تسجيل الدخولเมื่อครู่เขาไม่ได้ส่งเสียง เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนอีกฝ่าย เขาไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทแอบฟังสิ่งที่นางรำพึง ทว่ากลอนบทนั้น และคำพูดของนางกลับกินใจเขาเสียเหลือเกิน
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่านางโดนบิดาร้องขอในเรื่องใดจึงปฏิเสธไม่ได้ หรือว่านางโดนบังคับให้แต่งงาน หากจับใจความจากสิ่งที่นางพูด
ถูกผู้อื่นบงการชีวิตโดยที่ตนไม่อาจปฏิเสธ เรื่องเช่นนี้เขาคุ้นเคยกับมันดี โดยเฉพาะคนผู้นั้นคือบิดาผู้ให้กำเนิด
มือใหญ่ยื่นขึ้นไปโน้มกิ่งหูกวางลงมา ก่อนที่เขาจะค่อยๆ คลายปมเชือกที่หญิงสาวผูกเอาไว้กับกิ่งไม้ออก
จ้องมองเชือกถักในมือแล้วพลิกไปมา เชือกถักที่ถูกถักทอร้อยรัดเอาไว้อย่างแน่นหนาโดยใช้เงื่อนตายที่ยากคลายออก เชือกถักที่เขาได้ยินว่านางใส่เส้นผมของนางถักรวมในใจกลางของเงื่อน
บทกลอนของหญิงสาวผุดขึ้นมาในใจของเขาทันที “เงื่อนรักถักทอประสานใจ แฝงนัยความรักไม่เสื่อมคลาย ไม่พานพบเพียงหนึ่งเดียวดังใจหมาย มิขอผูกพันผู้ใดไปจนตาย แล้วหากเลือกได้ดังใจหมาย เจ้าหวังจะพบพานและผูกพันกับคนเช่นใดเล่า”
พึมพำแล้วเขาก็ได้แต่ยกยิ้มที่มุมปากออกมา รู้สึกเสียดายที่เมื่อครู่มองเห็นใบหน้าของนางไม่ชัดเพราะเขาอยู่บนที่สูงทั้งยังพยายามซ่อนตัว ดังนั้นเขาจึงมองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าบางส่วนของนางเท่านั้น
“ท่านกำลังยิ้มอยู่หรือ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเยวี่ยเสียนเฉิงดังขึ้น
“แปลกหรือ” เยวี่ยเทียนฉีหันกายไปทิศทางของเสียง เชือกถักสีแดงในมือยังคงถูกเกาะกุมเอาไว้ วันนี้เขานัดพบกับเยวี่ยเสียนเฉิงเพื่อไปเยี่ยมพระพันปีหลวงที่สำนักนางชี และต้นหูกวางริมลำธารวัดหยุ่นเหอแห่งนี้คือสถานที่นัดพบ
ในตอนที่เขากำลังนั่งหลับตาชื่นชมธรรมชาติบนต้นหูกวาง เขากลับไม่คาดว่าจะมีผู้ที่รู้จักสถานที่อันสงบเงียบแห่งนี้เช่นกัน
หญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ทั้งยังพร่ำพรรณนาถึงเรื่องที่นางกำลังเผชิญ เขาจึงเพียงแค่นั่งเงียบๆ อยู่ที่เดิมไม่กล้าแสดงตัว
“ยิ้มน่ะไม่แปลก แต่ส่งยิ้มให้เชือกถักนี่สิ ข้ายังไม่เคยเห็น” เยวี่ยเสียนเฉิงเดินเข้ามาหยุดอยู่ห่างจากอีกฝ่ายหนึ่งช่วงแขน จึงมองเห็นเชือกถักอย่างชัดเจน “สวยจริง ท่านทำขึ้นเองหรือ ไม่ยักรู้ว่าท่านถักของพวกนี้เป็นด้วย ขอข้าได้หรือไม่” เยวี่ยเสียนเฉิงยื่นมือออกไป
เยวี่ยเทียนฉีรีบเก็บเชือกถักเส้นนั้นเข้าในอกเสื้อ “เจ้ามาแล้วก็รีบไปเถิด” เขาหมุนกายเดินไปหลังเปลี่ยนเรื่อง
“รอก่อน เชือกถักนั่นผู้ใดให้ท่านมา บอกข้ามานะท่านไม่ได้มีนิสัยหวงของกับข้ามาก่อน แสดงว่ามันมีความสำคัญ ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย ท่านได้มันมายังไง” คำถามมากมายดังไล่หลังเยวี่ยเทียนฉีไป ทว่ากลับไม่มีคำตอบใดๆ ตอบกลับมา
