความโศกเศร้า ก่อนจะเงยหน้ามองเชือกถักของนางที่ถูกแขวนอยู่บนกิ่งหูกวาง
แม้ว่ากิ่งไม้ที่นางโน้มลงมาอยู่สูงกว่าระดับสายตาไปเล็กน้อย ทว่าเมื่อนางปล่อยมือกิ่งหูกวางที่ดีดกลับเข้าที่กลับสามารถซ่อนเชือกถักเส้นนั้น ให้กลืนหายเข้าไปคล้ายกำลังช่วยนางซ่อนมันเอาไว้จากผู้คน
ดวงตาทั้งสองข้างของนางคลอคลองไปด้วยน้ำตา เมื่อมองเห็นเชือกถักนั้นกลืนหายเข้าไปในกิ่งหูกวาง ทว่านางกลับไม่ปล่อยให้มันไหลลงมาเพราะเกรงว่าหากนางร้องไห้ น้ำตาจะพัดพาความเข้มแข็งของนางไปจนหมด
หลังจากที่นั่งมองจุดที่ตัวเองผูกเชือกถักเอาไว้อยู่นาน ร่างอรชรก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะสูดลมหายใจเข้า “ท่านแม่ลูกจะเข้มแข็งต่อไปเจ้าค่ะ แม้วันนี้ลูกไม่อาจปฏิเสธในสิ่งที่ท่านพ่อร้องขอ ทว่าวันหน้าลูกจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาบงการชีวิตลูกได้อีก ไม่ว่าลูกจะพบกับเรื่องที่ต้องกล้ำกลืนสักเพียงใด นับจากนี้ลูกจะยืนหยัดให้ได้ ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอนเจ้าค่ะ ดังนั้นท่านอย่ากังวลไปเลยนะเจ้าคะ แล้วลูกจะหมั่นมาเยี่ยมท่านบ่อยๆ” ซูฉิงเยี่ยนกล่าวจบก็หันหลังจากไป
ผ่านไปครู่ใหญ่หลังจากที่หญิงสาวจากไป ร่างสูงของคนผู้หนึ่งก็กระโดดลงมาจากต้นหูกวาง
ห้าวันแล้วที่นางออกมาจากเมืองหลวง ไร้ข่าวคราวใดๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้บิดา ตระกูลซู พ่อบ้านและซวงเอ๋อร์จะเป็นเช่นไรบ้าง วันนี้อาหลัวบอกว่าทั้งสองจะเข้าสู่เขตเมืองเย่ นางเห็นว่าผ่านไปหลายวันแล้วคนเหล่านั้นน่าจะถอดใจ หรือไม่ก็คิดว่านางติดตามอาหลัวไปยังทางเหนือ หากนางยังอยู่กับเขาต่อไม่แน่ว่าอาหลัวจะต้องเดือนร้อน นางจึงตัดสินใจที่จะแยกจากเขาที่เมืองเย่ โดยเลือกที่จะปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งยังตั้งใจเอาผงถ่านมาป้ายตามหน้าตาและเสื้อผ้าที่อาหลัวให้มาเพื่อให้ตัวเองดูมอมแมมการแยกจากอาหลัวทำให้ซูฉิงเยี่ยนหวาดหวั่นก็จริง ทว่าหลายวันมานี้นางก็พยายามปลุกปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็มิอาจเป็นภาระของอาหลัวอีกต่อไปนางจะต้องกลับตระกูลซู กลับไปบอกความจริงกับบิดาว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเรื่องตระกูลถานนางจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่อย่างไรเสียตอนนี้ซูรุ่ยเย่ก็แต่งกับถานเจียงไปแล้ว ดังนั้นนางก็ได้แต่หวังว่าตระกูลถานจะไม่ใจไม้ไส้ระกำ ถึงกับไม่ดูดำดูดีสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าไปในขณะที่กำลังครุ่นคิดเพียงลำพัง เท้าทั้งสองก็ตรงเข้าไปยังเพิงขนาดใหญ่ที่มุงเอาไว้ด้วยหญ้าแห้ง มองไกลๆ ก็รู้ว่ามันคือโรงน้ำชาก่อนถึงประตูเมื
“หลังจากที่ข้าน้อยบอกกับพ่อบ้านว่าจะลากลับบ้านไปแต่งงาน ฮูหยินรองก็เรียกข้าน้อยไปพบขอรับ นางเสนอให้ข้าน้อยพาตัวคุณหนูออกไปจากคฤหาสน์ แล้วนางจะมอบเงินให้ข้าน้อยเป็นการตอบแทน ขอเพียงคุณหนูไม่อยู่ในวันที่เกี้ยวเจ้าสาวส่งมารับ ซึ่งตอนนั้นข้าน้อยปฏิเสธเพราะคุณหนูพระคุณกับข้าน้อยมาก แต่ได้ยินสาวใช้ต้นห้องของคุณหนูรองแอบปรึกษากับคนสวนในเรือนว่าให้หาคนทำแทน ข้าน้อยคิดว่าหากข้าน้อยพาคุณหนูออกมาน่าจะปลอดภัยกว่า แล้วค่อยย้อนกลับไปส่ง ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”อาหลัวยังคงผงกหัวโขกพื้นอย่างสำนึกผิด“ถึงกับ....