ร่างสูงที่กำลังเดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวร่างอรชร ตกเป็นเป้าสายตาของกลุ่มคนที่นั่งอยู่ชั้นสองหอสุราซุนฮวา เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นเป็นระยะนั้น ยังไม่เสียมารยาทเท่ากับเสียงหัวเราะ และคำพูดหยาบโลน ของเหล่าบุรุษที่นั่งร่ำสุราอยู่หลังม่านไม้ไผ่ ซึ่งถูกกั้นเอาไว้เป็นพิเศษ
“ข้าอิจฉามือปราบถานจริงๆ ที่กำลังจะได้แต่งคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซูเป็นฮูหยิน” หม่าหลิงฟู่กล่าวก่อนจะยื่นจอกในมือไปให้คนที่นั่งข้างๆ รินสุราให้
มองเห็นท่าทีกระตือรือร้นของถานเจียงที่กำลังยืนพูดคุยอยู่กับซูฉิงเยี่ยน ในใจของเขารู้สึกอิจฉาอีกฝ่ายขึ้นมาจริงๆ
“เอ...ข้าได้ยินมาว่าตระกูลถานเพิ่งจะส่งแม่สื่อไปทาบทามเองมิใช่หรือ” กู่เซียวเลิกคิ้ว
ในบรรดาบุรุษที่มาด้วยกันสี่คน เขาคือบุรุษที่มีความโดดเด่นน้อยที่สุด เนื่องจากเขาเป็นเพียงบุตรชายคนรองของเจ้ากรมพิธีการ ทั้งยังเป็นบุตรที่เกิดจากอนุ
เผิงเซี่ยหลี่ บิดาของเผิงอู่กวนเห็นว่าเขาอายุยังน้อย แต่สอบข้อเขียนได้คะแนนเต็มในการคัดเลือกมือปราบ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ผ่านการสอบคัดเลือกด้วยการต่อสู้ แต่ก็ยังดึงกู่เซียวให้รับตำแหน่งที่ปรึกษาในจวนผู้ว่า
ด้วยอายุไล่เลี่ยกัน กู่เซียวจึงกลายเป็นสหายกับเผิงอู่กวน โดยที่เผิงเซี่ยหลี่คาดหวังให้เผิงอู่กวนเรียนรู้จากกู่เซียวบ้าง เนื่องจากทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้ดีว่าเผิงอู่กวนบุตรชายผู้ว่านั้น ไม่เอาถ่าน วันๆ เขาเอาแต่ร่ำสุราเคล้านารีไม่เป็นอันทำอะไร “มีใครบ้างในจวนผู้ว่าจะไม่รู้ว่าซูเหวิ่นผู้นี้ยังคงละโมบในลาภยศชื่อเสียง เขาอยากได้มือปราบถานเป็นบุตรเขยจนตัวสั่น พอได้ยินว่ามือปราบถานจะตบแต่งฮูหยิน ก็รีบประเคนบุตรสาวคนโตให้มือปราบถานแทบไม่ทัน” ถ้อยคำดูหมิ่นอย่างเปิดเผยนั้นเป็นของเผิงอู่กวน
เขารู้จักซูเหวิ่นเป็นอย่างดี เนื่องจากบิดาของเขาคือผู้ว่าการเมืองหนิงเจี้ยน เมืองหลวงแคว้นเยวี่ย และในตอนที่ซูเหวิ่นยังคงเป็นมือปราบ ก็อยู่ใต้บังคับบัญชาของบิดาเขา ซึ่งการที่มือปราบเพียงคนเดียวมีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับความเคารพนับถือจากชาวเมืองมากกว่าผู้ว่าการ ทำให้ทั้งเผิงอู่กวนและบิดาไม่ใคร่จะพอใจนักแต่ก็ทำอะไรซูเหวิ่นไม่ได้
“แต่ข้าว่ามือปราบถานมองการได้เฉียบแหลมยิ่ง ชาวบ้านทั่วทุกมุมในเมืองหลวงต่างก็ยังเคารพนับถือเขา หากมือปราบถานแต่งคุณหนูซูเป็นฮูหยิน แน่นอนว่าเขาที่เพิ่งจะได้เลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้ามือปราบ ก็อาจพลอยได้รับความเคารพนับถือไปด้วย อีกอย่างคุณหนูตระกูลซูผู้นี้ แม้ไม่ได้งดงามหยาดเยิ้มเป็นหนึ่งในเมืองหลวง แต่ผิวพรรณเนียนละเอียดผุดผ่อง ทั้งยังท่าทีสุขุมเยือกเย็น ผิดกับคุณหนูตระกูลอื่นลิบลับ มือปราบถานแต่งนางเป็นฮูหยินนับว่าโชคดียิ่ง”
กู่เซียวยังคงจ้องมองไปยังร่างอรชรของซูฉิงเยี่ยนอย่างสนอกสนใจ
“เรื่องนั้นข้าหาได้สนใจไม่ เรื่องที่ข้าสนใจคือ...ผิวพรรณขาวเนียนนั้น หากว่าเข้าหอแล้วขึ้นเตียง พออยู่บนเตียงจะเป็นยังไง ฮ่าๆๆ นั่นๆ เจ้าดูสิทรวดทรงอ้อนแอ้นอรชร หากข้าได้อิงแอบแนบชิดนางสักคืน ข้าคง...” หม่าหลิงฟู่เอ่ยเสียงดัง ไม่สนใจว่าผู้ใดจะได้ยินหรือไม่
เขาถือตนว่าเป็นบุตรชายคนเดียวของเสนาบดีหม่าเจียจิ้ง ทั้งยังเป็นถึงคนสนิทของรัชทายาท จึงเย่อหยิ่งและวางอำนาจเหนือคนทุกผู้
เสียงหัวเราะของบุรุษทั้งสาม ทำให้หลายคนที่นั่งอยู่ชั้นสองส่ายหน้า หลายคนทราบดีว่าพวกเขาเป็นใคร เพราะทั้งสามเป็นสหายของถานเจียงที่เป็นลูกค้าประจำของหอสุราซุนฮวา
“เอาล่ะเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะลองไปคุยกับท่านแม่ว่าจะทำเช่นไรท่านพ่อจึงจะยอมให้ท่านเข้าไปดูผาอัคคี เผื่อว่าท่านเห็นแล้วอยากจะเปลี่ยนใจ”“ข้าเข้าไปดูได้หรือ”“ข้าถึงได้บอกว่าจะไปขอท่านแม่อย่างไรเล่า หากไปถามเรื่องนี้กับท่านพ่อ รังแต่จะทำให้เขารู้เท่าทันแผนข้าน่ะสิ” เสวียนจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์“แผนหรือ”“ข้าจะอธิบายเรื่องแผนการของข้าทีหลัง วันนี้ท่านนอนพักผ่อนเถิด ข้าจะกลับมารับพรุ่งนี้เช้า”เสวียนจิ้งมารับฟู่หย่งเจี้ยนในตอนรุ่งเช้าจริงๆ ทว่านางกลับวางยาทำให้เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จับเขามัดเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะจับเขาโยนขึ้นรถม้า แล้วออกจากเมืองหลวงแคว้นจ้าวมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของชายหนุ่มเขาไม่คาดคิดว่านางจะทำเช่นนี้ ก่อนออกมาจากโรงเตี๊ยมในยามรุ่งสาง เขาได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงอ่อนโยนคุ้นเคยของฮูหยินจ้าววัง มารดาของนางที่อุตส่าห์นำเงินค่าเดินทางมาให้ถุงใหญ่คนของวังเมฆาอัคคีนี่ช่างทำอะไรเหนือคาดจริงๆ!!“จิ้ง เจ้าทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการทำให้ท่านจ้าววังไม่ยอมรับข้า” ฟู่หย่งเจี้ยนที่นอนอยู่ในรถม้าเอ่ยขึ้น ในขณะที่เขาจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังบังคับรถม้า เสวียนจิ้งเปิดม่านหน
เสวียนจิ้งจึงชะงักแล้วมีท่าทีละล้าละลัง จะให้นางคุยกับฟู่หย่งเจี้ยนตรงนี้ต่อหน้าบิดากับมารดา นางยังไม่อยากหาเรื่องตายให้ฟู่หย่งเจี้ยนนะ!!!จะให้พูดได้อย่างไรเล่าว่านางเป็นฝ่ายตามติดเขาก่อน แต่เรื่องที่ฟู่หย่งเจี้ยนเคยปฏิเสธนางก็เป็นเรื่องจริง หากบิดายอมอ่อนข้อให้ฟู่หย่งเจี้ยนง่ายๆ เขาก็ไม่ใช่จ้าววังเมฆาอัคคีแล้ว…ฟู่หย่งเจี้ยนมองจากท่าทางของเสวียนหมิง ก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายล่วงรู้เรื่องของเขาโดยละเอียด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้เรื่องต้องยืดเยื้อต่อไปเขาเป็นเคยเป็นคนของราชสำนักแคว้นฉิน...เขาไม่ปฏิเสธ อย่างไรเสียการเผชิญกับความจริงก็ต้องเกิดขึ้น ดังนั้นร่างสูงจึงแตะมือลงไปยังหลังมือของเสวียนจิ้งที่ยังคงเกาะกุมมือของเขาอยู่เขาพยักหน้าให้นางเพื่อให้นางปล่อย ซึ่งนางก็ยินยอมโดยดีโดยไม่พูดอะไร ดูแล้วนางเองก็เข้าใจตรงกันกับเขากระมัง เพราะหากเสวียนหมิงไม่ยินยอมอนุญาต มีหรือที่นางกับเขาจะได้พบกันอีก“ท่านจ้าววังข้าน้อยจริงใจต่อจิ้ง ขอท่านจ้าววังช่วยส่งเสริมเราสองคนด้วย”เสวียนจิ้งอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประโยคนั้น‘เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง’บิดาของนางมิใช่คนที่ใครก็สามารถต่อกรได้ ยิ่ง