ถึงกับต้องทำกับข้าเช่นนี้เลยหรือ” ซูฉิงเยี่ยนเข่าอ่อนนางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง “แล้วจะอย่างไรต่อ จะเกิดอะไรขึ้น...ท่านพ่อ” หญิงสาวใจหายวาบเมื่อนึกถึงผู้เป็นบิดา“คุณหนูรองถูกส่งตัวไปแทนขอรับ ตระกูลถานเองก็จัดงานใหญ่โตจึงเกรงว่าจะเสียหน้า แต่มือปราบถานพรวดพราดออกมาตามหาทันทีที่ทราบว่าท่านหายไป ข้าน้อยรู้มาว่าฮูหยินให้คนปลอมลายมือท่าน โดยเขียนบอกเอาไว้ว่าท่านหนีไปกับคนรัก มือปราบถานโกรธมาก แต่เพราะเขารู้เรื่องหลังจากที่ไหว้ฟ้าดินแล้ว ดังนั้น....ดังนั้นตอนที่เขาพุ่งออกมา ใต้เท้าถานก็เอ่ยปาก
“วันนี้องค์ชายรองทรงให้คนนำผิงกั่ว[1] มาให้ท่านตะกร้าใหญ่ ทั้งยังบอกว่าเป็นพระอัครมเหสีพระราชทานมาให้โดยเฉพาะ ข้าน้อยนำไปเก็บไว้ที่คฤหาสน์นอกเมืองเพราะไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะเสด็จ แล้วตะกร้านั้นก็อยู่ในห้องนอนของท่าน” ฉวนจินเอ่ย“อ้อ” เยวี่ยเทียนฉีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ฉวนจินกลับเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้ากังวล แน่ล่ะเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจักรพรรดิจะถึงกับเปิดเข้าไปห้องนอนของผู้อื่น ถึงคนผู้นั้นจะเป็นน้องชายก็เถอะ“เช่นนั้นกลับกันเถิด” เยวี่ยเทียนฉีหันหลังกลับ และเดินไปยังทิศทางที่ทอดไปยังคฤหาสน์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยฉวนจินเดินตามเขาไปด้วยความกังวล เขากลัวเหลือเกินว่าตนจะทำให้ผู้เป็นนายเดือดร้อน ในตอนที่เห็นพระพักตร์ของจักรพรรดิ ทั้งยังกลัวว่าผู้เป็นนายอาจจะโกรธที่เขาสะเพร่า ทว่าคาดไม่ถึงเยวี่ยเทียนฉีกลับหยิบผิงกั่วมานั่งกินหน้าตาเฉย ทั้งยังโยนมาให้เขาอีกลูกฉวนจินได้แต่มองงงๆ ก่อนถอนหายใจออกมาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจเยวี่ยเทียนฉีสักนิด แต่เขาอาจจะโชคดีก็ได้ที่ไม่เข้าใจ เพราะหากเข้าใจเขาอาจจะไม่ได้มายืนอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเช่นในวันนี้“นั่นอะไรขอรับ” ฉวนจินเพิ่งจะถอนหายใจอย่างปลงตกก็
“นายท่าน!!”เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้เยวี่ยเทียนฉีอดถอนใจออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาวางแผนกลับเข้าไปในเมืองหลวงทันที่ฝนหยุดตก ทว่าหลังจากพบกับซูฉิงเยี่ยน เขาคล้ายลืมสิ้นว่าวางแผนสิ่งใดไว้ และนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยใบหน้าถมึงทึงและร่างเปียกปอนของฉวนจิน ทำให้ดวงตาเรียบเฉยปรากฏแววขบขัน ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงยืนรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาฉวนจินเป็นคนสนิทที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเห็นว่าอีกฝ่ายนิสัยใจคอไม่เลว ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ เยวี่ยเทียนฉีจึงรับเอาไว้ โดยให้เป็นคนดูแลเรื่องใหญ่น้อยภายในตำหนักหยางจื้อแม้จะสงสัยว่าด้วยความสามารถของฉวนจิน ไม่น่าจะใช่ชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาขายตัวเป็นทาส แต่เห็นอีกฝ่ายไม่อยากจะพูดถึง เขาเองก็เลือกที่เงียบหลายปีที่ผ่านมา ฉวนจินพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าตนสามารถเชื่อใจอีกฝ่ายได้ อีกทั้งเขาได้ตรวจสอบแล้วว่าฉวนจินไม่ได้เป็นนักโทษของกรมอาญา เยวี่ยเทียนฉีจึงรอให้อีกฝ่ายพร้อมที่จะพูด“ข้าน้อยตามหาท่านไปทั่ว ฝนก็ตก” ฉวนจินเอ่ยเสียงหอบเล็กน้อย“หาข้า...มีเรื่องอันใด” เขาแสร้งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ“นายท่าน” ฉวนจินรู้ดีว่าผ
ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้แรงต่อดึงดูดบางอย่าง ซึ่งฉุดรั้งเขาอยู่เงียบๆใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ภายใต้ชุดมอซอมอมแมมไม่สะดุดตา หันกลับมาจดจ้องหญิงสาวอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองนางเช่นไร แต่ในสายตาของเขา บุคลิกของนางนั้นดูขัดแย้งกันเองอย่างน่าประหลาดท่วงท่านิ่งเฉยเยือกเย็น ใบหน้าเรียบเฉยที่ไร้การแต่งแต้มโดยสิ้นเชิง ทำให้นางดูสุขุม สงบ เยือกเย็น และน่าเกรงขาม เกินกว่าที่เด็กสาวในวัยเดียวกันควรจะมีบุคลิกเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดที่จะแสดงความยำเกรงในตัวนางออกมาไม่ได้ทว่าในทางตรงกันข้าม มันกลับกีดกันผู้คนออกไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้นางจนเกินไปแม้ว่าคนอื่นจะเห็นในสิ่งที่นางพยายามแสดงออกภายนอก แต่เขากลับมองเห็นในสิ่งที่แตกต่าง เพราะดวงหน้าเนียนใสที่ดูราบเรียบเฉยชาจนเกือบเย็นชานั้น กลับมีแววตาที่อ่อนล้าจนเขารู้สึกได้เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาเพียงรู้สึกว่านางช่างอ่อนไหว อ่อนแอ และบอบบางคล้ายกลีบบัวสีชมพูดอกหนึ่งที่โดนสายฝนสาดซัดโหมกระหน่ำ กระทั่งไม่อาจทานความรุนแรง กลีบบัวอ่อนบางหลุดร่วง และปลิวหายลับไปกับสายลมตลอดกาล...‘ช่างคล้ายกับว่านางพร้อมที่จะแตกสลายไปทันที หากประคองนางเอาไว้ในมือ โ
แม้ว่าจะชูช่ออยู่เพียงดอกเดียว ทว่ากลีบดอกที่กำลังจะเผยอบานกลับยังคงยืนหยัดงดงาม แม้ว่าพระพิรุณจะสาดซัดครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่าลมแรงจะพัดโบกจนเอนไหว บัวดอกนั้นก็ยังคงชูช่อเหนือน้ำอย่างมั่นคงเช่นเดิม“ข้าจะเป็นดังปทุมดอกนั้น” ซูฉิงเยี่ยนพึมพำคนเดียวเบาๆ สายตายังคงจดจ้องไปยังบัวดอกนั้นใบหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังขึ้นมา ชั่วขณะกลับมีสายลมหอบหนึ่ง ซัดสาดสายฝนเข้ามายังศาลา ทว่าร่างของนางยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ขณะที่คนอื่นๆ บ้างก็ถอยหลังกลับเข้าไปหลบ บ้างก็รีบยกมือขึ้นบดบัง บ้างก็โค้งตัวหลบสายฝนพัลวัน“คุณหนูเจ้าคะ” ซวงเอ๋อร์เรียกเสียงเบาทั้งยังเดินเข้ามาสะกิดซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อมองเห็นบ่าวไพร่ของคฤหาสน์ที่กำลังกางร่มเดินเข้ามายังศาลา ด้านหลังบ่าวคนนั้นยังมีรถม้าของตระกูลจอดอยู่นางไม่ต้องเดาก็แน่ใจแล้วว่าบิดาให้คนมารับนางกลับ และสาเหตุก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการมาเยือนจวนตระกูลซูของถานเจียง เพราะก่อนหน้านี้บิดาให้คนมาเร่งรัดนางหลายครั้งเพื่อให้นางกลับให้ทันเวลา“ไปเถิด ข้าถ่วงเวลาได้เพียงเท่านี้ อย่างไรเสียก็ต้องกลับไปเผชิญหน้า” ซูฉิงเยี่ยนหมุนตัวไปมองบัวดอกนั้นเป็นครั้งสุดท้