“จิ้งเอ๋อร์มายืนทำอะไรตรงนี้เล่า มาช่วยแม่ในครัวหน่อย หน้าร้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านน้าของเจ้า กับรั่วหลิงก็พอ”“เจ้าค่ะท่านแม่”แม้จะเดินนำเข้าไปด้านในก่อน แต่กระนั้นสายตาของหญิงวัยกลางคนก็กวาดผ่านเขาไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะละไปราวกับไม่ใส่ใจ ทว่ามีเพียงฟู่หย่งเจี้ยนที่รู้ว่าไม่ใช่!!!ท่าทีสำรวมกว่าทุกครั้งของเสวียนจิ้ง ทำให้ฟู่หย่งเจี้ยนรู้สึกหนักอกหนักใจ เสวียนจิ้งที่มีท่าทีไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน กลับมีท่าทีราวกับเป็นคนละคนในยามที่นางอยู่ต่อหน้ามารดาแล้วเช่นนี้เขาควรเข้าทางมารดาของนางหรือจึงจะดี...แม้ในใจจะครุ่นคิดเช่นนั้น ทว่าฟู่หย่งเจี้ยนก็ไม่ได้ผลีผลาม เพราะรู้ดีว่าหากเขาขอเข้าพบโดยตรงคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแม้ฮูหยินจ้าววังของวังเมฆาอัคคี จะดูเหมือนกลมกลืนกับชาวเมืองหลวง ทว่าเขาไม่เชื่อว่าท่านจ้าววังอย่างเสวียนหมิง จะไม่ส่งคนมาคุ้มกันที่ตระกูลอิ่นแห่งนี้ ดังนั้นดวงตาคมจึงกวาดมองไปทั่วทิศ จุดประสงค์ก็เพื่อมองหาผู้คุ้มกัน ทว่าเขากลับไม่สามารถรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้ตัวเองผลีผลามเอาชีวิตมาทิ้งโดยใช่เหตุ ฟู่หย่งเจี้ยนจึงได้แต่ถอยกลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมเพื่อคิดหาหนทางเ
ตำหนักเฟยเฟิ่งวังหลวงแคว้นฉิน“ท่านมั่นใจแล้วหรือ” ฉินหยูเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก ในยามที่ฟู่หย่งเจี้ยนบอกนางว่าเขาต้องการลาออกจากการเป็นองครักษ์“พ่ะย่ะค่ะ หน้าที่ของกระหม่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทรงปลอดภัย องค์รัชทายาทจะทรงดูแลองค์หญิงได้ดีกว่าผู้ใด”“ข้ารู้ว่าท่านเองก็เหนื่อยมาก การเดินทางไปแคว้นเยวี่ยครั้งนั้นได้ยินมาว่าไม่มีองครักษ์คนใดที่อาสาไปด้วยตัวเองเลยนอกจากท่าน เพราะพวกเขาสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาอีก ซึ่งมันก็จริง” ฉินหยูเฟยเอ่ยเสียงแผ่ว“แม้ทำเช่นนี้อาจดูเหมือนกระหม่อมผิดต่อคำสัตย์ที่ให้ไว้กับ...”“ไม่ใช่!!” ฉินหยูเฟยเอ่ยขัดเขา “ท่านไม่ได้ผิดคำพูดใดๆ ที่ให้ไว้กับเสด็จพ่อ ท่านทำหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายลุล่วงแล้ว ท่านแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะพยายามรักษาคำสัตย์ เราจะปล่อยท่านไป ท่านจงไปทำในสิ่งที่หัวใจของท่านปรารถนาเถิด” ฉินหยูเฟยเอื้อมมือไปรับตราองครักษ์คืนจากมือฟู่หย่งเจี้ยน“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”“หากท่านมีโอกาสเดินทางไปยังแคว้นเยวี่ย...”“เขาไม่มีทางไปเยี่ยมเยียนเราได้” เยวี่ยเสียนเฉิงที่ไม่รู้ว่าก้าวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรเอ่ยขึ้นฉินหยูเฟยขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใ
แม้ว่านางจะทำผิดและถูกลงโทษ ทว่าการขับออกจากพรรคนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากทั้งสองจะคบหา และติดต่อกันมีเพียงเขาต้องละทิ้งในสิ่งที่เขามีเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงเขาต้องผิดคำสัตย์ที่ให้ไว้กับอดีตจักรพรรดิเสวียนจิ้งมีความหมายต่อความรู้สึกเขาทว่าคำสัตย์ที่ให้ไว้คือการคุ้มกันองค์หญิงให้เดินทางไปเข้าพิธีเสกสมรสอย่างปลอดภัย แล้วในเวลานี้ถือว่าตัวเขาลุล่วงซึ่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเอาไว้แล้วหรือยัง..ฟู่หย่งเจี้ยนซึ่งอยู่ในชุดสีฟ้าขาว ไม่ใช่ชุดประจำตำแหน่งองครักษ์สีแดงสลับขาวเช่นเดิม ในมือของเขามีเพียงกระบี่อ่อนคู่กายเป็นอาวุธเท่านั้น มองเผินๆ จึงดูเหมือนชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง หาใช่ขุนนางของราชสำนักไม่ร่างสูงเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนด้วยความคิดถึง ในยามที่มองเห็นตลาดที่คึกคักของเมืองหลวงแคว้นฉิน นับตั้งแต่วันที่เขาวางยาสลบเสวียนจิ้ง จนถึงวันที่เขาเองต้องเดินทางมากับขบวนของรัชทายาทเยวี่ยเสียนเฉิง และองค์หญิงฉินหยูเฟยมายังแคว้นฉิน เขาก็ไม่ได้พบนางอีกเลยคำเตือนของเสวียนเฟิ่งยังคงก้องอยู่ในหู เขาพยายามหาคำตอบให้ตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่พบ...วันนี้เขานัดพบกันกับสหายชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง ซึ่งทั้งส
จุมพิตร้อนแรงหนักหน่วงประทับลงไปยังริมฝีปากของเสวียนจิ้ง พยายามบังคับให้นางกลืนยาเข้าไป ในยามที่สติของนางถูกกลิ่นกายของฟู่หย่งเจี้ยนเข้าครอบงำ เสวียนจิ้งพลันสมองขาวโพลน นางดิ้นรนด้วยพละกำลังที่มี หากแต่กำลังภายในและวรยุทธ์กลับไม่ได้ดึงออกมาใช้ เพราะนางเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ฟู่หย่งเจี้ยนใช้มือหนึ่งดันต้นคอของหญิงสาวเอาไว้ ส่วนมือใหญ่อีกข้างก็รวบข้อมือของนางเอาไว้ เพื่อไม่ให้นางขัดขืนได้ถนัดนักลิ้นร้อนพยายามกวาดเข้าไปในโพรงปากอบอุ่น เพื่อบังคับให้นางรับยาสลบเข้าไปอย่างอุกอาจ เขาไม่ยอมให้นางปฏิเสธ ไม่ยอมให้นางผละออกห่างแม้กระทั่งตอนที่ยาทั้งหมดถูกนางกลืนเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวจุมพิตหนักหน่วงกดย้ำและหยอกเอินริมฝีปากที่อ้าเผยอออกอย่างไร้ทางสู้ หัวใจของทั้งสองเต้นระรัว ลมหายใจหรือก็หอบโยนไม่ต่างกันเรี่ยวแรงของเสวียนจิ้งลดน้อยลง เมื่อยาสลบออกฤทธิ์ กระนั้นฟู่หย่งเจี้ยนก็หาได้ละไปจากริมฝีปากเย้ายวน ซึ่งบัดนี้แดงช้ำเพราะจุมพิตเร่าร้อนของเขาความรู้สึกอยากครอบครองซึ่งเขาไม่คิดว่าตนจะมีมาก่อนพุ่งขึ้นสูง ดวงตาคมที่เข้มขึ้นเพราะแรงปรารถนา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะประทับจุมพิตลงไปยังริมฝีป







